NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

การวิเคราะห์สินเชื่อด้วย 5C แบบเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคาร


สวัสดีปีใหม่ไทย ครับ

ผมไม่ได้เขียนบทความเรื่องนี้มานานมาแล้วครับ วันนี้ว่างๆ เลยอยากเขียนเรืื่องสินเชื่อ Personal Loan ด้วยวิธีคิดแบบ 5 C  ที่ไม่เหมือนนักวิชาการท่านอื่นๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

การวิเคราะห์เครดิต  ในฐานะเจ้าหน้าที่สินเชื่อถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาลูกหนี้ก่อนการให้กู้ยืมเงิน ทั้งการประเมินเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโดยรวมของลูกค้า (บริษัท / บุคคล)  โดยทั่วไปจะช่วยในการกำหนดความสามารถในการชำระหนี้ของนิติบุคคลหรือความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา

ในบทความนี้จะมีการวิเคราะห์เครดิตจากมุมมองต่าง ๆ ดังนี้

  • การวิเคราะห์เครดิต คืออะไร ?
  • นักวิเคราะห์สินเชื่อมองหาจากอะไร ?
  • การวิเคราะห์สินเชื่อ 5 C
  • กรณีศึกษาการวิเคราะห์เครดิต
  • นักวิเคราะห์สินเชื่อ – การได้รับข้อมูลเชิงปริมาณของลูกค้า
  • การวิเคราะห์เครดิต – การพิจารณาตัดสิน
  • อัตราส่วนการวิเคราะห์เครดิต
  • บทเรียนจากการศึกษากรณีการวิเคราะห์เครดิต

 

1. การวิเคราะห์เครดิต คืออะไร ?

การวิเคราะห์เครดิตเป็นกระบวนการในการสรุปผลจากข้อมูลที่มีอยู่ (ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเครดิตของกิจการและบุคคลธรรมดา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและการให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อในครั้งนี้

2. นักวิเคราะห์สินเชื่อมองหาอะไร ? 

เคยสงสัยไหมว่าทำไม? เจ้าหน้าที่สินเชื่อถึงสอบถามคำถามมากมากเกี่ยวกับประวัติด้านการทำงาน การศึกษา ครอบครัว และวัตถุประสงค์การใช้เงิน เป็นต้น รวมทั้งให้คุณกรอกแบบฟอร์มอีกมากมาย เมื่อคุณต้องการจะสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์สักแห่ง และกระบวนการตอบแบบสอบถามก็มีความยุ่งยาก และต้องการเอกสารหลักฐานเป็นจำนวนมาก  ซึ่งคุณก็พยามทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเจ้าหน้าที่สินเชื่อว่าพวกเขาจะนำข้อมูลเยอะมากขนาดนี้ไปทำอะไร  นอกจากนี้ระหว่างการขอสินเชื่อ เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะสอบถามข้อมูลต่างๆ จากหลักฐานที่คุณเตรียมมาให้พวกเขา และดูบุคลิกของคุณด้วยว่า “คำตอบของคุณน่าเชื่อถือ มีอาการตื่นเต้น หรือมีการไม่มั่นใจในคำตอบหรือไม่? ” ข้อมูลเหล่านี้เราเรียกว่าการวิเคราะห์พฤติกรรม และบุคลิกของผู้ขอสินเชื่อ เราเรียกว่าระบบ 5C จะอธิบายต่อไปครับ

ตอบ : เจ้าหน้าสินเชื่อขอเอกสารปริมาณมากเพื่อไปวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้ขอกู้ ในกรณีเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนิติบุคคล เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ข้อมูลงบการเงินของบริษัทนิติบุคคล ดังนี้

> งบการเงินประกอบด้วย

  1. งบดุล  เป็นรายงานแสดงถึงฐานะของธุรกิจ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้  ผู้ขอสินเชื่อส่วนใหญ่สงสัยว่า มีขาดทุนสะสมขอกู้สินเชื่อได้ไหม “ขอสินเชื่อได้ครับ” แต่งบการเงินในปีที่ขอสินเชื่อจะต้องมีกำไร พอสมควรเพียงพอที่จะสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ขอสินสินเชื่อ หรือมีรายได้ที่คงที่ น่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจหลักจริงไม่ได้มีรายได้มาจากการขายทรัพย์สินในธุรกิจบางประเภท เช่น ที่ดิน เครื่องจักร หรือ รายได้จากบริษัทในเครือปริมาณที่สูงมากๆ แบบผิดสังเกต อย่างนี้จะมีปัญหามากในการพิจารณาสินเชื่อ
  2. งบกำไรขาดทุน เป็นการแสดงถึงผลกำไร โดยจะแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ข้อระมัดระวัง เกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน

   – รายได้หลักของธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีความต่อเนื่อง และมีหลักฐานความต้องการจากลูกค้าที่น่าเชื่อถือ และสินค้าที่ผลิต/จำหน่าย หรือธุรกิจบริการ ควรจะมาจากลูกค้าประจำ และลูกค้าทั่วไป ในสัดส่วนที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับตัวเลขในรายได้รวม

    –  เทคโนโลยีการผลิต กำลังการผลิต ควรจะมีข้อมูลหลักฐานที่ดี น่าเชื่อถือ และอธิบายได้อย่างชัดเจน มีแผนการซ่อมบำรุง และการเพิ่มกำลังการผลิตที่ชัดเจนในอนาคต ให้สอดคล้องกับปริมาณรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

    –  ค่าใช้จ่ายในการขาย  จะเป็นตัวเลขจากกระบวนการผลิต กำลังการผลิต วัตถุดิบ ควรจะมีตัวเลขไม่มากเกินไป หรือสามารถอธิบายด้วยหลักฐานในกระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน

    –  ค่าใช้จ่ายในการบริหาร  จะเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเงินเดือน/ค่าคอมมิชชั่นพนักงานเป็นหลัก และค่าใช้จ่ายเงินเดือนของผู้บริหารทั้งหมด  “ข้อระมัดระวัง : อย่านำรายได้ไปใช้ส่วนตัวและมาบันทึกในค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพื่อนำเงินสดออกจากบริษัทแบบผิดวัตถุประสงค์ เตือนไว้ล่วงหน้าเลย อย่าทำ

     –  งบกระแสเงินสด ก็มีความสำคัญอยู่เหมือนกันเป็นเครื่องมือง่าย ที่จะใช้บอกนิสัยการบริหารจัดการ และลักษณะรายได้ของบริษัทนิิติบุคคลได้อย่างดี  “ข้อระมัดระวัง : เจ้าหน้าที่สินเชื่อที่มีประสบการณ์พอสมควร สามารถอ่านลักษณะการบริหารธุรกิจ การจัดการด้านการเงิน นิสัยของผู้บริหารได้จากงบกระแสเงินสดได้เลยครับ ถ้าเจ้าของกิจการพูดไม่ตรงกับงบการเงิน เราก็จะมีการพิจารณาที่เข้มข้นมากขึ้น หรือขอเอกสารเยอะมากขึ้นน่ะครับ

> การวิเคราะห์ทางการเงิน อาศัยข้อมูลจากงบการเงินข้างต้น ประกอบด้วย

  1. งบการเงินเปรียบเทียบ เป็นการเปรียบเทียบรายการสำคัญๆ ในงบการเงินของแต่ละปีว่ามีแนวโน้มหรืออัตราการเพิ่มขึ้นอย่างไร เช่น การเปรียบเทียบกำไรสุทธิ ยอดขาย และทรัพย์สิน หรือส่วนของเจ้าของแต่ละปีว่ามีอัตราการเติบโตมากขึ้นน้อยเพึยงใด
  2. การวิเคราะห์งบการเงินในแนวดิ่ง  เป็นการเปรียบเทียบรายการต่าง ๆ  ในงบการเงินเป็นร้อยละต่อรายการหลัก เช่น หากวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน ก็อาจเปรียบเทียบขนาดของรายการต่าง ๆ  เป็นร้อยละต่อยอดขาย  โดยปกติมักเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของต้นทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนคงที่ เช่น เครื่องจักร หรือต้นทุนผันแปร เช่น วัตถุดิบต่าง ๆ ของแต่ละปีว่าเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด  เมื่อคิดเป็นร้อยละต่อยอดขาย แต่หากวิเคราะห์งบดุลก็อาจะเปรียบเทียบขนาดของรายการต่างๆ  เป็นร้อยละต่อสินทรัพย์รวม เช่น เพื่อให้ทราบว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น สินค้าคงคลัง หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
  3. การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายการต่างๆ ในงบการเงิน ซึ่งมีรายละเอียดและรูปบบของอัตราส่วนทางการเงินที่หลากหลาย โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยในที่นี้จะยกตัวอย่างกลุ่มละ 1 อัตราส่วน ดังนี้

3.1 อัตราส่วนสภาพคล้องภายในกิจการ เช่น สัดส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน ใช้สำหรับวิเคราะห์ถึงภาระผูกพันจากหนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระว่าถูกครอบคลุมด้วยสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นงินสดได้ง่าย มากน้อยเพียงใด

3.2 อัตราส่วนวัดผลการดำเนินงาน เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์รวม สำหรับวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

3.3 อัตราส่วนวัดผลการดำเนินงาน เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์รวม สำหรับวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

3.4 อัตราส่วนต่อหุ้น เช่น อัตราส่วนราคาตลาดของหุ้นสามัญต่อราคาหุ้นตามบัญชี เพื่อสะท้อนถึงมูลค่าของหุ้นสามัญในสายตานักลงทุน ซึ่งเกิดจากความคาดการณ์เกี่ยวกับฐานะการดำเนินงานของกิจการในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  :  http://www.fpo.go.th/S-I/Source/ECO/ECO27.htm

 

3. การวิเคราะห์สินเชื่อ 5 C  ได้แก่ Character , Capacity,  Capital,  Collateral, Condition

3.1 ความเต็มใจชำระหนี้ และอุปนิสัย (Character)

เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ สำหรับการพิจารณาการให้สินเชื่อ เพราะถ้าลูกค้า/ลูกหนี้ ขาดความซื่อสัตย์ ความจริงใจแล้ว ก็ย่อมมีโอกาสเกิดหนี้สูญแก่ทางธนาคารมาก ปกติแล้วถ้าเป็นลูกหนี้รายใหม่ธนาคารจะพิจารณาชื่อเสียง ฐานะการศึกษา อุปนิสัยครอบครัว ความซื่อสัตย์ การที่จะทราบอุปนิสัยที่แท้จริงของผู้กู้ได้โดยความสำคัญอย่างใกล้ชิด  ซึ่งความซื่อสัตย์เป็นหลักสำคัญของอุปนิสัย

 

3.2 ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)

ความสามารถในการชำระหนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพิจารณาให้สินเชื่อ ลูกหนี้ที่แม้อยากจะชำระหนี้สักเพียงใด  หากปราศจากซึ่งความสามารถในการชำระหนี้แล้ว ย่อมไม่เกิดการชำระหนี้  ดังนั้นการให้กู้ยืม และการให้เครดิตคของธนาคาตจะต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

3.2.1  ความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา พิจารณาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

รายได้ประจำ หมายถึง เงินเดือน รายได้อื่นๆ ความสามารถในการชำระหนี้ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องขึ้นอยู่กับเงินเดือน และรายได้ที่ได้รับอย่างสมำเสมอ และความสามารถนำรายได้นั้นมาใช้ส่วนหนึ่งเพื่อการชำระหนี้

ความสามารถในการหารายได้จะชี้ให้เห็นถึงความแน่นอนของรายได้อันนำมาสู่การชำระหนี้ในอนาคต พิจารณาได้จากลักษณะของงานที่ทำ พื้นความรู้ความสามารถในการทำงาน สุขภาพ ความมั่นคงในการทำงาน และความก้าวหน้าในการทำงาน

หนี้สินที่มีอยู่ หมายถึง ภาระผูกผูนที่มีอยู่เดิม

รูปแบบของการใช้จ่าย หมายถึง ภาวะที่ผู้มีรายได้จะต้องรับผิดชอบก่อนที่จะเหลือรายได้เพื่อการชำระหนี้ พิจารณาได้จากฐานะการสมรถ ขนาดของครอบครัว และระดัการครองชีพ เมื่อทราบรายได้ ความแน่นอนของรายได้ หนี้สินเดิม และรูปแบบของการใช้จ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือจะเป็นเครื่องคุ้มครองรายจ่ายชำระหนี้แก่ธนาคาร

3.2.2 ความสามรถในการชำระหนี้ของธุรกิจ พิจารณาได้จาก อัตราส่วนทางการเงิน ดังนี้

– อัตราสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)

– อัตราส่วนหนี้สิน และความคุ้มครองรายจ่ายประจำ (Dept and Coverage Ratio)

– อัตราส่วนความสามรถในการหากำไร (Profitability Ratio)

– อัตราส่วนความเจริญเติบโต และอื่นๆ (Growth and Other)

 

3.3 ทุนที่จะนำมาลง (Capital)

ทุน หมายถึง สิ่งของทรัพย์สินเงินทองที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนไวัในธุรกิจ ธุรกิจอาจดำเนินการได้โดยไม่มีการกู้ยืม ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย เป็นผลให้กำไรของกิจการน้อยตามไปด้วย
ดังนั้นผู้ประกอบการจึงทำการกู้ยืมตามกำลังความสามารถของตน  แต่ขณะเดียวกันถ้ามีการใช้เงินกู้ยืมสูง (Leverage) ธุรกิจอาจประสบปัญห เนื่องจากกำไรที่ธุรกิจได้รับส่วนใหญ่จะต้องนำไปชำระคืนเงินกู้แก่ธนาคาร และถ้ากำไรของธุรกิจนั้นน้อยธุรกิจนั้นอาจขาดทุน

ปกติแล้วเงินทุน เท่ากับ มูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดของกิจการหักด้วยหนี้สินทั้งหมด ถ้ากิจการใดมีหนี้สินมากกว่าเงินทุนที่ลงได้  หมายความว่า เจ้าหนี้มีอัตราเสี่ยงสูงเพราะเจ้าหนี้ได้ลงทุนมากกกว่าเจ้าของกิจการ  ดังนั้นเงินทุนของผู้ขอกู้จึงเปรียบเสมือนเกราะให้ความปลอดภัย (Margin of safety) กับธนาคาร  ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารจะยอมให้กิจการกู้ที่อัตราส่วนของหนี้ต่อเงินทุนไม่เกิน 3 เท่า

 

3.4 หลักประกัน (Collateral)

โดยปกติก่อนที่ธนาคารจะอนุมัติเงินให้กับลูกค้า ธนาคารมักจะให้ลูกค้าผู้ขอกู้เงินวางหลักทรัพย์เป็นประกันไว้กับธนาคาร  ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเจนในด้านความเสี่ยง เช่น ความสามารถของผู้กู้ที่ยังไม่ได้พิสูจน์หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อหนี้สูญที่อาจเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลักประกันไม่อาจที่จะมาชดเชยกับจุดอ่อนทางด้านความซื่อสัตย์เพราะถ้าหากผู้ขอกู้ขาดความซื่อสัตย์แล้วย่อมหมายถึงความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจว่าการกู้เงินจากธนาคารต้องมีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างมาค้ำประกันแต่ความจริงแล้วยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ใช่ค้ำประกันได้ดังนี้

3.4.1 การใช้บุคคลค้ำประกัน (Personal Guarantee) บุคคลที่ค้ำประกันต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงฐานะดีหรือคนที่ธนาคารรู้จัก หรือคนที่ธนาคารยอมรับให้เครดิต

3.4.2 การใช้เงินฝากประจําค้ำประกัน (Fixed deposit) โดยการมอบอํานาจให้กับธนาคารมีสิทธิ์หักเงินฝากประจําชําระหนี้การขอให้กู้ในลักษณะนี้มักเสียดอกเบี้ยในอัตราตากว่าอัตราปกติโดยธนาคารมักจะใช้วิธีบวกอัตราดอกเบี้ยเหนืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจําในขณะนั้ขึ้นอีกร้อยละ 3-4 จุดประสงค์ในการขอกู้โดยใช้เงินฝากค้ำประกันนี้ผู้ขอกู้มักจะมาขอกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นในรูปของการเบิกเงินเกินบัญชี

3.4.3 การกู้โดยการโอนสิทธิการเช่า ในบางกรณีผู้กู้ไม่มีหลักทรัพย์ของตนเอง แต่ได้ทําสัญญาเช่าสถานที่เพื่อเป็นที่ประกอบการเป็นสัญญาระยะยาวธนาคารก็อาจนับเป็นหลักทรัพย์ได้

3.4.4 การให้กู้โดยมีสินค้าเป็นหลักประกัน (Stock Financing) โดยธนาคารจะพิจารณาเลือกเอาสินค้าที่มีคุณภาพแบบเดียวกัน (Homogeneous) เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ และควบคุมผู้ขอก็จะต้องทําประกันภัยสินค้าที่จํานําไว้กับธนาคาร ตลอดจนสลักหลังกรมธรรมมอบให้กับธนาคารเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เมื่อเกิดความเสียหาย

 

3.5 ภาวการณ์ (Condition)

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการบริโภคสินค้าวิธีการจําหน่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในการควบคุม ยกเลิกการส่งเสริมการเพิ่มภาษีเพิ่มกฎข้อบังคับ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบถึงความสามารถในการชําระหนี้ของลูกค้า

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  : http://e-book.ram.edu/e-book/e/EC320/EC320-7.pdf

 

4. กรณีศึกษาการวิเคราะห์เครดิต

จากสมัยก่อนถึงปัจจุบัน มีความขัดแย้งของนักธุรกิจและนายธนาคารเกี่ยวกับการให้คะแนนของเครดิต ความไม่พอใจในส่วนของเจ้าของธุรกิจเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เครดิตของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ อาจจะถูกประเมินโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือประสบการณ์ในอดีตที่เข้าใจในธุรกิจเพียงบางประเภทที่เกิดมานานแล้ว ขณะที่ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีความแตกต่างจากธุรกิจเดิมกลับไม่ได้รับการพิจารณาให้สินเชื่อ ถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคตก็ตาม  ซึ่งเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาจมีเหตุผลส่วนตัวในการกำหนดจำนวนความเสี่ยงที่เขาพร้อมที่จะรับได้ อาจรวมถึงประสบการณ์ที่ไม่ดีกับภาคธุรกิจดังกล่าวหรือการประเมินความต้องการทางธุรกิจของตนเอง  หลายครั้งที่ีมีบรรทัดฐานหรือข้อบังคับภายในที่บังคับให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อปฎิบัติตามนโยบายสินเชื่อของธนาคารที่มีข้อจำกัด มากขึ้น

จุดสำคัญที่สุดที่จะตระหนักคือ ธนาคารอยู่ในธุรกิจรายได้จากดอกเบี้ย ดังนั้นการควบคุมความเสี่ยงและการยับยั้งข้อผิดพลาดต่างๆ เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้มีความหลากหลายสำหรับลูกค้าที่มีความคาดหวังต่างกัน  ขั้นตอนที่ธนาคารดำเนินการเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตนจากการผิดนัดทั้งหมดต่อการประเมินสินเชื่อที่น่าเชื่อถือได้

กรณีตัวอย่าง ลูกค้าสินเชื่อ 

  1. ลูกค้าคือใคร ? คุณสมชาย  รักไทย  เป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญวิศวกรด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีชื่อเสียง และได้ลาออกมาเปิดบริษัทผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทย
  2. ประวัติบริษัทที่ขอสินเชื่อเป็นอย่างไร ? ก็จะพิจารณาประวัติการก่อตั้ง  รายชื่อผู้ถือหุ้น
    ทุนจดทะเบียน  รายการงบการเงินย้อนหลัง 3 – 5 ปี การพยากรณ์ด้านการเงินล่วงหน้า 5 ปี
  3. วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ ? สิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ลูกหนี้สินเชื่อจะต้องเล่าด้วยความสัตย์จริง และมีวินัยทางการเงิน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ และเป้าหมายทางการเงินที่ได้พยากรณ์ล่วงหน้า 5 ปี
  4. ความสามารถในการชำระหนี้ ? เจ้าหน้าที่สินเชื่อทำการประเมินจากงบการเงิน แหล่งรายได้ และค่าใช้จ่ายของผู้กู้สินเชื่อ รวมทั้งอาจจะให้มีผู้กู้ร่วมเพิ่มเติม ด้วยในบางกรณี
  5. หลักประกัน ? สินเชื่อแบบมีหลักประกัน เป็นไปตามชื่อกันเลย คือ เราจะต้องมีหลักประกันไปให้ธนาคาร เพื่อใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อร่วมกับฐานะทางการเงิน ประวัติการชำระเงิน และภาระหนี้สินของเรา

การตอบคำถามเหล่านี้ช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อ เข้าใจความเสี่ยงในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายนี้  ซึ่งคำถามเหล่านี้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลูกค้าและช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อเข้าใจลึกไปถึงธุรกิจของลูกค้าสินเชื่อเกี่ยวกับความเสี่ยงของธุรกิจ

 

5. นักวิเคราะห์สินเชื่อ – การได้รับข้อมูลเชิงปริมาณของลูกค้า

นอกเหนือจากคำถามข้างต้นนักวิเคราะห์สินเชื่อยังต้องการที่จะได้รับข้อมูลเชิงปริมาณที่เฉพาะเจาะจงไปยังลูกค้าสินเชื่อ :

–  ประวัติผู้กู้ – ประวัติ โดยสังเขปของบริษัทฯ ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงกสร้างผู้ถือหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุนของผู้ก่อตั้งธุรกิจ แผนการเติบโตของธุรกิจ รายชื่อลูกค้า  รายชื่อซัพพลายเออร์ รายชื่อคู่แข่งทางธุรกิจ กระบวนการผลิต การวางแผนการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งหมดจะต้องมีเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

–  ข้อมูลตลาด   มีการศึกษาถึงแนวโน้มอุตสาหกรรม  ขนาดตลาดส่วนแบ่งการตลาด  การประเมินการแข่งขันข้อดีในการแข่งขันการตลาด  การประชาสัมพันธ์และแนวโน้มในอนาคตที่เกี่ยวข้อง  เพื่อศึกษาถึงความคาดหวังแบบองค์รวมของการเคลื่อนไหวและความต้องการในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้ลูกค้าสินเชื่อจะต้องดำเนินการจัดเตรียมและข้อมูลจะต้องมีความน่าเชื่อถือด้วยครับ

–  ข้อมูลทางการเงิน  งบการเงิน (กรณีที่ดีที่สุด / กรณีที่คาดว่าจะ / กรณีที่เลวร้ายที่สุด) การคืนภาษีการประเมินค่าของ บริษัท และการประเมินทรัพย์สินรายการในปัจจุบันเอกสารอ้างอิงเครดิตและเอกสารทั้งหมดที่คล้ายคลึงกันซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการเงินของ บริษัท ได้ กลั่นกรองในรายละเอียดมาก

–  ตารางเวลาและการจัดแสดงนิทรรศการ  เอกสารสำคัญบางอย่าง เช่น ข้อตกลงกับผู้ขายและลูกค้า นโยบายการประกันภัย, สัญญาเช่า, ภาพของสินค้าหรือเว็บไซต์ที่ควรจะถูกผนวกเป็นข้อเสนอการจัดแสดงนิทรรศการเงินกู้เป็นบทพิสูจน์ของรายละเอียด เช่น การตัดสินโดยตัวชี้วัดดังกล่าวข้างต้น

ต้องเข้าใจก่อนว่านักวิเคราะห์เครดิตเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ช่วยสนับสนุนการขอสินเชื่อของลูกค้าสินเชื่อ ด้วยการจัดเตรียมข้อมูลลูกค้าสินเชื่อให้กับ คณะกรรมการสินเชื่อของธนาคารพิจารณา ผ่านกระบวนการภายในของธนาคาร  พร้อมรายละเอียดลูกค้าสินเชื่อและเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อในครั้งนี้

 

6. การวิเคราะห์เครดิต – การพิจารณาตัดสิน

หลังจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดตอนนี้ นักวิเคราะห์ต้องให้ “คำพิจารณาอนุมัติ หรือ ไม่อนุมัติ”  ที่แท้จริงเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ ของข้อเสนอ ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะกรรมการอนุมัติ

  • สินเชื่อ –  หลังจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเริ่มเข้าใจความต้องการของลูกค้าสินเชื่อ  หนึ่งในหลายประเภทของเงินให้สินเชื่อสามารถปรับแต่ง  เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าสินเชื่อ จำนวนเงินที่ครบกำหนดของเงินกู้การใช้เงินที่คาดว่าจะได้รับสามารถกำหนดได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัท หรือ ฐานะของบุคคลธรรมดาพิจารณาจากสัดส่วนรายได้หลักและภาระการกู้ในปัจจุบัน

 

  • บริษัท – ส่วนแบ่งการตลาดของ บริษัท ผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอคู่ค้ารายใหญ่ลูกค้าและคู่แข่งควรได้รับการวิเคราะห์เพื่อยืนยันการพึ่งพาปัจจัยดังกล่าวว่า บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างดีตามแผนทางการเงินหลังจากได้เงินสินเชื่อมาแล้ว และต้องทำตามที่สัญญาไว้กับธนาคารพาณิชย์ได้  เพราะธนาคารเชื่อใจคุณเลยให้เงินสินเชื่อ  ดังนั้นคุณจะต้องรักษาคำมั่นสัญญาด้วยและทำตามแผนที่ได้วางไว้อย่างรัดกุม และแก้ไขปัญหาแบบรายวันไปเรื่อยๆ

 

  • ประวัติเครดิต – อดีตเป็นตัวแปรที่สำคัญในการคาดการณ์ในอนาคต  ดังนั้นการรักษาให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้บัญชีเครดิตของลูกค้าสินเชื่อที่ผ่านมาควรได้รับการวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความผิดปกติหรือค่าตั้งต้นที่ระบุในแผนการเงินและการตลาด นอกจากนี้ยังช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อตัดสินประเภทลูกค้าที่เราติดต่อด้วยโดยการตรวจสอบจำนวนครั้งที่ทำการชำระเงินล่าช้าหรือถูกลงโทษเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

  • การวิเคราะห์ตลาด – การวิเคราะห์ตลาดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าสินเชื่อ  มีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากช่วยในการระบุและประเมินการพึ่งพา บริษัท ในด้านปัจจัยภายนอก โครงสร้างตลาดขนาดและความต้องการของลูกค้าที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์กังวลเสมอว่า ลูกค้าสินเชื่อของตนจะทำได้ตามที่เขียนแผนการตลาดและการเงินได้หรือไม่

 

7. อัตราส่วนการวิเคราะห์เครดิต

การเงินของ บริษัท ประกอบด้วยภาพที่แท้จริงของสิ่งที่ธุรกิจกำลังจะผ่านและการประเมินเชิงปริมาณนี้มีการวิเคราะห์ในเชิง Significant Analysis พิจารณาอัตราส่วนต่างๆ และตราสารทางการเงินที่จะมาถึงภาพที่แท้จริงของบริษัท

  1. อัตราส่วนสภาพคล่อง – การวิเคราะห์อัตราส่วนที่มีความสามารถของ บริษัท ในการชำระคืนเจ้าหนี้  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อัตราส่วนเหล่านี้จะใช้ในการพิจารณาความประสบความสำเร็จในความจุกระแสเงินสดของบริษัท
  2. อัตราส่วนความสามารถในการล้มละลาย (Solvent Ratio) – ใช้อัตราส่วนเหล่านี้เพื่อประเมินความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ อัตราส่วนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจำนวนหนี้สินที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาวของบริษัท
  3. อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร – อัตราส่วนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ บริษัท ที่จะได้รับผลกำไรที่น่าพอใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความสามารถในการทำตามแผนการเงินที่พยากรณ์ล่วงหน้า
  4. อัตราส่วนประสิทธิภาพ – อัตราส่วนเหล่านี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารจัดการ  เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนที่เกี่ยวข้องและการควบคุมที่มีต่อค่าใช้จ่าย
  5. กระแสเงินสดและการวิเคราะห์กระแสเงินสดที่คาดการณ์ไว้ – งบกระแสเงินสดเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับนักวิเคราะห์สินเชื่อเนื่องจากช่วยให้สามารถวัดลักษณะของรายได้และผลกำไรได้อย่างแท้จริง นี้จะช่วยให้เขาได้ภาพที่แท้จริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกจากธุรกิจ
  6. การวิเคราะห์ SWOT – นี่คือการวิเคราะห์อัตนัยซึ่งทำขึ้นเพื่อจัดแนวความคาดหวังและความเป็นจริงในปัจจุบันตามภาวะตลาด

 

7. บทเรียนจากการศึกษากรณีการวิเคราะห์เครดิต

การวิเคราะห์สินเชื่อ เป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อนการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของธุรกิจของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อช่วยให้สถาบันบันการเงิน (ผู้ให้สินเชื่อ) ประมาณการถึงความสามารถที่จะจ่ายชำระหนี้คืนของผู้ขอสินเชื่อเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และปัญหาหนี้สูญที่จะตามมา ทั้งนี้ในปัจจุบันการวิเคราะห์สินเชื่อนั้นจะใช้หลักนโยบาย 6C’s อันประกอบด้วย คุณลักษณะ (Character) ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity) เงินทุน (Capital) หลักประกัน (Collateral) ภาวะแวดล้อม (Condition) และประเทศ (Country) นอกจากนี้ การวิเคราะห์สินเชื่อยังถือได้ว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา  ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์สินเชื่อ ตลอดจนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและเกิดขยายตัวของเศรษฐกิจในการดำเนินการจัดการสินเชื่อของสถาบันการเงินก็คงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และการยอมรับเพื่อตัดหนี้สูญ อีกทั้งจากข้อมูล แนวโน้มในความต้องการสินเชื่อของธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ รวมถึงปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบต่อระบบสินเชื่อทั้งในด้านของผู้ให้และผู้ขอสินเชื่อ เช่นภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นของสถาบันการเงินด้วยกันเอง และปัญหาต่างๆอันที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ของสินเชื่อ จนทำให้เกิดความผิดพลาดของการวิเคราะห์และพิจารณาให้สินเชื่อและเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นสถาบันการเงินจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดและรอบคอบมาก เพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  : https://tci-thaijo.org/index.php/rmuj/article/view/57859

 

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณที่ยังอยู่ให้กำลังใจกันมาตลอด และจะทำการเขียนบทความไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพิมพ์ไม่ไหว ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข สวัสดีปีใหม่ไทย ขอให้ทุกๆ ท่านพบแต่สิ่งดีๆ ตลอดปีใหม่เถิด สาธุ

 

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://interfinn.com 

https://www.facebook.com/interfinn.course/

 

เมษายน 16, 2018 Posted by | Credit Risk Analysis | | ใส่ความเห็น

การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ : Credit Risk Modeling (Part 1)


สวัสดี ครับ ทุกๆ ท่าน

ก่อนอื่นๆ ผมต้องขอโทษทุกๆ ท่านเป็นอย่างมาก ที่หายตัวไปนานมาก เพราะติดภาระกิจที่จะต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมาก ทำให้ไม่ได้มีเวลามาเขียนบทความดีๆ ให้ทุกๆ ท่านได้อ่านช่วงว่างกัน

วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ เพราะเข้าไปค้นตำราใน Google แล้วไม่ค่อยพบว่ามีนักวิชาการเขียนเรื่องนี้มากนัก ก็เลยลองค้นข้อมูลแล้วพบบทความเรื่องหนึ่งน่าสนใจเลย  ก็อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานต่อไปครับ ถ้าบทความที่ผมเขียนทำให้ท่านใดๆ อ่านแล้วไม่พอใจก็กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะครับ

บทนำ

จากบทความวิจัยของนักวิชาการต่างประเทศพบว่า ธนาคารรายใหญ่ๆ ของโลกต่างพยามพัฒนาระบบที่ใช้วัดและตรวจสอบความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (Credit Risk Analysis) เพื่อให้ธนาคารสามารถควบคุมความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงให้มีความรุนแรงลดลง หรือ ตรวจพบได้เร็วขึ้น

ดังนั้น ธนาคารชั้นนำ ต่างๆ ก็พยามสร้างระบบควบคุมภายในของความเสี่ยงด้านเครดิตให้มีความรัดกุม และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างแบบจำลองความเสี่ยงด้านสินเชื่อขึ้นมา และพยามทำให้มีความยืดหยุ่นได้พอสมควร แต่ก็ต้องสามารถวัดความผิดพลาดของกระบวนการสินเชื่อได้ และสามารถบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้ด้วยตามตัวแปรด้านการตลาดและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ

เครื่องมือที่ทุกๆ ธนาคารต่างนิยมใช้ก็จะเป็น Portfolio Management ด้วยการพิจารณาจากสัดส่วนของประเภทสินเชื่อ กลุ่มสินเชื่อ ประเภทลูกค้า ลักษณะของอุตสาหกรรม สภาวะเงินเฟ้อ รายได้ของประเทศ ฯลฯ เป็นตัวแปรที่จะนำมาใช้พิจารณาในการกำหนดเกณฑ์ของ Portfolio Management ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ความท้าทายที่สำคัญในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ

ความยากในการวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Credit Risk Modeling แต่อยู่ที่วิธีการวิเคราะห์และผลลัพธ์ที่เกิดจะต้องใกล้เคียงความจริงให้มากที่สุด  ซึ่งการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ตรงนั้นจำเป็นจะต้องมีตัวแปร ที่จำเป็นมาใช้ในการวิเคราะห์เป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่ลูกค้าสินเชื่อก็มักจะไม่ให้ หรือ ไม่บอกความจริง ทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนในการคำนวณโปรแกรมอย่างมาก  จากบทความของนักวิชาการต่างประเทศของธนาคารชั้นนำ ต่างลงความเห็นเหมือนกันว่า “ลูกค้าสินเชื่อไม่ยอมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานในอดีต” บางรายก็ให้แต่ข้อมูลก็ไม่ถูกต้องอีก เฮ้อๆๆๆๆๆๆ ทำให้ Credit Risk Modeling ที่ได้มีการออกแบบผิดพลาดได้ทันที

การจัดทำแฟ้มสินเชื่อลูกค้า

           การจัดทำแฟ้มสินเชื่อลูกค้า เจ้าหน้าที่สินเชื่อและเจ้าหน้าที่สอบทานสินเชื่อ จะพิจารณาเพียงเอกสารที่ได้รับจากลูกค้าสินเชื่อ จากการเสนอขอให้พิจารณาสินเชื่อ หรือ เอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อเท่านั้น และส่วนใหญ่จะมีเอกสารที่เป็นการขอครั้งแรกที่ใช้ในขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อส่วนใหญ่  แต่จะไม่มีการพิจารณาขอปรับปรุงเอกสารผลการดำเนินงานในช่วงปัจจุบันเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่ให้  หรือบ่ายเบี่ยงให้เอกสารไม่ครบตามจำนวนที่ขอเพิ่มเติม  และเมื่อลูกค้าสินเชื่อไม่ให้ก็เลยลืม และขี้เกียจตามด้วยเด๋ว โดนลูกค้าด่าฟรี  แถมไปฟ้องนายอีกว่าเรามีปัญหากับลูกค้าขอเอกสารเพิ่มเติมอีก (ซวยไปตามระเบียบ!!!)

สิ่งที่ต้องทำในการสนับสนุนสินเชื่อ ประกอบด้วย

  1. ควบคุมดูแลการดำเนินงานจัดเก็บเอกสารด้านสินเชื่อของธนาคาร
  2. เจ้าหน้าที่สินเชื่อบางท่านไม่เข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาระบบการจัดเก็บเอกสารสำคัญด้านสินเชื่อของธนาคาร ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
  3. เจ้าหน้าที่สินเชื่อต้องควบคุมดูแลการจัดเก็บเอกสารสำคัญของหน่วยงานในความรับผิดชอบให้ปฎิบัติตามมาตรฐานที่ธนาคารกำหนด (ส่วนใหญ่ปฎิบัติตามแต่มีบางท่านไม่ชอบทำตามมาตรฐานที่ธนาคารกำหนด)
  4. บันทึกข้อมูลผู้ประกอบการสินเชื่อมาตรการพิเศษ ที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทยของแต่ละสถาบันการเงินเข้าสู่ระบบ กำหนดรหัสลูกค้า (บางธนาคารมีศูนย์ที่ควบคุมเป็นการเฉพาะ)
  5. จัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินกู้ และดำเนินการจ่ายเงินกู้สินเชื่อที่อยู่ในความรับผิดชอบตามวงเงินที่ธนาคารกำหนด
  6. ควบคุมดูแลการตั้งวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย การต่ออายุสัญญา
  7. รับชำระคืนต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และรายได้อื่นๆ
  8. สนับสนุนและดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาของสินเชื่ออยู่ในความรับผิดชอบ เช่น ดำเนินการฝาก-ถอนเงินผู้กู้ตามเงื่อนไขสัญญาเป็นต้น
  9. ตรวจสอบ ปรับปรุง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฎิบัติด้านงานสนับสนุนพิธีการสินเชื่อและการจัดเก็บเอกสารสำคัญ
  10. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เราอยากให้ท่านพิจารณารายการด้านบนว่ามีการจัดทำประวัติการชำระสินเชื่อ หรือ พฤติกรรมของลูกค้าสินเชื่อตามข้อมูลด้านบนไว้หรือไม่ หรือมีการปรับปรุงเอกสารให้มีความทันสมัยตามรายการด้านบนบ้างหรือไม่ (ขอให้มีบ้างก็จะดีมาก ผมไม่ได้หวังว่าท่านจะมีครบทุกๆ ข้อ) 

 

ส่วนงานที่มีความรับผิดชอบร่วมในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ประกอบด้วย 4 หน่วยงาน 

หน่วยธุรกรรมสินเชื่อธุรกิจ มีหน้าที่ความรับผิดชอบ

รับชำระคืนเงินกู้ ดอกเบี้ย และรายได้อื่นๆ ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่

  1. ตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องของการปฎิบัติตามเงื่อนไขสัญญาก่อนขออนุมัติเบิกจ่าย จัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินกู้ ดำเนินการจ่ายเงินกู้ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ประเภท Project Finance, Syndicated Loan Revolving Credit และสินเชื่อระยะสั้น
  2. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งให้เตรียมการจ่ายเงินกู้
  3. ควบคุมดูแลการตั้งวงเงินสินเชื่อ การต่ออายุสัญญาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับการอนุมัติสินเชื่อ
  4. สนับสนุนและดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา เช่น การดูแลฝาก-ถอนแทนผู้กู้สำหรับบัญชีสำรองเพื่อการดำเนินงาน บัญชีสำรองเพื่อการชำระหนี้
  5. ดำเนินการคืนเงินสำรองให้กับลูกค้าเมื่อชำระหนี้ครบถ้วนหรือมีสำรองเพียงพอตามเงื่อนไขสัญญา
  6. ตรวจสอบข้อมูลหลักประกันสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีตัวแทนเก็บรักษา
  7. ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันเมื่อเกิดเหตุวินาศภัย
  8. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

หน่วยธุรกรรมสินเชื่อธุรกิจ เป็นส่วนงานที่มีความสำคัญอย่างมากในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคาร เพราะเป็นส่วนงานที่เป็นด่านแรกที่พบลูกค้า เจราพูดคุย ตรวจสอบเอกสารสินเชื่อ จัดทำสัญญาและเอกสารการเบิกจ่ายเงินกู้ และควบคุมการตั้งวงเงินสินเชื่อ  ซึ่งจำเป็นจะต้องมีความรู้ในธุรกิจของลูกค้าสินเชื่ออย่างดี  มีความเข้าใจพฤติกรรมการบริหารธุรกิจของเจ้าของกิจการ ว่าเป็นคนทำธุรกิจแบบ (บู๊ ล้างผลาญ ไม่ชนะไม่เลิก)  หรือ (เป็นพวกไม่ชัวร์ไม่ทำ ต้องได้แน่ๆ ได้น้อยไม่เป็นไร)   หรือ (เป็นพวกฉาบฉวย ทำธุรกิจแบบตามเพื่อนๆ หรือตามสังคม ไม่มีวิสัยทัศน์)  ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปรที่บอกว่าลูกค้าจะมีความสามารถในการทำธุรกิจแบบใด หรือมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่?  ซึ่งในบทความนี้เราจะไม่เล่าเรื่องเทคนิควิธีการสอบสัมภาษณ์ลูกค้าสินเชื่อ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากลูกค้า เพราะเรื่องนี้มีเทคนิคเยอะมาก และสนุกมากด้วย ว่างๆ จะเล่าให้ทุกๆ ท่านฟังนะครับ

 

หน่วยบริหารศูนย์เอกสารและควบคุมหลักประกัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. บันทึกข้อมูลผู้ประกอบการสินเชื่อมาตรการพิเศษ ที่ดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยของแต่ละสถาบันการเงินเข้าสู่ระบบ กำหนดรหัสลูกค้า
  2. ตั้งวงเงินสินเชื่อรายย่อยให้สอดคล้องตามเงื่อนไขสัญญาของสถาบันการเงิน
  3. บันทึกข้อมูลการเบิกเงินกู้ และหลักประกันสินเชื่อมาตรการพิเศษ ที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. จัดทำเอกสาร/รายงาน P/N เพื่อประกอบการเบิกเงินกู้
  5. จัดทำเอกสาร/รายงาน P/N ที่ครบกำหนดเพื่อรับชำระเงินกู้
  6. จัดทำรายงานธุรกรรมเกี่ยวกับสินเชื่อมาตรการพิเศษที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  7. ตรวจสอบ ควบคุม ดูแล จัดทำทะเบียน และเก็บรักษาหลักประกันประเภทตราสาร (P/N, ตราสาร, สมุดเงินฝาก) ของสินเชื่อมาตรการพิเศษที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทย  สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อภาครัฐและสถาบัน
  8. บริหารจัดการศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญสำนักงานใหญ่ให้เป็นไปตามด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
  9. จัดเก็บเอกสารสำคัญของสินเชื่อมาตรการพิเศษที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทย  สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่   สินเชื่อภาครัฐและสถาบัน  สินเชื่อธุรกิจลิสซิ่ง  สินเชื่อธุรกิจแฟคตอริ่ง
  10. ควบคุมการฝาก/ยืม/คืนแฟ้มเอกสารสำคัญ
  11. ปฎิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

 

            หน่วยบริหารศูนย์เอกสารและควบคุมหลักประกัน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากเช่นกัน เกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคาร เพราะหน่วยงานของท่านจำเป็นจะต้องเป็นผู้เก็บรวบรวมเอกสารหลักประกันที่มีมูลค่าสูง ไว้ในที่ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงหลักประกันที่เป็นเอกสาร  การฝากหลักประกัน  การยืมและคืนแฟ้มเอกสารที่ใช้ในการพิจารณาที่มีความสำคัญ มักจะมีระบบการควบคุมระบบการยืมเอกสารที่ดีจริงๆ และน่าเชื่อถือ

 

 หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญ มีหน้าที่และความรับผิดชอบ 

  1. ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารสำคัญด้านสินเชื่อที่ได้รับจากสาขาในสังกัดสายงานกิจการสาขา 1 และธนาคารฯ เพื่อดำเนินการจัดเก็บ
  2. จัดเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบและปฎิบัติถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนด
  3. จัดทำทะเบียนการจัดเก็บ และการให้กู้ยืม-คืนเอกสาร เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหาและควบคุมเอกสารสำคัญมิให้เกิดการสูญหาย
  4. ติดตามทวงถามเอกสารที่หน่วยงานต่างๆ ขอยืมไป เพื่อให้นำมาคืนให้ครบถ้วน
  5. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

หน่วยงานระบบศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญสาขา มีหน้าที่และความรับผิดชอบ 

  1. ออกแบบพัฒนาระบบงานศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่สายกิจการสาขา การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
  2. ทดสอบระบบงานกรณีที่มีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขกระบวนการจัดเก็บเอกสารสำคัญ
  3. เสนอหลักเกณฑ์เงื่อนไขเพื่อพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเก็บรักษาเอกสารสำคัญ
  4. วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อให้การสนับสนุนและให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการจัดเก็บเอกสารสำคัญแก่สาขาธนาคารฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Help Desk)
  5. ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบงานให้แก่สาขาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  6. กำกับดูแลการจัดเก็บเอกสารสำคัญของหน่วยงานสายกิจการสาขา
  7. สนับสนุนการ ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในระบบงาน
  8. จัดทำหนังสือชี้แจง และคู่มือการปฎิบัติงานระบบงาน
  9. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

            หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสาร เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอีกเช่นเดียวกัน แต่เป็นหน่วยงานที่มีความน่าเห็นใจสูงมาก เพราะเป็นศูนย์ที่เก็บเอกสารแฟ้มลูกค้าสินเชื่อที่สำคัญของทุกสาขาของธนาคาร นอกจากนี้จำเป็นจะต้องมีการให้ยืมเอกสารเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ตอนที่หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสาร ส่งเอกสารไปให้นั้นครบทุกรายการ และมีรายการคุมเอกสารที่ชัดเจน แต่ในบางครั้งแฟ้มเอกสารเดียวกันตอนขากลับมาที่ หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสาร กลับพิการจนจำสภาพเดิมไม่ได้ เอกสารไม่มีการเรียงหน้าหรือลำดับเหมือนเดิม สารบัญคุมรายการเอกสารหายอีก (ช่างน่าสงสารน้องแฟ้มจริงๆ) 

 

ที่มาของข้อมูล : http://gsbloansupport.igetweb.com/

 

ในวันนี้ ขอเป็นการเล่าเรื่องแบบภาพรวมไปก่อนนะครับ แล้วจะค่อยอธิบายในส่วนของข้อปลีกย่อยเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในการพิจารณาต่อๆ ไปๆ ซึ่งท่านที่สนใจคอยติดตามอ่านนะครับ จะหาเรื่องเล่าเทคนิคต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขในวันหยุด ทำบุญใส่บาตรแผ่เมตตาให้สัตว์โลก ด้วยครับเพราะทุกคนต่างแย่งชิงในสิ่งของ ทรัพย์สินที่นำติดตัวไปไม่ได้ ซึ่งตนจะต้องทิ้งไว้ที่ชาตินี้  แต่สิ่งที่นำติดตัวไปด้วยตลอดทุกๆ ชาติ คือ ความดี ความปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ความสงบทิ้งกิเลสในลาภยศ  ชื่อเสียงจอมปลอมที่โลกสมมติให้ท่านๆ บ้างนะครับ

ขอให้มีความสุข สงบ ในจิตใจครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

https://eiamsri.wordpress.com

http://www.interfinn.com

Line : interfinn

มีนาคม 21, 2015 Posted by | Credit Risk Analysis | | ใส่ความเห็น

   

%d bloggers like this: