NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

Apple รอดได้เพราะกลยุทธ์พื้นๆ ที่เฉียบคม


สวัสดีครับ วันนี่อ่านข่าวใน FB และนึกถึงผู้อ่านเลยเอามาลงครับ

Apple รอดได้เพราะกลยุทธ์พื้นๆ ที่เฉียบคม

ความรุ่งเรืองของแอปเปิล ในวันนี้ เป็นเพราะการตัดสินใจของจอบส์เมื่อ 13 ปีก่อน ช่วงนั้นเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแอปเปิล เพราะบริษัทกำลังจะล้มละลาย นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า งานนี้รอดยาก แต่จอบส์ก็หักด้ามปากกาเซียนสำเร็จ ไม่เพียงแต่ช่วยให้แอปเปิลรอดอยู่ได้ การตัดสินใจในช่วงเวลานั้นของเขา ยังเป็นการวางรากฐานสำหรับความยิ่งใหญ่ในยุคต่อไปของแอปเปิลอีกด้วย

แอปเปิลโดนไมโครซอฟท์รุกฆาตในปี 2538 เมื่อไมโครซอฟท์เปิดตัวระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 95 ที่ถือว่าครบเครื่องทั้งสาระและความบันเทิง ล้ำหน้ากว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆ ในยุคนั้น เพียงหนึ่งปีหลังการรุกฆาต แอปเปิลก็โดนต้อนเสียจนมุมคาดกันว่านี่คือจุดจบของบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา

จิล อเมลิโอ ซีอีโอของแอปเปิลต้องเผชิญกับมรสุมทางธุรกิจลูกใหญ่ เพราะวินโดวส์มาแรงเหลือเกิน เขาพยายามทุกอย่างเพื่อรักษาธุรกิจให้อยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนพนักงาน ปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทเสียใหม่ให้เป็นสี่กลุ่ม คือ แมคอินทอช เครื่องใช้ด้านการประมวลผลข้อมูล เครื่องพิมพ์ และผลิตภัณฑ์ทางเลือกต่างๆ ส่วนด้านการบริหารงาน มีการตั้งแผนกดูแลด้านการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งแผนก

สารพัดกระบวนท่าที่จิลงัดออกมาต่อชีวิตแอปเปิลดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร เพราะผลประกอบการไม่ได้ดีขึ้นเลย อาการเมาหมัดที่เกิดขึ้น ทำให้นิตยสารไวร์ตีพิมพ์บทความชื่อว่า “101 วิธีในการช่วยชีวิตแอปเปิล” ซึ่งคำแนะนำในบทความนี้ มีหลากหลายมาก ตั้งแต่การขายกิจการให้ไอบีเอ็ม ไปจนถึงการมุ่งทำตลาดในกลุ่มนักเรียน

ในเดือนกันยายนปี 2540 แอปเปิลเหลือเวลาเพียงสองเดือนก่อนจะกลายเป็นบริษัทล้มละลาย จอบส์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทยอมกลับมารับตำแหน่งซีอีโออีกครั้ง เขาใช้เวลาไม่ถึงปีก็พลิกโฉมหน้าบริษัทจากร่อแร่ให้กลับมายืนได้อีกครั้ง วิธีการพาแอปเปิลฝ่าวิกฤตของเขาแตกต่างกับที่คนในวงการคาดการณ์ไว้อย่างสิ้นเชิง สูตรสำเร็จที่เชื่อกันว่าจะพาบริษัทให้รอดจากสถานการณ์นี้ได้มีอยู่สองทางด้วยกัน ทางแรก คือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมา แล้วหวังว่าจะทำให้ลูกค้าหันกลับมาซื้อสินค้าของแอปเปิลอีกครั้ง หรือไม่ก็ไปจับมือร่วมกับบริษัทซัน

จอบส์กลับเลือกไม่ทำทั้งสองอย่าง สิ่งที่เขาทำคือ การลดขนาดของบริษัทลงอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้เป็นบริษัทเล็ก มีความคล่องตัว และสอดคล้องกับจุดแข็งของบริษัทที่มีตลาดเฉพาะกลุ่มอยู่แล้ว เขาเชื่อว่ามีแต่การกลับไปสู่จุดที่เป็นความเข้มแข็งที่แท้จริงของบริษัทเท่านั้นที่จะช่วยให้บริษัทรอด

ในบทสัมภาษณ์ของจอบส์ เขาแสดงความเห็นว่า “เรามีสินค้าหลากหลายเกินไป เพื่อนของครอบครัวผมคนหนึ่งเคยถามผมว่า จะซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของแอปเปิลรุ่นไหนดี เธอบอกว่าไม่รู้จริงๆ ว่าคอมพิวเตอร์แต่ละรุ่นของเราแตกต่างกันตรงไหน บอกตามตรงผมเองก็ยังไม่รู้เลย”

เพื่อให้สามารถมุ่งความสนใจไปยังสินค้าที่เป็นตัวเด่นของบริษัท จอบส์ลดจำนวนรุ่นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะจากสิบห้ารุ่นเหลือเพียงรุ่นเดียว เลิกผลิตเครื่องพิมพ์และสินค้าที่เกี่ยวข้อง เขาลดการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ ลดจำนวนบริษัทที่เป็นตัวแทนขายจากหกรายเหลือเพียงรายเดียว จะได้ไม่ต้องคอยตอบสนองความต้องการต่อผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันของตัวแทนขายเหล่านี้ นอกจากนี้แล้ว เพื่อเป็นการลดต้นทุน เขาตัดสินใจย้ายฐานการผลิตของบริษัทไปยังไต้หวัน และสำหรับสินค้าที่ผลิตได้ไม่ยากนัก เขาก็เลือกย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย

นอกจากการปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจ การผลิต และโครงสร้างของบริษัท เขายังเปิดร้านค้าออนไลน์เพื่อให้สามารถขายสินค้าไปยังลูกค้าได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวแทนขาย นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยให้บริษัทสามารถมีเงินเข้ามาได้อย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

สำหรับหลายๆ คน การพลิกฟื้นคืนชีพของแอปเปิลเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อกว่าก็คือ การฟื้นตัวนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกลยุทธ์หรูหราเหนือความคาดหมายเหมือนที่เรามักจะถูกทำให้เชื่อกัน จอบส์ใช้หลักการบริหารธุรกิจเบื้องต้น ที่นักศึกษาปี 1 ได้เรียนกันมาเป็นพื้นฐานในการพลิกชะตาทางธุรกิจ

1. ถ้าสินค้ามีเยอะเกินไปจนลูกค้าสับสน ก็ลดประเภทของสินค้าเสีย แล้วสนใจแต่สิ่งที่เราทำได้ดี

2. ในเมื่อผลิตที่อเมริกาทำให้ต้นทุนสูง ก็ต้องย้ายผลิตในประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า

3. ถ้ามีตัวแทนขายที่สร้างปัญหา ก็อย่าใช้เขาอีก

4. หากต้องการเพิ่มสภาพคล่องให้กับบริษัท ก็ต้องเก็บเงินจากลูกค้าให้เร็วที่สุด

นี่แหละคือบทเรียนจากปรมาจารย์ด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจผู้ล่วงลับไปแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดของการกำหนดกลยุทธ์ คือ การแยกแยะว่าอะไรเป็นสาระสำคัญ อะไรเป็นเรื่องฉาบฉวย เพราะโดยสาระสำคัญแล้ว “กลยุทธ์” เป็นหนทางในการพาตนเองออกไปจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก เป็นแนวทางในการก้าวข้ามอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า และเป็นวิธีการตอบสนองต่อความท้าทายที่จะเกิดขึ้น

ในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งหลังจากที่พาแอปเปิลออกจากวิกฤตได้ จอบส์ได้บอกว่า ตอนนี้บริษัทฟื้นตัวได้แล้วขั้นต่อไปคือรอจังหวะดีๆ แล้วคว้าโอกาสนั้นไว้ให้ได้ เพราะเขาเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกเสมอไป ขอให้เป็นคนที่ใช่ก็พอ จอบส์สามารถฉวยจังหวะที่ว่านี้ไว้ได้จริงๆ เขาใช้จังหวะนั้นทำให้โลกรู้จักผลิตภัณฑ์ตระกูล“I”

** เนื้อหาในบทความนี้ ปรับมาจากบทที่ 1 ของ หนังสือ Good Strategy Bad Strategy เขียนโดย Richard P. Rumelt

เรื่องโดย : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

ที่มา : นิตยสาร SME Thailand ฉบับเดือน สิงหาคม 2556

โฆษณา

สิงหาคม 9, 2013 Posted by | Marketing Strategy | | ใส่ความเห็น

สุดยอดการตลาดผิดพลาดให้ธุรกิจขนาดเล็ก (Top Marketing Mistakes Small Business Make)


สวัสดีครับ

วันนี้อยากจะเขียนเรื่องง่ายๆ ที่จำเป็นจะต้องรู้สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็ก และจำเป็นจะต้องใช้ให้คล่องแคล้ว ถูกต้อง ชัดเจน และเกิดความชำนาญ  เพราะถ้าคุณไม่ให้ความสนใจในสิ่งที่เรากำลังอธิบายให้คุณทราบ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่คุณทำนั้นดีแล้ว  เหมาะสมแล้ว ด้วยการอยู่เฉยๆ  รอเวลาเพราะคุณก็ทำอย่างนี้แล้วอยู่ได้มาตลอด ทำไมต้องมาวุ่นวายอย่างที่เราเสนอด้วย  ทำไมต้องมาเหนื่อยกับสิ่งเหล่านี้  (ก็ขอให้คุณโชคดีไปตลอดเส้นทางนะครับ สาธุ)  เพราะความโชคดี ไม่ได้มีตลอด 365 วัน

การตลาดเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของทุกธุรกิจ แต่ที่น่าเสียดายธุรกิจขนาดเล็ก ต่างละเลยที่จะทำการพัฒนาความรู้ ความสามารถ การค้นคว้าหาจุดเด่นของผู้นำตลาด และช่องว่างของตลาดที่ยังมีอยู่ในตลาดและมีมูลค่าเพียงพอที่คุณจะเข้าไปครอบครองตลาดได้โดยไม่ยากนัก  และมีลักษณะเฉพาะของลูกค้าเป็นตัวกีดกันคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาด เรามาพิจารณาร่วมกันดังนี้

ข้อผิดพลาดที่ 1 : การไม่พัฒนาแผนการตลาด 

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่หรือ บริษัทขนาดเล็กที่มีความเข้าใจกระตือรือร้นที่จะทำการพัฒนาแผนการตลาดอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เห็นผลตอบแทนการลงทุนของเวลาและเงินที่พวกเขาได้ทำในธุรกิจ   ซึ่งการทำการพัฒนาแผนการตลาด จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง เหล่านี้

สิ่งที่คุณต้องทำ 

  • คุณจำเป็นจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
  • มีการสำรวจจุดเด่นของคู่แข่งรายใหญ่
  • จุดอ่อนของคู่แข่งรายใหญ่
  • ทิศทางแนวโน้มความต้องการของตลาดในอนาคต (มาจากการสำรวจความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจคุณ)
  • ทำการวิเคราะห์ช่องว่างของตลาด
  • ทำการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต และการจำหน่ายของคู่แข่ง
  • ศักยภาพการแข่งขันด้านต้นทุน
  • เทคนิคการผลิต
  • กลยุทธ์การตลาดของคู่แข่ง
  • ภาพลักษณ์ของธุรกิจคุณในสายตาของลูกค้า
  • ตำแหน่งทางการตลาดของคุณในตลาด
  • มูลค่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ (สามารถเพิ่มมูลค่า ได้มากกว่านี้หรือไม่)
  • การขยายฐานลูกค้าของคุณและใช้วิธีการวัดเชิงปริมาณของผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

ข้อผิดพลาดที่ 2 : ไม่ได้วางแผนงบประมาณการตลาด 

ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้มีการวางแผนการตลาดและยังไม่มีการวางแผนด้านงบประมาณการตลาดของบริษัทให้ชัดเจน เพราะธุรกิจ SMEs มักจะคิดว่าก็ดูซิว่ารายใหญ่การตลาดด้านอะไร เราก็เล่นเกมส์ตามกระแสเขาเท่านั้นก็เป็นอันใช่ได้   หรือใช้วิธีการแบบเดิมๆ อย่างที่ทำมาทุกปี ด้วยการประหยัด และรอเวลาเพื่อไม่ให้เจ็บตัว และได้ไม่คุ้มเสียต่างๆ ทำให้เวลาจะทำการวางแผนด้านการตลาดก็ไม่รู้จะใช้งบประมาณเท่าใด  ใช้ในเรื่องอะไรดี  และสุดท้ายจะทำอย่างไร จึงจะได้คุ้มค่ามากที่สุด  จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง เหล่านี้ สิ่งที่คุณต้องทำ

  • คุณจำเป็นจะต้องกำหนดงบประมาณสำหรับการใช้ด้านการตลาดให้ชัดเจน และตายตัวออกมาเลยในแต่ละปี
  • คุณจะต้องกำหนดแนวทางในการวางแผนการตลาดในแต่ละปีว่าคุณต้องการอะไร? หรือผลลัพธ์จาก การปฎิบัติตามแผนที่ได้วางไว้
  • คุณจะต้องไม่คิดการใหญ่ ด้วยการใช้เงินเพียงเล็กน้อยสุดท้าย คุณจะไม่ได้อะไรเลยจากแผนการตลาดที่คุณดำเนินการ
  • คุณจะต้องวางแผนว่าคุณจะทำเอง หรือ คุณจะจ้างมืออาชีพมาทำแทน?
  • แผนการตลาดและงบประมาณที่ใช้จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ บริษัทฯ
  • แผนการตลาดและงบประมาณจะต้องสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายอยู่ในเวลานั้นๆ

ข้อผิดพลาดที่ 3 : ไม่ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง 

ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นการเฉพาะเจาะจงลงไป เพราะการที่คุณกำหนดแผนการตลาดในกลุ่มลูกค้าทั่วไป ก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร?  เพราะคุณมีเงินทุนน้อย  มีทีมงานน้อย  และมีกลุ่มเป้าหมายที่เยอะเกินไป จะทำให้แผนการตลาดที่กำหนดไว้ไม่ได้ผล  ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการกำหนดเฉพาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีมูลค่าสูง มีศักยภาพของบริษัทฯ เป็นหลักในการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการวางแผนและผลลัพธ์ที่คาดหวัง   จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง เหล่านี้

สิ่งที่คุณต้องทำ

  • คุณจำเป็นจะต้องศึกษาและแบ่งระดับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณออกเป็นกลุ่ม A, B, C, D  (กลุ่ม ดีที่สุด) และเรียงลำดับไปเรื่อยๆ
  • คุณกำหนดระดับของกลุ่มลูกค้าได้แล้ว ก็จะต้องทำการศึกษาทัศนคติ ความพึงพอใจ พฤติกรรมการซื้อสินค้า  ภาพลักษณ์ของคุณในสายตาลูกค้า  แนวโน้มความต้องการของลูกค้า
  • สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของคุณ
  • งบประมาณที่คุณมี และสามารถจ่ายได้จริง
  • กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ในการดำเนินการล่วงหน้า

ข้อผิดพลาดที่ 4 : ไม่มีการพัฒนาเนื้อหาด้านการตลาดในผลิตภัณฑ์หรือบริการของ บริษัทฯ 

ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้มีการกำหนดรูปแบบของเนื้อหาที่อธิบายกลยุทธ์การตลาด และเทคนิคการตลาดหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  คุณจะต้องอธิบายสิ่งใหม่ของผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ กลยุทธ์ทางการตลาดในสื่อต่างๆ ของบริษัทฯ ผ่านช่องทางการตลาดทุกช่องทาง จะต้องมีความสอดคล้องกันทุกสื่อ  จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง เหล่านี้

สิ่งที่คุณต้องทำ

  • คุณจำเป็นจะต้องกำหนดรูปแบบของเนื้อหาที่จะเผยแพร่ กับกลยุทธ์ทางการตลาดที่สอดคล้องกันเพื่อให้ลูกค้าผู้รับข่าวสารมีความเข้าใจตรงกับสิ่งที่คุณต้องการเผยแพร่ออกไป
  • คุณจะต้องเข้าใจวิธีการรับรู้ข่าวสารของกลุ่มลูกค้าของคุณอย่างถ่องแท้
  • การทำงานทุกอย่างตั้งแต่การออกแบบเอกสาร  เนื้อหาที่เขียน กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้

ข้อผิดพลาดที่ 5 : สินค้าและบริการของคุณจะต้องขายตัวเองได้ 

ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือ บริการให้ดูโดดเด่น และมีคำอธิบายที่ชัดเจน ตั้งชื่อสินค้า หรือ บริการไม่สื่อว่าต้องการขายอะไร และไม่มีการกำหนดรูปแบบสี ของบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสินค้า  ดังนั้นคุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์  การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การตั้งชื่อสินค้า และการเลือกสีของบรรจุภัณฑ์ ได้จากบล็อกแห่งนี้ให้ชัดเจน และเข้าใจอย่างท่องแท้ก่อน ก็จะทำให้คุณลดข้อผิดพลาดต่างๆ ลงไปได้พอสมควร

จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง เหล่านี้

สิ่งที่คุณต้องทำ

  • คุณจำเป็นจะต้องศึกษาเกี่ยวกับแบรนด์ให้เข้าใจว่าทำอย่างไร?
  • คุณจะต้องศึกษาวิธีการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม?
  • คุณจะต้องศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบของตราสินค้า ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฯ
  • คุณจะต้องทำการเลือกสีของบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม
  • คุณจะต้องออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี และน่าประทับใจอยากได้ อยากสัมผัส อยากสะสม ฯลฯ

สุดท้ายนี้ คุณเข้าใจกระบวนการพัฒนาการตลาดเพื่อลดข้อผิดพลาดต่างๆ เพื่อที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการทำการตลาดของธุรกิจ SMEs เพราะคุณจะต้องมีความมั่นใจว่าคุณเป็นคนเก่ง  คุณตัดสินใจได้เร็วกว่า คุณเคลื่อนไหวเร็วกว่า  คุณเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ได้เร็วกว่า คุณทำได้ดีกว่าคู่แข่ง

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข ในวันหยุดนี้ครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

https://eiamsri.wordpress.com 

กรกฎาคม 14, 2013 Posted by | Marketing Strategy | | ใส่ความเห็น

ทฤษฎีการโฆษณา : Advertising


เมษายน 28, 2013 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

กระบวนการคิดเกี่ยวกับการวางแผนโฆษณาด้านการตลาด : strategy-beyond-advertising-presentation


เมษายน 28, 2013 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

Mcdonald Final Project


เมษายน 27, 2013 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

ทฤษฎีของ Supply Chain Management of “Mcdonald Final”


เมษายน 27, 2013 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

การวิเคราะห์ Supply Chain Management of McDonald Fast Food


เมษายน 27, 2013 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ : Innovative Ideas in Product Packaging


สวัสดีครับ

วันนี้อยากจะคุยกันเรื่อง การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และวิธีการสร้างรูปแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าขายดี เราเชื่อว่าหัวข้อบทความชิ้นนี้ หลายท่าน จะให้ความสนใจเป็นพิเศษว่าจะนำไปใช้ได้อย่างไร? คิดว่าจะเขียนได้ดีแค่ไหน?  คิดว่าเรารู้เรื่องนี้หรือยัง?  คิดว่าอ่านเอาไว้ก่อนถึงเวลาค่อยนำมาใช้? คิดว่าจะนำมาดัดแปลงหรือใช้อธิบายลูกค้าของตนได้ไหม?  ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่าความคิด และที่เหลือก็จะแยกออกไปเป็น ความคิดสร้างสรรค์  หรือ ความคิดที่ไม่ดี หรือไม่สร้างสรรค์ ก็ไม่เกิดประโยชน์จากความคิดเหล่านั้นเลย   ดังนั้นขอให้คุณลองพยามคิดในทางสร้างสรรค์  คิดในทางบวก  คิดในทางเพิ่มพลังการทำงาน  เพิ่มพลังชีวิตในการทำงาน หรือ กำลังใจในการทำงานนะครับ

  • แนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์

การออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นการอธิบายสิ่งที่บรรจุอยู่ในแพคเก็จนั้น  ซึ่งการอธิบายสิ่งที่บรรจุอยู่ในแพ็คเกจนั้นๆ ไม่จำเป็นจะต้องสื่อออกมาโต้งๆ หรือ อธิบายรายละเอียดจนมีตัวหนังสือเต็มไปหมด ฯลฯ แต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ จะต้องซ่อนความคิด ชวนให้สนใจ เหมาะกับผลิตภัณฑ์ เกิดประโยชน์ใช้สอยได้ หรือ ชวนให้อยากรู้สิ่งที่อยู่ด้านใน  แสดงความความรู้สึกต่อจิตใจด้านบวก เช่น ทำให้รู้สึกหิว  ทำให้รู้สึกว่าจะต้องหอม หวล แน่เลย  ทำให้รู้สึกว่าทำจากธรรมชาติ  ทำให้รู้สึกอยากได้เพราะน่ารัก  ทำให้รู้สึกอ่อนหวาน นุ่มนวล ชวนสัมผัส  ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจ ฯลฯ

การออกแบบผลิตภัณฑ์ไม่ควรจะออกแบบที่มันธรรมดาเกินไป  หรือ เลียนแบบคู่แข่งแบบ 100% หรืออาจจะทำให้ลูกค้าสับในในตราสินค้าหรือยี่ห้องกับคู่แข่งรายใหญ่ (อย่างนี้อย่าทำเพราะจะทำให้เกิดการฟ้องร้องด้านลิขสิทธิ์ได้)

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เป็นการออกแบบเน้นความสวยงามอย่างเดียว คุณจะใส่อะไรลงไปก็ได้เพื่อให้เต็ม และนำไปออกวางจำหน่าย และบรรจุภัณฑ์นั้นก็จะไปแข่งขันกับคู่แข่งบนชั้นวางสินค้าตามห้างเอาเอง และคุณก็พยามอัดเงินโฆษณาสินค้า และภาวนาให้สินค้าขายดีตามที่มุ่งหวัง  ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นนะครับ

  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดี

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี จะต้อมีการวางแผนการเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่คุณวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับสินค้าของคุณ ให้ผู้บริโภค หรือลูกค้ารู้สึกได้เกี่ยวกับเรื่องราวนั้น

เช่น

    • สินค้ายี่ห้อ “อาตุ้ย” ผลิตเกี่ยวกับซอสปรุงรสอาหาร ที่มีเซ็กเม้นส์ 5 กลุ่มประเภทลูกค้า เช่น ซอสพริก  ซอสมะเขือเทศ ซอสผัดสำหรับใส่อาหารผัด หรือ ทอด    ซอสสำหรับอาหารทะเล หรือ ปิ้งๆ ย่างๆ 

การวางแผนการเล่าเรื่อง

    •  เริ่มต้นที่ผู้ประกอบการต้องการเล่าเรื่องอะไร เช่น วัตถุดิบที่ผลิตเป็นสินค้าออร์แกนิค  หรือ สินค้าคัดคุณภาพเกรดพิเศษ หรือ สินค้านี้มีการช่วยเหลือสังคม เช่น ซื้อวัตถุดิบจากชาวเขา หรือ ผู้ยากไร้ในชนบท  ฯลฯ 
    • การออกแบบบรรจุภัณฑ์ จะต้องนำข้อมูลเรื่องที่จะเล่ามาพิจารณาร่วมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้เกิดความน่าสนใจ  และเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค  เช่น จะหยิบ จับ แบบไหนสะดวก  จะตั้งอย่างไรไม่เกะกะสายตา  ขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป  ฯลฯ
    • การวางแผนด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ จะต้องมีการตีกรอบของโจทย์เดียวกับการเล่าเรื่องสินค้าและบรรจุภัณฑ์
    • การกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาด จะต้องมีทิศทางเดียวกัน เพื่อกำหนดช่องทางการจัดจำหน่าย และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
    • การกำหนดราคา จะต้องนำเรื่องราวข้างบนมาพิจารณาประกอบ เพื่อกำหนดต้นทุนด้านการผลิต และการวางแผนในอนาคต
    • การพิจารณารูปแบบการแข่งขันของบรรจุภัณฑ์ของคู่แข่งที่สำคัญๆ ในตลาด และราคาที่จำหน่าย
    • การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นลูกค้ากลุ่มหลักของผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ในตลาด พฤติกรรม ทัศนคติ ความเชื่อ วิธีการจับจ่ายในการซื้อสินค้า และช่องทางการซื้อสินค้า ความถี่ในการซื้อสินค้า  ลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค

สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวข้างต้น จะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ และสินค้าของคุณที่จะต้องพิจารณาก่อนการดำเนินการออกแบบบรรจุภัณฑ์ หรือรูปแบบโฆษณาประชาสัมพันธ์ เราเชื่อว่าหลายท่านก็จะมีข้อติติง ว่าถ้าคิดเยอะขาดนี้ก็ไม่ต้องขายแล้ว เหมือนการทำวิจัยสินค้าเลย ถ้าคุณคิดอย่างนี้ (เราก็ขอให้คุณอย่าได้เสียเวลาอ่านต่อเลยครับ ไปทำอย่างอื่นดีกว่าเสียเวลาของคุณนะครับ)

ดังนั้น สิ่งที่เราคุยกันในวันนี้ไม่ได้เป็นการเรียนการใช้ Illustrator หรือ การออกแบบโฆษณาสินค้าให้เกิดความพึงพอใจ และประทับใจ  สิ่งที่เราจะคุยกันก็เป็นเรื่องที่นักออกแบบทุกคน และผู้ประกอบการจะต้องตั้งคำถาม  และถามตนเองในสิ่งที่ต้องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของคุณ จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าเป้าหมายของคุณพอใจ  แต่คุณออกแบบ กำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่ไม่ครอบคลุม หรือ ไม่มีเรื่องราวที่ดีพอ อาจจะทำให้สินค้าของคุณมีปัญหาในการวางจำหน่ายได้

1. แพคเกจสินค้าของคุณจะต้องสามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจได้ 

คุณจะต้องกำหนดเรื่องราวที่จะเล่า ตามรูปแบบการเล่าเรื่องราวข้างต้น  และทำการออกแบบบรรจุภัณฑ์  โลโก้ โทนสี และกลยุทธการตลาดให้มีความสอดคล้องกัน และอย่าลืมว่าคุณจะต้องไปแข่งกับบรรจุภัณฑ์ของคู่แข่งในตลาด ที่มีการออกแบบมาอย่างดีเช่นกัน  ดังนั้นคุณจะต้องทำการออกแบบแพคเกจให้ดูง่าย เข้าใจง่าย และสร้างความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะทำให้ลูกค้าหยิบมันใส่ในรถเข็นของพวกเขา

“ทำไมต้องสินค้าคุณ” เป็นเรื่องราวของแบรนด์ และกระบวนการสนับสนุนด้านการตลาดที่เข้าไปกระทบจิตใจของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการระลึกได้ จำได้ รู้จัก เชื่อใจ ยอมรับ และทำให้เกิดการอยากได้เป็นเจ้าของ ในสินค้าเหล่านั้น  ดังนั้นการเล่าเรื่องราวต่างๆ ขอแบรนด์  และลักษณะของสินค้าจะต้องมีทิศทางเดียวกัน

ตัวอย่าง : การเล่าเรื่องราวของสินค้า 

http://www.toxel.com/inspiration/2009/04/04/20-unusual-and-creative-packaging-designs/

http://creativeoverflow.net/beautiful-packaging-designs/

http://www.icanbecreative.com/packaging-designs-for-inspiration.html

http://www.slideshare.net/lisarodwell/innovative-packaging-design-presentation

http://www.creativebloq.com/packaging/inspirational-packaging-912837

http://www.easyfairs.com/events_216/packaging-innovations-london2012_27287/packaging-innovations-london-2012_27288/

จากตัวอย่างการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีการออกแบบเล่าเรื่องราวที่ดีนี้ เราเชื่อว่าคุณจะได้รับข้อคิด ไอเดีย วิธีการ อย่างเป็นรูปธรรมบางพอสมควร  ซึ่งคุณประโยชน์ของการเล่าเรื่องราวในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และ ตราสินค้านี้  จะทำให้คู่แข่งของคุณลอกเลียนแบบแบรนด์ของคุณได้อยากขึ้น และการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิตเช่นเดียวกับคุณ  และสุดท้ายลูกค้าจะเกิดความภักดีในแบรนด์ของคุณ

ดังนั้น วิธีการดีสำหรับคุณค่าเรื่องแบรนด์ คืออะไร?  การที่โค้ก และ แป๊ปซี่ ขับเคี่ยวกันในสงครามน้ำดำระดับพันล้านดอลลาร์ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะเป็นตัวอย่างที่คลาสสิคมาก ว่าการเลือกแบรนด์จะเป็นแบบ “รักแท้” หรือ “เป็นทางเลือกของคนรุ่นใหม่”  และมีอะไรอย่างอื่นที่จะมาทดแทนได้ไหม? และทำไม?  เพราะทั้ง โค้ก และ แป๊ปซี่เป็นเพียง น้ำโซดาใส่สีกับน้ำตาลเข้มข้นสูงเท่านั้นเอง   แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคยังดี่มกันอยู่ก็เพราะ การสร้างทัศนคติทีดีด้านจิตใจ (ถึงแม้ว่าน้ำหวานประเภทนี้จะมีสารทำให้ก่อพิษแก่ร่างกาย)  การหาซื้อง่าย  ราคาถูก และใครๆ เขาก็ทำแบบนี้กัน
(ก็เท่านั้น)

2. แพ็คเกจสินค้าของคุณจะต้องตรงกับความคาดหวังของผู้บริโภค สำหรับหมวดหมู่ของมัน และต้องสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง 

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ไม่ดี หรือมีความขัดแย้งกับสินค้าที่บรรจุอยู่ภายใน ในลักษณะโฆษณาเกินจริง  มันจะกลายเป็นวิธีคิดฆ่าตัวตายอย่างถาวร เช่น การที่คุณทำรูปภาพของสินค้าสวย  และน่ารับประทาน  รสชาติที่ได้รางวัลจากสถาบันแห่งหนึ่ง แต่ข้างในที่บรรจุกับตรงข้ามกับความเป็นจริงแบบไม่น่าให้อภัย เช่น มีขนาดเล็กมาก  รูปแบบไม่เหมือนในรูปข้างกล่อง  และรสชาติธรรมดามาก ใส้ก็น้อย หรือ ไม่อร่อย อันนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมาก

ตัวอย่าง : การผลิตขนมปังกรอบเพื่อจำหน่าย เป็นวัตถุประเภทอาหาร ดังนั้นศิลปะของอาหารประเภทขนมปังกรอบ จำเป็นจะต้องพบกับคู่แข่งที่มีตราสินค้าเป็นจำนวนมาก และจำเป็นอย่างมากที่คุณจำเป็นจะต้องมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง ดึงดูดใจดีกว่าคู่แข่ง และรสชาติที่ดีกว่าด้วย อย่างเช่น “Sullivan Street Bakery or Balthazar”  ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ ได้มีการออกแบบรสชาติที่หลากหลายตรงใจผู้บริโภค และมีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีสีสรร ดึงดูดใจ น่ากิน ใช้คำที่มีสำนวนโวหารที่ดี  และสินค้าประเภทขนมปังกรอบ จำเป็นจะต้องสร้างเรื่องราวที่มีความน่าสนใจ ยาวนาน และมีความน่าเชื่อถือสูง  รสชาติดี มีความหลากหลาย

ตัวอย่าง การออกแบบผลิตภัณฑ์ สินค้าทั่วไป ไม่เน้นความแตกต่างมากนัก

http://2.bp.blogspot.com/-beeHvPBAonc/ULRu0ZdePLI/AAAAAAAAjT8/4K7VpqQqBqQ/s640/Ojo-backery-potw+(1).jpg

การออกแบบผลิตภัณฑ์บางอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบรรจุภัณฑ์ได้ เพราะอาจจะทำให้ผู้บริโภคสับสนในการประเภทของสินค้า เช่น ขวดซอสสปาเก็ตตี้ และขวดซอสถั่วเหลือง  ซึ่งบรรจุภัณฑ์ลักษณะนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้  และจำเป็นจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบให้มากที่จะเกิดผลกระทบ  ต่อทัศนคติและพฤติกรรมการเลือกสินค้าของผู้บริโภค

3. แพ็คเกจสินค้าของคุณจะต้องง่ายต่อการอ่านและไหลลื่นดีและมีลำดับชั้นที่ชัดเจนขององค์ประกอบของการออกแบบ 

การออกแพ็คเกจทั้งหมดจะประสบความสำเร็จได้จำเป็นที่จะต้องมีการออกแบบการไหลของสายตาผู้เข้าชมให้สอดคล้องกับการออกแบบโลโก้ และข้อความที่โฆษณา เพราะการลำดับขั้นการไหลของข้อมูลโฆษณาที่จะนำเสนอลูกค้า  และลูกค้าไม่จำเป็นจะต้องแยกแยะข้อมูลในปริมาณมากที่ระบุอยู่บนฉลาก  แต่ควรจะเป็นกรณีที่ลูกค้าสามารถอ่าน และเข้าใจข้อมูลที่ต้องการนำเสนอได้อย่างง่ายดาย  เพราะการเดินทางของการค้นคว้าข้อมูลตามเส้นทางที่มีวงจำกัด

ตัวอย่าง : การไหลข้อมูลในฐานะลูกค้าเวลาอ่านฉลากสินค้า 

http://www.claytowne.com/beats-digging-ditches/wp-content/uploads/2010/12/product_package_design_hierarchy_flow31.jpg

 

การเดินทางของสายตาของลูกค้าในการอ่านสลากสินค้า   เริ่มต้นที่ด้านบน  ตรงกลาง  ด้านล่าง  หรือด้านขอบของฉลาก การเดินทางของสายตาลูกค้าอาจจะพบได้ว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์และข้อมูลการโฆษณาบนฉลากสินค้าจะต้องมีความง่ายและชัดเจนในการกำหนดเป้าหมายในการมองของลูกค้า

ทฤษฎีและแนวทางในการปฎิบัติ

1) การเล่าเรื่องราว 

งานการออกแบบผลิตภัณฑ์ และแพคเกจของคุณ คือ การบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อให้การขายสินค้าดีกว่าคู่แข่ง  และคุณจำเป็นจะต้องรู้ก่อนเริ่มต้นออกแบบ  นอกจากนี้คุณจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเกี่ยวกับลักษณะของแบรนด์ของคุณด้วย  มิฉะนั้นคุณจะได้เพียงภาพสวยๆ ที่แปะอยู่บนผลิตภัณฑ์ของคุณเท่านั้น

2) การเลือกโฟกัส 

บางสิ่งบางอย่างในผลิตภัณฑ์ของคุณมีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นๆ มันอาจจะเป็น “ชื่อบริษัท” “ชื่อแบรนด์”   “ภาพประกอบบนฉลาก”  หรือ กลยุทธ์ตราสินค้าของคุณที่จะเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบนี้  ซึ่งองค์ประกอบนี้จำเป็นจะต้องมีความแตกต่าง โดดเด่น และมีความน่าสนใจมากขึ้นกว่าส่วนที่เหลือ

3) สร้างการเดินทางของสายตา 

ขั้นตอนนี้เป็นการกำหนดจุดโฟกัสของคุณที่จะต้องมีการลำดับขั้นตอนของการเดินทางของสายตาลูกค้า ไปต่อหรือไม่?  ซึ่งขึ้นอยู่กับกลยุทธ์แบรนด์และเรื่องราวของคุณต้องการจะบอกเล่า

เพื่อให้คุณสามารถบอกเล่าเรื่องราวและผ่านลำดับชั้นการไหลขององค์ประกอบพร้อมการเดินทางของสายตาของลูกค้าควรจะมีการออกแบบอย่างเหมาะสมสำหรับงานของตน  คุณสามารถในการสร้างเส้นทางการไหลของสายตามข้อความที่ต้องการให้ลูกค้าอ่านและเข้าใจอย่างที่คุณต้องการ  ซึ่งคุณสามารถสร้างชั้น และลำดับขั้นตอนการไหลของข้อมูล

เทคนิคง่ายๆ  การสร้างกระแสและทิศทางการไหลของสายตา  และทิศทางมักจะรวมตัวชี้นำทิศทางเหมือนลูกศรตัวเอียงเส้นทางไปตามภาพ ดังตัวอย่างด้านล่าง

ตัวอย่าง : การไหลของสายตาข้อมูลในฐานะลูกค้าเวลาอ่าน 

http://www.claytowne.com/beats-digging-ditches/wp-content/uploads/2010/12/directional_cues21.jpg

ในสุดท้ายนี้ เราก็อยากให้คุณลองหัดออกแบบ การไหลของสายตาเวลาอ่านข้อมูลในฉลากสินค้าของคุณ หรือไม่ ก็ลองหัดเอาฉลากที่คุณออกแบบแล้วมาลองวิเคราะห์ตามข้อมูลที่ได้อธิบายในบทนี้ และคุณจะทราบข้อผิดพลาดต่างๆ และนำไปปรับปรุงให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง และองค์กรของตนต่อไป

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข หมั่นทำบุญทำทาน รักษาศีล เพื่อจะได้พบทางแห่งความสุขตลอดชีวิต

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com 

มีนาคม 9, 2013 Posted by | Marketing Strategy | | ใส่ความเห็น

การเดินทางเข้าสู่แนวคิดการตลาด : Getting into the Marketing Mindset


สวัสดีครับ

วันนี้อยากจะเล่าเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับเทคนิคด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการต่างๆ และนักศึกษาที่กำลังค้นคว้าเกี่ยวกับการตลาด เราอยากให้ลองพิจารณาแนวคิดที่เขียนนี้นะครับ และพยามค้นคว้าเพื่อต่อยอดความคิดให้กว้างและลึกขึ้นนะครับ

การเดินทางเข้าสู่แนวคิดทางการตลาด หมายถึง คุณจำเป็นจะต้องมีการค้นหา ติดตาม ศึกษา และพัฒนาจิตใจของคุณให้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มเทคนิคทางการตลาดใหม่ๆ และแนะนำแบรนด์ของคุณในโอกาสต่างๆ ที่คุณได้สร้างขึ้นหรือมีส่วนร่วมทุกครั้ง   ดังนั้นความคิดทางการตลาดของคุณจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด และจะกลายเป็นวิถีชีวิตของบริษัท  เป็นที่น่าเคารพและชื่นชมของบทบาทในตลาดทีดี

การเดินทางเข้าสู่ความคิดด้านการตลาดจะต้องเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติ ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกที่ดีๆ ระหว่างกัน ของผู้ผลิตและผู้จำหน่าย กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  ซึ่งเราไม่เห็นด้วยถ้าคุณจะคิดเพียงแต่ว่าผลิตสินค้าให้ตรงใจ หรือ ความต้องการของลูกค้าเพื่อแลกกับเงินที่จะได้รับเท่านั้น  และนั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมการตลาดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับธุรกิจ

Getting-into-the-marketing-mindset

http://www.expertbusinessadvice.com/images/content/Getting-into-the-marketing-mindset.jpg

การเดินทางเข้าสู่ความคิดทางการตลาด เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ความสอดคล้องกันของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทุกคนในองค์กร หรือ ในธุรกิจ ให้มีความเข้าใจในพันธกิจของบริษัทที่จะสนองตอบต่อตลาดและความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งทุกคนจะต้องมีบทบาทในการเล่นแบบนี้ เช่น  แผนกหนึ่งต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีการขายตรงกับความต้องการของตลาด ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการเงิน หรือ ทรัพยากรที่ถูกนำเสนอมาแลกเปลี่ยนในระบบการผลิตและการจำหน่าย   ส่วนที่สำคัญของการเชื่อมโยงการเดินทางเข้าสู่แนวคิดทางการตลาด พนักงานต้อนรับหรือทีมงานประชาสัมพันธ์ที่จะนำแนวคิดที่ได้รับการพิจารณาและยอมรับจากทีมงานวางแผนด้านการตลาดไปเผยแพร่  ประชาสัมพันธ์  และทำให้มันเกิดความสอดคล้องกันของเครื่องมือทางการตลาดได้อย่างลงตัว 

แต่ถ้าเกิดกรณีที่เลวร้าย พนักงานที่ได้รับหน้าที่ให้ออกไปพบกับลูกค้าและไม่สามารถอธิบาย เข้าใจความต้องการของลูกค้า ไม่ได้รับการอบรมเกี่ยวกับลักษณะของผลิตภัณฑ์  ไม่เข้าใจวิธีการนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า มีบุคลิกไม่เหมาะสม  ไม่มีจิตวิทยาในการเจรจากับลูกค้า  สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเบื้องต้นที่ทีมงานวางแผนด้านการตลาดและทีมงานประชาสัมพันธ์ขององค์กร หรือ ของบริษัทจะต้องไม่ผิดพลาด หรือไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าเด็ดขาด

พนักงานและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดของ บริษัท จะต้องสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และมีการผ่านการอบรมเกี่ยวกับการพบปะกับลูกค้า การเจรจากับลูกค้า และการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าของพวกเขาให้รู้สึกมีความสำคัญ และเกิดความสัมพันธ์แบบครอบครัวหรือคนใกล้ชิดกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท

ดังนั้นในขั้นตอนการกำหนดเครื่องมือทางการตลาดที่จะนำมาใช้ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของบริษัท เพื่อที่จะเผยแพร่ไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หรือ ประชาชนทั่วไป  ทีมงานด้านการตลาดและนักพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดจำเป็นจะต้องทำการอบรมเจ้าหน้าที่ส่วนงานประชาสัมพันธ์ หรือ เผยแพร่ความรู้ด้านการตลาดของบริษัทไปสู่ประชาชน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัท  เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ และวิธีการใช้เครื่องมือทางการตลาดให้เหมาะสม ในแต่ละสถานการณ์

สุดท้ายนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน ด้วยเวลาที่เขียนเรื่องนี้มีน้อยมาก และจะพยามเขียนเพิ่มเติมในอนาคต

ขอให้ทุกๆ ท่านโชคดีมีความสุขถ้วนหน้าเถิด สาธุ

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com 

กุมภาพันธ์ 17, 2013 Posted by | Marketing Strategy | | ใส่ความเห็น

5 คำถามที่คุณต้องถามตัวเองเมื่อมีการทดสอบแนวคิดทางธุรกิจ


สวัสดี ครับ

วันนี้ อยากเขียนเรื่องเบาๆ เกี่ยวกับความคิดทางธุรกิจ ในทัศนคติของคุณเอง  บางครั้งคุณก็มีแนวความคิดใหม่ๆ แต่ไม่แน่ใจว่ามันเป็นไปได้ สิ่งที่คุณต้องทำ คือ การทดสอบแนวกับความคิดใหม่ ๆ ไอเดียเก๋ๆ  ของคุณดูว่ามันเจ๋ง จริงรึเปล่า

แนวคำถามวันนี้ มี 5 ข้อ  ซึ่งเป็นคำถามที่สำคัญๆ ที่จะช่วยให้คุณประเมินความคิดทางธุรกิจของคุณได้ ด้วยตนเอง

  1. อะไร คือ รายละเอียดของลูกค้าที่อยากได้ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการนี้  และจะพบได้อย่างไร? 

บางที่ ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของคุณก็ดูเหมือนว่า รอคุณให้ค้นพบสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่?  บางครั้งก็เป็นเพียงแก้ไขปรับปรุงสิ่งเดิมๆ ให้เหมาะสมกับคุณและลูกค้าที่เป็นกลุ่มแบบเดียวกับคุณ  แต่คุณสามารถระบุกลุ่มลูกค้า หรือ ฐานลูกค้า พฤติกรรมของลูกค้าที่ต้องการ ผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของคุณได้อย่างไร?  ถ้าคุณเห็นสิ่งที่แตกต่างจากคนปกติเห็น และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจ หรือ การตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีความน่าสนใจ ก็ขอให้จดบันทึกเหตุการณ์เหล่านั้น ไว้ในโทรศัพท์ หรือ พูดบันทึกเสียงของความคิดในเวลานั้นๆ ไว้ด้วยนะครับ   คุณอาจจะไม่ทราบว่าจะต้องใช้ความคิดนี้ในเวลาใด?  กับใคร?  และที่ไหน?  แต่คุณจะรู้เมื่อเวลานั้นมาถึง ครับ

2. คุณอาจจะประเมินกำลังซื้้อ ของกลุ่มลูกค้าได้จากประสบการณ์  ราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ หรือ บริการที่ใกล้เคียงกันกับแนวความคิดของคุณ

คุณจำเป็นจะต้องลองคุยกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับแนวคิดการ ไอเดียเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือ บริการของคุณกับเพื่อนๆ ญาติ และสอบถามความเห็นเบื้องต้น  คุณจะได้แนวคิดที่ต่อเติมไปจากเดิม หรือ แนวคิดต่อต้านที่ไม่ชอบไอเดียคุณ ก็ได้

คุณอาจจะลองสอบถามเกี่ยวกับไอเดียด้านผลิตภัณฑ์ หรือ บริการ ที่คุณคิดจะทำ กับเพื่อนๆ ใน Social Media Network และฟังความคิดเห็นของพวกเขา

คุณลองไปสำรวจพฤติกรรมของลูกค้าที่ซื้อสินค้าจากร้านคู่แข่ง ถามความเห็นเกี่ยวกับความชอบ รสนิยม ความพึงพอใจ อะไรเป็นแม่เหล็กให้พวกเขาต้องแวะเวียนเข้ามาซื้อบ่อยๆ

คุณลองทำการบ้านเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาดของคู่แข่งของคุณ ว่าเขาเน้นด้านไหนเป็นพิเศษ และมีสิ่งใดที่คุณประทับใจใน สินค้า หรือ บริการของพวกเขา และอะไรเป็นด้านลบ ของพวกเขา

3. ประกาศขายไอเดีย บนสื่อสังคมออนไลน์ และให้เพื่อนๆ บุคคลทั่วไปวิจารณ์

แนวความคิดนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี รู้เรื่องเร็ว “ชอบ”  “ไม่ชอบ” แต่ก็จะได้ผลลัพธ์เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการตั้งประเด็นความคิดของคุณว่า น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน  ถ้าตั้งประเด็นน่าสนใจ หรือ ถ้าท้าทายคำตอบก็จะได้ผลลัพธ์ค่อนข้างเร็ว และอาจจะมีผลด้านลบ พอสมควร ต้องทำใจล่วงหน้า

4. ลองทำแผนการตลาด หรือ วิเคราะห์กลยุทธ์ทางการตลาด ช่องทางการขาย แบบที่เป็นรูปธรรม และค้นคว้าข้อมูลมาประกอบ หรือ ยืนยันความคิด ไอเดีย เก๋ๆ ของคุณอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณไม่ได้ฝันกลางวัน  หรือ กำลังจะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ  เพราะการทำธุรกิจทุกชนิดจะต้องใช้เงิน เวลา  กำลังใจ  ความทุ่มเท  พันธมิตร  ความสามารถเฉพาะตัว  ซึ่งคุณสามารถค้นสิ่งเหล่านี้ได้จาก Google หรือ ค้นข้อมูลจาก Blog นี้ก็เพียงพอจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ครับ

5.  ประเมินพฤติกรรม หรือ แนวคิดของกลุ่มลูกค้า หรือ พฤติกรรมลูกค้าอีก 20 ปี ข้างหน้า ว่าสินค้าของคุณ หรือไอเดียของคุณจะคงอยู่หรือไม่ ถ้าไม่อยู่ หรือ ตกยุคภายใน 3 -5 ปี ข้างหน้านี้ก็อย่างไปยุ่งกับมันเลยครับ เสียเวลาเปล่า   ขอให้คุณคิดแบบไม่มีกรอบแนวคิด  คิดแบบสร้างสรรค์  ตัดสามัญสำนึกผิดชอบออก  ต้องการไอเดียจริง  แล้วค่อยมากลั่นกรองส่วนที่เป็นไปได้จริงๆ  เอาตัวเองไปอยู่ในธรรมชาติ และปล่อยความคิดให้ล่องลอย แบบไร้ทิศทาง คุณอาจจะพบประตูแห่งแสงสว่าง ก็ได้ครับ

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนสนุกกับการคิด และไอเดียเก๋ๆ นะครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

กุมภาพันธ์ 8, 2013 Posted by | Marketing Strategy | | ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: