NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ : Credit Risk Modeling (Part 1)


สวัสดี ครับ ทุกๆ ท่าน

ก่อนอื่นๆ ผมต้องขอโทษทุกๆ ท่านเป็นอย่างมาก ที่หายตัวไปนานมาก เพราะติดภาระกิจที่จะต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่หลายแห่งมาก ทำให้ไม่ได้มีเวลามาเขียนบทความดีๆ ให้ทุกๆ ท่านได้อ่านช่วงว่างกัน

วันนี้ผมอยากจะเล่าเรื่องการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อ เพราะเข้าไปค้นตำราใน Google แล้วไม่ค่อยพบว่ามีนักวิชาการเขียนเรื่องนี้มากนัก ก็เลยลองค้นข้อมูลแล้วพบบทความเรื่องหนึ่งน่าสนใจเลย  ก็อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานต่อไปครับ ถ้าบทความที่ผมเขียนทำให้ท่านใดๆ อ่านแล้วไม่พอใจก็กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้นะครับ

บทนำ

จากบทความวิจัยของนักวิชาการต่างประเทศพบว่า ธนาคารรายใหญ่ๆ ของโลกต่างพยามพัฒนาระบบที่ใช้วัดและตรวจสอบความเสี่ยงด้านสินเชื่อ (Credit Risk Analysis) เพื่อให้ธนาคารสามารถควบคุมความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงให้มีความรุนแรงลดลง หรือ ตรวจพบได้เร็วขึ้น

ดังนั้น ธนาคารชั้นนำ ต่างๆ ก็พยามสร้างระบบควบคุมภายในของความเสี่ยงด้านเครดิตให้มีความรัดกุม และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างแบบจำลองความเสี่ยงด้านสินเชื่อขึ้นมา และพยามทำให้มีความยืดหยุ่นได้พอสมควร แต่ก็ต้องสามารถวัดความผิดพลาดของกระบวนการสินเชื่อได้ และสามารถบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อได้ด้วยตามตัวแปรด้านการตลาดและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ

เครื่องมือที่ทุกๆ ธนาคารต่างนิยมใช้ก็จะเป็น Portfolio Management ด้วยการพิจารณาจากสัดส่วนของประเภทสินเชื่อ กลุ่มสินเชื่อ ประเภทลูกค้า ลักษณะของอุตสาหกรรม สภาวะเงินเฟ้อ รายได้ของประเทศ ฯลฯ เป็นตัวแปรที่จะนำมาใช้พิจารณาในการกำหนดเกณฑ์ของ Portfolio Management ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ความท้าทายที่สำคัญในการกำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ

ความยากในการวิเคราะห์ความเสี่ยงสินเชื่อไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Credit Risk Modeling แต่อยู่ที่วิธีการวิเคราะห์และผลลัพธ์ที่เกิดจะต้องใกล้เคียงความจริงให้มากที่สุด  ซึ่งการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้ตรงนั้นจำเป็นจะต้องมีตัวแปร ที่จำเป็นมาใช้ในการวิเคราะห์เป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่ลูกค้าสินเชื่อก็มักจะไม่ให้ หรือ ไม่บอกความจริง ทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนในการคำนวณโปรแกรมอย่างมาก  จากบทความของนักวิชาการต่างประเทศของธนาคารชั้นนำ ต่างลงความเห็นเหมือนกันว่า “ลูกค้าสินเชื่อไม่ยอมให้ข้อมูลผลการดำเนินงานในอดีต” บางรายก็ให้แต่ข้อมูลก็ไม่ถูกต้องอีก เฮ้อๆๆๆๆๆๆ ทำให้ Credit Risk Modeling ที่ได้มีการออกแบบผิดพลาดได้ทันที

การจัดทำแฟ้มสินเชื่อลูกค้า

           การจัดทำแฟ้มสินเชื่อลูกค้า เจ้าหน้าที่สินเชื่อและเจ้าหน้าที่สอบทานสินเชื่อ จะพิจารณาเพียงเอกสารที่ได้รับจากลูกค้าสินเชื่อ จากการเสนอขอให้พิจารณาสินเชื่อ หรือ เอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อเท่านั้น และส่วนใหญ่จะมีเอกสารที่เป็นการขอครั้งแรกที่ใช้ในขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อส่วนใหญ่  แต่จะไม่มีการพิจารณาขอปรับปรุงเอกสารผลการดำเนินงานในช่วงปัจจุบันเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่ให้  หรือบ่ายเบี่ยงให้เอกสารไม่ครบตามจำนวนที่ขอเพิ่มเติม  และเมื่อลูกค้าสินเชื่อไม่ให้ก็เลยลืม และขี้เกียจตามด้วยเด๋ว โดนลูกค้าด่าฟรี  แถมไปฟ้องนายอีกว่าเรามีปัญหากับลูกค้าขอเอกสารเพิ่มเติมอีก (ซวยไปตามระเบียบ!!!)

สิ่งที่ต้องทำในการสนับสนุนสินเชื่อ ประกอบด้วย

  1. ควบคุมดูแลการดำเนินงานจัดเก็บเอกสารด้านสินเชื่อของธนาคาร
  2. เจ้าหน้าที่สินเชื่อบางท่านไม่เข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและพัฒนาระบบการจัดเก็บเอกสารสำคัญด้านสินเชื่อของธนาคาร ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
  3. เจ้าหน้าที่สินเชื่อต้องควบคุมดูแลการจัดเก็บเอกสารสำคัญของหน่วยงานในความรับผิดชอบให้ปฎิบัติตามมาตรฐานที่ธนาคารกำหนด (ส่วนใหญ่ปฎิบัติตามแต่มีบางท่านไม่ชอบทำตามมาตรฐานที่ธนาคารกำหนด)
  4. บันทึกข้อมูลผู้ประกอบการสินเชื่อมาตรการพิเศษ ที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทยของแต่ละสถาบันการเงินเข้าสู่ระบบ กำหนดรหัสลูกค้า (บางธนาคารมีศูนย์ที่ควบคุมเป็นการเฉพาะ)
  5. จัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินกู้ และดำเนินการจ่ายเงินกู้สินเชื่อที่อยู่ในความรับผิดชอบตามวงเงินที่ธนาคารกำหนด
  6. ควบคุมดูแลการตั้งวงเงินสินเชื่อ อัตราดอกเบี้ย การต่ออายุสัญญา
  7. รับชำระคืนต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และรายได้อื่นๆ
  8. สนับสนุนและดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขสัญญาของสินเชื่ออยู่ในความรับผิดชอบ เช่น ดำเนินการฝาก-ถอนเงินผู้กู้ตามเงื่อนไขสัญญาเป็นต้น
  9. ตรวจสอบ ปรับปรุง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฎิบัติด้านงานสนับสนุนพิธีการสินเชื่อและการจัดเก็บเอกสารสำคัญ
  10. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

อย่างไรก็ตาม เราอยากให้ท่านพิจารณารายการด้านบนว่ามีการจัดทำประวัติการชำระสินเชื่อ หรือ พฤติกรรมของลูกค้าสินเชื่อตามข้อมูลด้านบนไว้หรือไม่ หรือมีการปรับปรุงเอกสารให้มีความทันสมัยตามรายการด้านบนบ้างหรือไม่ (ขอให้มีบ้างก็จะดีมาก ผมไม่ได้หวังว่าท่านจะมีครบทุกๆ ข้อ) 

 

ส่วนงานที่มีความรับผิดชอบร่วมในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ประกอบด้วย 4 หน่วยงาน 

หน่วยธุรกรรมสินเชื่อธุรกิจ มีหน้าที่ความรับผิดชอบ

รับชำระคืนเงินกู้ ดอกเบี้ย และรายได้อื่นๆ ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่

  1. ตรวจสอบความครบถ้วนถูกต้องของการปฎิบัติตามเงื่อนไขสัญญาก่อนขออนุมัติเบิกจ่าย จัดทำเอกสารเบิกจ่ายเงินกู้ ดำเนินการจ่ายเงินกู้ของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ประเภท Project Finance, Syndicated Loan Revolving Credit และสินเชื่อระยะสั้น
  2. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งให้เตรียมการจ่ายเงินกู้
  3. ควบคุมดูแลการตั้งวงเงินสินเชื่อ การต่ออายุสัญญาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ เกี่ยวกับการอนุมัติสินเชื่อ
  4. สนับสนุนและดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา เช่น การดูแลฝาก-ถอนแทนผู้กู้สำหรับบัญชีสำรองเพื่อการดำเนินงาน บัญชีสำรองเพื่อการชำระหนี้
  5. ดำเนินการคืนเงินสำรองให้กับลูกค้าเมื่อชำระหนี้ครบถ้วนหรือมีสำรองเพียงพอตามเงื่อนไขสัญญา
  6. ตรวจสอบข้อมูลหลักประกันสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีตัวแทนเก็บรักษา
  7. ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทประกันเมื่อเกิดเหตุวินาศภัย
  8. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

หน่วยธุรกรรมสินเชื่อธุรกิจ เป็นส่วนงานที่มีความสำคัญอย่างมากในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคาร เพราะเป็นส่วนงานที่เป็นด่านแรกที่พบลูกค้า เจราพูดคุย ตรวจสอบเอกสารสินเชื่อ จัดทำสัญญาและเอกสารการเบิกจ่ายเงินกู้ และควบคุมการตั้งวงเงินสินเชื่อ  ซึ่งจำเป็นจะต้องมีความรู้ในธุรกิจของลูกค้าสินเชื่ออย่างดี  มีความเข้าใจพฤติกรรมการบริหารธุรกิจของเจ้าของกิจการ ว่าเป็นคนทำธุรกิจแบบ (บู๊ ล้างผลาญ ไม่ชนะไม่เลิก)  หรือ (เป็นพวกไม่ชัวร์ไม่ทำ ต้องได้แน่ๆ ได้น้อยไม่เป็นไร)   หรือ (เป็นพวกฉาบฉวย ทำธุรกิจแบบตามเพื่อนๆ หรือตามสังคม ไม่มีวิสัยทัศน์)  ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแปรที่บอกว่าลูกค้าจะมีความสามารถในการทำธุรกิจแบบใด หรือมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่?  ซึ่งในบทความนี้เราจะไม่เล่าเรื่องเทคนิควิธีการสอบสัมภาษณ์ลูกค้าสินเชื่อ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจากลูกค้า เพราะเรื่องนี้มีเทคนิคเยอะมาก และสนุกมากด้วย ว่างๆ จะเล่าให้ทุกๆ ท่านฟังนะครับ

 

หน่วยบริหารศูนย์เอกสารและควบคุมหลักประกัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบ

  1. บันทึกข้อมูลผู้ประกอบการสินเชื่อมาตรการพิเศษ ที่ดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทยของแต่ละสถาบันการเงินเข้าสู่ระบบ กำหนดรหัสลูกค้า
  2. ตั้งวงเงินสินเชื่อรายย่อยให้สอดคล้องตามเงื่อนไขสัญญาของสถาบันการเงิน
  3. บันทึกข้อมูลการเบิกเงินกู้ และหลักประกันสินเชื่อมาตรการพิเศษ ที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. จัดทำเอกสาร/รายงาน P/N เพื่อประกอบการเบิกเงินกู้
  5. จัดทำเอกสาร/รายงาน P/N ที่ครบกำหนดเพื่อรับชำระเงินกู้
  6. จัดทำรายงานธุรกรรมเกี่ยวกับสินเชื่อมาตรการพิเศษที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  7. ตรวจสอบ ควบคุม ดูแล จัดทำทะเบียน และเก็บรักษาหลักประกันประเภทตราสาร (P/N, ตราสาร, สมุดเงินฝาก) ของสินเชื่อมาตรการพิเศษที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทย  สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อภาครัฐและสถาบัน
  8. บริหารจัดการศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญสำนักงานใหญ่ให้เป็นไปตามด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย
  9. จัดเก็บเอกสารสำคัญของสินเชื่อมาตรการพิเศษที่ดำเนินการแทนธนาคารแห่งประเทศไทย  สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่   สินเชื่อภาครัฐและสถาบัน  สินเชื่อธุรกิจลิสซิ่ง  สินเชื่อธุรกิจแฟคตอริ่ง
  10. ควบคุมการฝาก/ยืม/คืนแฟ้มเอกสารสำคัญ
  11. ปฎิบัติงานอื่นๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย

 

            หน่วยบริหารศูนย์เอกสารและควบคุมหลักประกัน ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากเช่นกัน เกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคาร เพราะหน่วยงานของท่านจำเป็นจะต้องเป็นผู้เก็บรวบรวมเอกสารหลักประกันที่มีมูลค่าสูง ไว้ในที่ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงหลักประกันที่เป็นเอกสาร  การฝากหลักประกัน  การยืมและคืนแฟ้มเอกสารที่ใช้ในการพิจารณาที่มีความสำคัญ มักจะมีระบบการควบคุมระบบการยืมเอกสารที่ดีจริงๆ และน่าเชื่อถือ

 

 หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญ มีหน้าที่และความรับผิดชอบ 

  1. ตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารสำคัญด้านสินเชื่อที่ได้รับจากสาขาในสังกัดสายงานกิจการสาขา 1 และธนาคารฯ เพื่อดำเนินการจัดเก็บ
  2. จัดเก็บเอกสารให้เป็นระเบียบและปฎิบัติถูกต้องตามมาตรฐานที่กำหนด
  3. จัดทำทะเบียนการจัดเก็บ และการให้กู้ยืม-คืนเอกสาร เพื่อให้สะดวกต่อการค้นหาและควบคุมเอกสารสำคัญมิให้เกิดการสูญหาย
  4. ติดตามทวงถามเอกสารที่หน่วยงานต่างๆ ขอยืมไป เพื่อให้นำมาคืนให้ครบถ้วน
  5. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

หน่วยงานระบบศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญสาขา มีหน้าที่และความรับผิดชอบ 

  1. ออกแบบพัฒนาระบบงานศูนย์จัดเก็บเอกสารสำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน้าที่สายกิจการสาขา การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์สินเชื่อ
  2. ทดสอบระบบงานกรณีที่มีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขกระบวนการจัดเก็บเอกสารสำคัญ
  3. เสนอหลักเกณฑ์เงื่อนไขเพื่อพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเก็บรักษาเอกสารสำคัญ
  4. วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อให้การสนับสนุนและให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการจัดเก็บเอกสารสำคัญแก่สาขาธนาคารฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Help Desk)
  5. ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบงานให้แก่สาขาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  6. กำกับดูแลการจัดเก็บเอกสารสำคัญของหน่วยงานสายกิจการสาขา
  7. สนับสนุนการ ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในระบบงาน
  8. จัดทำหนังสือชี้แจง และคู่มือการปฎิบัติงานระบบงาน
  9. ปฎิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

 

            หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสาร เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอีกเช่นเดียวกัน แต่เป็นหน่วยงานที่มีความน่าเห็นใจสูงมาก เพราะเป็นศูนย์ที่เก็บเอกสารแฟ้มลูกค้าสินเชื่อที่สำคัญของทุกสาขาของธนาคาร นอกจากนี้จำเป็นจะต้องมีการให้ยืมเอกสารเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา ตอนที่หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสาร ส่งเอกสารไปให้นั้นครบทุกรายการ และมีรายการคุมเอกสารที่ชัดเจน แต่ในบางครั้งแฟ้มเอกสารเดียวกันตอนขากลับมาที่ หน่วยบริหารศูนย์จัดเก็บเอกสาร กลับพิการจนจำสภาพเดิมไม่ได้ เอกสารไม่มีการเรียงหน้าหรือลำดับเหมือนเดิม สารบัญคุมรายการเอกสารหายอีก (ช่างน่าสงสารน้องแฟ้มจริงๆ) 

 

ที่มาของข้อมูล : http://gsbloansupport.igetweb.com/

 

ในวันนี้ ขอเป็นการเล่าเรื่องแบบภาพรวมไปก่อนนะครับ แล้วจะค่อยอธิบายในส่วนของข้อปลีกย่อยเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้ในการพิจารณาต่อๆ ไปๆ ซึ่งท่านที่สนใจคอยติดตามอ่านนะครับ จะหาเรื่องเล่าเทคนิคต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขในวันหยุด ทำบุญใส่บาตรแผ่เมตตาให้สัตว์โลก ด้วยครับเพราะทุกคนต่างแย่งชิงในสิ่งของ ทรัพย์สินที่นำติดตัวไปไม่ได้ ซึ่งตนจะต้องทิ้งไว้ที่ชาตินี้  แต่สิ่งที่นำติดตัวไปด้วยตลอดทุกๆ ชาติ คือ ความดี ความปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ความสงบทิ้งกิเลสในลาภยศ  ชื่อเสียงจอมปลอมที่โลกสมมติให้ท่านๆ บ้างนะครับ

ขอให้มีความสุข สงบ ในจิตใจครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

https://eiamsri.wordpress.com

http://www.interfinn.com

Line : interfinn

Advertisements

มีนาคม 21, 2015 Posted by | Credit Risk Analysis | | ใส่ความเห็น

องค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนกลยุทธ์


สวัสดี ครับ

วันนี้อยากจะคุยกันในเรื่องของการจัดทำแผนกลยุทธ์สำหรับองค์กร เพราะหลายหน่วยงานที่เป็นรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานราชการต่างประสบปัญหาที่จะเขียนแผนกลยุทธ์ที่ดีและเหมาะสมกับองค์กรตนเองได้   ซึ่งหลายแห่งที่ทำแผนกลยุทธ์แล้วก็ไม่ทราบว่าจะตรวจสอบอย่างไรว่าเหมาะสมหรือไม่

ข้อแตกต่างระหว่างการวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) กับ การวางแผนทั่วไป (General Planning)

การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) : เป็นการวางแผนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ และวิสัยทัศน์ ที่จะต้องทำให้สำเร็จและพัฒนาองค์กรเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด

การวางแผนทั่วไป (General Planning) : การที่องค์กรจัดทำแผนทั่วไป เป็นการกำหนดแผนเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้นๆ และทำเพื่อให้บรรลุผลตามตัวชี้วัดที่กำหนดในบางกิจกรรม หรือส่งเสริมการตลาดในบางระยะเวลาที่เป็นช่วงๆ เท่านั้น

โครงสร้างของแผนกลยุทธ์ 

          การจัดทำแผนกลยุทธ์ คุณจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจในหลักเกณฑ์การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานองค์ประกอบของแผนกลยุทธ์อย่างชัดเจน และสามารถหาจุดเด่นขององค์ประกอบของแผนกลยุทธ์มาสร้างเป็นจุดเด่นขององค์กรได้ อย่างเหมาะสม

  1. การวิเคราะห์ภารกิจหรือพันธกิจ (Mission Analysis)
  2. การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรม หรือ การแข่งขันในตลาด (Environmental Analysis)
  3. การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร (SWOT Analysis)
  4. การกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision)
  5. การกำหนดกลยุทธ์ขององค์กร (Strategy)
  6. การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จขององค์กร (Key Performance Indicators)
  7. การกำหนดโครงการ (Project Management)
  8. การกำหนดกิจกรรมที่จะทำให้บรรลุตามกลยุทธ์ขององค์กร (Strategic Planning)

กระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์ ที่ดีและเหมาะสมกับองค์กร 

การวิเคราะห์ภารกิจหรือพันธกิจ (Mission Analysis)

คุณจะต้องเริ่มต้นนำข้อมูลภารกิจ หรือ พันธ์กิจ มาทำการวิเคราะห์อย่างจริงจัง ว่าผลผลิต และ ผลลัพธ์ที่องค์กรอของคุณจะต้องนำเสนอให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กร ประกอบด้วยสิ่งใด?  และ นำเสนอให้ใครบ้าง?   ซึ่งคุณจะต้องวิเคราะห์ให้ได้ผลผลิตที่องค์กรต้องดำเนินการ ทั้งที่เป็นระยะสั้น,  ระยะกลาง และ ระยะยาว ออกมาให้เป็นรูปธรรม และจำเป็นจะต้องตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรด้วย อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเหมาะสม

การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรม หรือ การแข่งขันในตลาด (Environmental Analysis)

เมื่อคุณได้ทำการวิเคราะห์ภารกิจหรือพันธกิจขององค์กรของคุณได้อย่างชัดเจนแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องออกแรงแล้วครับ คุณจะต้องวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรม หรือ การแข่งขันในตลาด  ซึ่งงานนี้คุณจะต้องตากแดดหน่อยเพราะคุณจะต้องทำการเก็บข้อมูลตลาด คู่แข่ง กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย พฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทิศทางของแนวโน้มการตลาด  ในการวิเคราะห์ในส่วนนี้ คุณสามารถหาข้อมูลได้จากเว็บบล็อกของเราได้เลยครับ เขียนไว้เยอะมาก

 ถ้าองค์กรของคุณต้องการที่จะมีความได้เปรียบในการคู่แข่งขัน  คุณจะต้องทำการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันในธุรกิจของคุณ สิ่งที่มีอิทธิพลต่อองค์กรมากที่สุด ด้านสภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน อาทิ

(1) อุปสรรคจากคู่แข่งขันที่เข้ามาใหม่
(2) อำนาจการต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต
(3) อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ
(4) อุปสรรคจากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถใช้ทดแทนได้
(5) ระดับการแข่งขันระหว่างธุรกิจเดิม

อิทธิพลที่เกิดจากสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันทั้ง 5 ประการนี้ พิจารณาจากแบบจำลองแรงกดดัน 5 ประการ (The five forces model for competition มีรายละเอียด ดังนี้

 1. อุปสรรคจากคู่แข่งขันที่เข้ามาใหม่ การที่คู่แข่งขันใหม่เข้ามาแย่งลูกค้านั้นจะทำให้ยอดขายลดลงและอาจทำให้กำไรลดลง ตัวอย่าง โรงงานผลิตรองนักเรียนผู้ชายแห่งหนึ่งที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ ได้ถูกท้าทายจากโรงงานผลิตรองเท้านักเรียนที่ใหญ่ที่สุดจากคู่แข่งที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน  ด้วยปริมาณกำลังซื้อที่เติบโตต่อเนื่องของประเทศไทย  ราคาที่เหมาะสม เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่  ค่าแรงงานที่ถูกกว่า ภาษีที่เหลือศูนย์ ทำให้บริษัทคู่แข่งเข้ามาทำการตลาดและส่งเสริมการตลาดอย่างรุนแรง ด้วยรูปแบบของสไตล์รองเท้านักเรียนที่ทันสมัย  คุณภาพเหมาะสมกับราคา   ทำให้โรงงานที่เป็นผู้ผลิตขนาดใหญ่ของประเทศไทยต้องมียอดขายลดลง และมีกำไรลดลงตามโดยเฉพาะรองเท้านักเรียนระดับคุณภาพสูง   เป็นตัวอย่างแบบง่าย คุณๆ สามารถเข้ามาอ่านในบล็อกของเราได้เขียนเรื่องนี้ไว้เยอะพอสมควร

 2. อำนาจต่อรองของผู้ขายปัจจัยการผลิต ซัพพลายเออร์ หรือผู้จำหน่ายปัจจัยการผลิตจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของคุณได้อย่างสูง ถ้าซัพพลายเออร์รายนั้นๆ  หรือ เหล่านั้น มีการครอบครองวัตถุดิบที่มีความสำคัญในกระบวนการผลิตของคุณอย่างมาก  และอาจจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นได้  ถ้าผู้ขายปัจจัยการผลิตเปลี่ยนแปลงราคาปัจจัยการผลิตหลักที่มีผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ผลิต และส่งผลกระทบต่อไปยังราคาสินค้าที่จำหน่ายด้วย ตัวอย่าง ต้นทุนของกระดาษซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตหนังสือสูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตหนังสือจำเป็นต้องขึ้นราคา แต่การขึ้นราคานั้นจะมีผลกระทบต่อปริมาณความต้องการซื้อของลูกค้าทำให้ปริมาณความต้องการซื้อ ลดลงอย่างมาก ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรลดลงด้วย ในกรณีนี้ก็จะเกิดอุปสรรคทำให้ไม่สามารถขึ้นราคาได้

3. อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อ อำนาจการต่อรองของผู้ซื้อก็เป็นอุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้ออกแบบแผนกลยุทธ์จะหลงลืมไม่ได้   เพราะอำนาจต่อรองของผู้ซื้อจะทรงอำนาจมากในช่วงที่เศรษฐกิจอ่อนตัว หรือประสบปัญหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายอาจจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าสินค้าที่คุณผลิตเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ง่าย เน้นราคาถูกเป็นสำคัญ  ไม่มีการซื่อสัตย์ในตราสินค้า  ดังนั้นในขั้นตอนการกำหนดแผนกลยุทธ์จะต้องนำมาศึกษาและวางแผนป้องกันไว้ล่วงหน้า เพราะแผนกลยุทธ์ที่ดีจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยอยู่เสมอตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

 4. อุปสรรคจากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ทดแทนผลิตภัณฑ์หรือบริการของคู่แข่งขัน สินค้าที่คุณผลิต หรือ ให้บริการเป็นสินค้าที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป และสามารถหาสินค้าประเภทอื่นมาทดแทนได้จะทำให้ง่ายแก่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค  ซึ่งผู้ออกแบบและจัดทำแผนกลยุทธ์จำเป็นอย่างมากที่จะต้องศึกษาวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ แนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค  เทคโนโลยีในการผลิต  วัตถุดิบหลักมีฤดูกาลหรือไม่  ราคาการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบหลัก ระยะเวลาในการจัดเก็บวัตถุดิบการผลิต และระยะเวลาในการกักตุนสต็อคสินค้าสำเร็จรูปในแต่ละครั้ง  สิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นจะต้องนำมาวิเคราะห์รวมในการจัดทำแผนกลยุทธ์ขององค์กร

 5. ระดับการแข่งขันระหว่างธุรกิจเดิม การเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ในตลาดสินค้าที่คุณเป็นเจ้าตลาด หรือ มีส่วนแบ่งในตลาดอยู่พอสมควร และคู่แข่งรายใหม่มีศักยภาพในการผลิตที่สามารถแข่งขันกับธุรกิจของคุณได้ดี หรือ ดีกว่า หรือไม่?   ต้นทุนการผลิต และราคาต่อหน่วยการผลิตของคู่แข่งมีความได้เปรียบกว่าสินค้าประเภทเดียวกันที่คุณผลิต หรือไม่?  ตลาดของสินค้าที่คุณเป็นเจ้าตลาดอยู่มีการแข่งขันที่รุนแรงด้านราคา และการทดแทนกันของผลิตภัณฑ์ ใช่ หรือไม่?  นี้เป็นส่วนประกอบเล็กๆ ที่คุณจะต้องศึกษาอย่างท่องแท้ก่อนที่จะทำการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อวัตถุประสงค์เดียว “ความได้เปรียบในการแข่งขัน”

การวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนขององค์กร (SWOT Analysis)

การวิเคราะห์ SWOT Analysis เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก องค์กร เพื่อค้นหาความได้เปรียบ และ เสียเปรียบ ในการแข่งขันทางธุรกิจขององค์กร 

Strengths : จุดแข็งหรือข้อได้เปรียบ

Weakness : จุดอ่อนหรือข้อเสียเปรียบ

Opportunities : โอกาสที่จะดำเนินการได้

Threats : อุปสรรค ข้อจำกัด หรือปัจจัยคุกคามต่อการดำเนินงานขององค์กร

ประโยชน์ของการวิเคราะห์ SWOT

          วิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้แต่ละ
อย่างจะช่วยให้เข้าใจได้ว่าสิ่งที่มีผลกระทบและมีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานขององค์กร มีปัจจัยอะไรบ้าง จุดแข็งขององค์กร ในสถานการณ์ปัจจุบันยังถือว่าเป็นจุดแข็งเพียงพอที่จะใช้เป็นกลยุทธ์ในการจัดทำแผนธุรกิจได้หรือไม่?  ถ้าคุณคิดว่าสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจุดแข็งเริ่มจะไม่แข็งจริง ก็ขอให้ทำการวิเคราะห์ใหม่และหาปัจจัยอื่นๆ ที่สามารถนำมาเป็นจุดแข็งขององค์กรได้ เพื่อการบรรลุเป้าหมาย ในขณะที่จุดอ่อนขององค์กรจะเป็นคุณลักษณะภายในที่อาจจะส่งผลกระทบกระบวนการดำเนินงาน หรือ การไม่บรรลุเป้าประสงค์ขององค์กรที่เกิดจากภายในองค์กรเอง เช่น พนักงานขาดทักษะความรู้ความสามารถในการที่จะปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ทันสมัยและลดการสูญเสียลงได้  หรือ เกิดจากนโยบายของผู้บริหารไม่ชัดเจนในการกำหนดแผนกลยุทธ์ขององค์กร  ผลจากการวิเคราะห์ SWOT นี้จะใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิสัยทัศน์ การกำหนดกลยุทธ์ ขององค์กรให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาไปในทางที่เหมาะสม

ขั้นตอน / วิธีการดำเนินการวิเคราะห์ SWOT Analysis

การวิเคราะห์ SWOT จะเป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จขององค์กรกว้างๆ ด้วยการระบุจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคขององค์กร  ซึ่งการวิเคราะห์ SWOT Analysis จะมีการวิเคราะห์ที่เป็นสภาพแวดล้อมจากปัจจัยภายใน ขององค์กร และสภาพแวดล้อมจากปัจจัยภายนอกองค์กร

1. การประเมินสภาพแวดล้อมภายในองค์กร

           การประเมินสภาพแวดล้อมภายในองค์กร จะเริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ ทรัพยากรด้านบุคลากร ความสามารถในการผลิต  ความสามารถในการลดต้นทุนการผลิต  เทคโนโลยีการผลิต การยอมรับของลูกค้าต่อแบรนด์ขององค์กร  ด้วยการวิเคราะห์ในปัจจัยด้านจุดแข็งขององค์กร และด้านจุดอ่อนขององค์กร หมายถึงการพิจารณาด้านที่องค์กรเสียเปรียบต่อคู่แข่งในด้านต่างๆ เช่น กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไป หรือ กระบวนการทำงานที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน

            – จุดแข็งขององค์กร (S-Strengths) เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้นเอง ว่าปัจจัยใดภายในองค์กรที่เป็นข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นขององค์กรที่องค์กรควรน ามาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้ และควรด ารงไว้เพื่อการเสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์กร

             – จุดอ่อนขององค์กร (W-Weaknesses) เป็นการวิเคราะห์ ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในจากมุมมอง ของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้น ๆ เองว่าปัจจัยภายในองค์กรที่เป็นจุดด้อย ข้อเสียเปรียบขององค์กรที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือขจัดให้หมดไป อันจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร

               – จุดโอกาสขององค์กร (O-Opportunity) สภาพแวดลอมภายนอกที่เปนประโยชนตอการดำเนินงานของบริษัท หรืออาจหมายถึง ผลกระทบที่เกิดจากสิ่งแวดลอมภายนอกของธุรกิจที่สงผลทางดานบวกตอการดำเนินธุรกิจ ผูบริหารจะตองมีการตรวจสอบสิ่งแวดลอมภายนอกอยูเสมอเพื่อปรับปรุงกลยุทธตางๆ ใหบรรลุวัตถุประสงคที่ตั้งไว รวมทั้งตองคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอมภายนอก เชน ภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง กฎหมาย เทคโนโลยี และการแขงขันอยูเปนระยะๆ เพื่อแสวงหาประโยชนจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอมภายนอก

                – จุดอุปสรรคขององค์กร (T-Threat) หมายถึง สภาพแวดลอมภายนอกที่คุกคามหรือมีผลเสียตอการดำเนินงานของบริษัท หรืออาจหมายถึง
ผลกระทบดานลบของสภาพแวดลอมภายนอกที่มีตอการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผูบริหารจำเปนตองระมัดระวังในสิ่งที่เปนขอจำกัดของการดำเนินธุรกิจเนื่องจากเปนสิ่งที่กอใหเกิดผลเสียหายได เราไมสามารถเปลี่ยนแปลงหรือแกไขขอจำกัดหรืออุปสรรคเพื่อไมใหเกิดขึ้นได แตถาเรามีการวิเคราะหและคาดการณลวงหนาถึงอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นได เราก็จะสามารถหาทางปองกันผลเสียที่อาจเกิดขึ้นใหนอยลงไปได ตัวอยางของอุปสรรคจากภายนอก ไดแก ภัยธรรมชาติตางๆ ความแข็งแกรงของคูแขง ตนทุนทางพลังงานที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

การวิเคราะห์รูปแบบการบริหารจัดการภายในองค์กรด้วย 7’s Mckinsey

การนำแนวคิดของ 7s Mckinsey นี้มีประโยชน์มากสำหรับฝ่ายงานวางแผนงานด้านกลยุทธ์ขององค์กร เพราะหน่วยงานของท่านมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจในสไตล์การทำงาน และรูปแบบการทำงานภายในองค์กรให้ชัดเจนก่อนค่อยทำการวางแผนกลยุทธ์ให้องค์กร เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดพลาดในวัฒนธรรมองค์กรที่มีความแตกต่างกันในแต่ละหน่วยงาน

การวิเคราะห์รูปแบบการบริหารจัดการภายในด้วย 7s Mckinsey นี้เป็นการพิจารณาการวางแผนเพื่อการกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการและการประสานงานองค์ประกอบทั้ง 7 ตัวแปรให้มีความสอดคล้องกัน ซึ่งตัวแปรแต่ละตัวมีความสำคัญต่อการบริหารองค์กรตั้งแต่การกำหนดกลยุทธ์องค์กรเกี่ยวกับการพิจารณาโครงสร้างองค์กร  เป้าหมายขององค์กร  ระบบการดำเนินงาน  ทักษะที่ใช้ในการทำงาน   บุคลากร  รูปแบบพฤติกรรมของพนักงานและเป้าหมายที่ให้บริการ   โดยในระยะต่อมาได้รับการยอมรับและนำไปใช้อย่างกว้างขวาง  และในปัจจุบันได้มีการนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์องค์กรร่วมกับ SWOT Analysis เพื่อให้เกิดความแม่นยำ องค์ประกอบของ 7s Mckinsey ดังรูปภาพด้านล่าง

 

คำถามที่ใช้ตรวจสอบ 7s 

นี้เป็นเพียงบางส่วนของคำถาม ที่คุณจะต้องสำรวจเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ของคุณในแง่ของกรอบ 7s  ซึ่งคุณสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของคุณ
(จุด A) เป็นครั้งแรก  และทำการวิเคราะห์ซ้ำด้วยการนำเสนอสถานการณ์ (จุด B)
กลยุทธ์ : 
  • กลยุทธ์ของเรา คือ อะไร?
  • วิธีการของกลยุทธ์ตั้งใจที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ของเรา ทำอย่างไร?
  • เรามีวิธีการที่จะรับมือกับแรงกดดันในการแข่งขัน อย่างไร?
  • เราจะจัดการกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างไร?
  • กลยุทธ์ที่ช่วยปรับปรุงเกี่ยวกับปัญหาด้านสภาพแวดล้อม อย่างไร?
โครงสร้าง : 
  • บริษัท / ทีมงาน แบ่งออกเป็นอย่างไร?
  • ลำดับชั้นของโครงสร้างองค์กร เป็นแบบไหน?
  • หน่วยงานต่างๆ มีกิจกรรมประสานงานกันอย่างไร?
  • สมาชิกในทีมขององค์กรมีการจัดระเบียบวิธีการภายในกลุ่มอย่างไร?
  • กระบวนการตัดสินใจและการควบคุมเป็นแบบกระจายอำนาจ หรือ เป็นแบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง?  อะไรคือสิ่งที่เราควรจะต้องทำให้มันเกิดขึ้น ?
  • เส้นทางสายการติดต่อสื่อสารภายในการองค์กรเป็นอย่างไร? มีระบบหรือวิธีการที่ชัดเจนหรือไม่?
ระบบ : 
  • อะไรคือระบบหลักที่ใช้ทำงานในองค์กร มีอะไรบ้าง?  มีการพิจารณาทางการเงิน  และระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลร่วมทั้งการสื่อสารและการจัดเก็บให้เป็นระบบหรือไม่?
  • มีระบบที่จะใช้ควบคุมหรือไม่?  วิธีการที่พวกเขาจะใช้ตรวจสอบและประเมินผล เป็นอย่างไร?
  • กฎระเบียบการควบคุมภายในและกระบวนการที่ใช้เพื่อให้เกิดการติดตาม คือะไร?
ค่านิยมร่วมกัน : 
  • ค่านิยมหลักที่ยอมรับร่วมกันมีอะไรบ้าง?
  • วัฒนธรรมของทีมงาน / ของทั้งองค์กร คือ อะไร?
  • มีวิธีการอะไรที่จะทำให้ค่านิยมแข็งแกร่ง?
  • อะไร คือ ค่านิยมพื้นฐานที่ องค์กร / ทีมงาน สร้างร่วมกัน?
สไตล์ :
  • วิธีการมีส่วนร่วมในการจัดการ / ลักษณะความเป็นผู้นำคืออะไร?
  • มีวิธีการที่มีประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำของผู้บริหาร หรือไม่?
  • พนักงาน/สมาชิกในทีมของหน่วยงานภายในองค์กร มีแนวโน้มที่จะแข่งขันกันหรือไม่?
  • จะมีทีมงานที่ทำงานจริงๆ ภายในองค์กร หรือพวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยในองค์กร หรือไม่?
พนักงาน : 
  • อะไรระบุตำแหน่ง หรือความเชี่ยวชาญพิเศษสำหรับเป็นตัวแทนของทีม?
  • อะไรเป็นตัวระบุตำแหน่งที่จำเป็นขององค์กร?
  • มีช่องว่างของความต้องการด้านคุณสมบัติพนักงานที่จำเป็น หรือไม่?
ทักษะ : 
  • อะไรคือ ทักษะที่แข็งแกร่งที่แสดงทักษะความชำนาญของบริษัท และทีมงาน?
  • มีพนักงานที่ขาดทักษะความชำนาญ ประมาณเท่าใด?
  • องค์กร/ทีมงานที่รู้จักกันดีและเป็นที่ยอมรับว่าดี  คือ อะไร?
  • พนักงานในปัจจุบัน / สมาชิกในทีมมีความสามารถในการทำงาน หรือไม่?
  • ทักษะและวิธีการติดตาม ประเมินผล เป็นอย่างไร?

 

สุดท้ายนี้ขอโทษสมาชิกผู้อ่านเป็นอย่างสูง ด้วยกระผมติดภารกิจหลายอย่างมาก ทำให้ห่างหายการเขียนบทความไปนานหลายเดือน  แต่ก็จะพยามเขียนเข้ามาเรื่อยๆในช่วงเดือนเมษายน เพราะมีวันหยุดมากขึ้น  ส่วนเรื่องที่เขียนบรรยายอยู่นี้ก็จะมีการขยายความให้ชัดและกว้างขึ้นเรื่อยๆ โปรดติดตามอ่านเป็นระยะๆ

 

ขอให้ทุกๆ ท่านสงบ ร่มเย็น และพบหนทางทีดีและถูกต้อง

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

https://eiamsri.wordpress.com 

 

 

มีนาคม 25, 2014 Posted by | Financial Management | | ใส่ความเห็น

การวิเคราะห์สินเชื่อ แบบมืออาชีพ


สวัสดี ครับ

วันนี้อยากจะขอคุยเกี่ยวกับการวิเคราะห์สินเชื่อสำหรับกลุ่มเจ้าหน้าที่สินเชื่อบ้างนะครับ เปลี่ยนบรรยากาศ เพราะเราก็เคยเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อโครงการของ ธนาคารต่างประเทศ (ในเครือประเทศญี่ปุ่น) ก็มีความสนุก ปนกับความเศร้าในการทำงานจึงอยากจะแบ่งปันข้อมูลสำหรับเจ้าหน้าที่สินเชื่อรุ่นใหม่ ในสิ่งที่ควรจะรู้ ซึ่งเราจะเพิ่มความยากไปเรื่อยๆ ขอให้ติดตามบทความเกี่ยวกับสินเชื่อไปเรื่อยๆ ครับ

คุณลักษณของเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อควรจะมีความเข้าใจในกระบวนการทำงานด้านการวิเคราะห์สินเชื่อทั้งระบบของธนาคาร มีความรู้ และทักษะด้านการวิเคราะห์เครดิต และวิเคราะห์ด้านงบการเงินทั้งในแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีความรู้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน หรือประเภทธุรกิจของลูกค้าสินเชื่อ นอกจากนี้ควรจะมีหัวใจของการให้บริการแก่ลูกค้าสินเชื่อทุกราย ด้วยการให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าสินเชื่อในระดับที่สามารถดำเนินการได้เพื่อให้เกิดความมั่นใจของลูกค้าสินเชื่อ

ทักษะด้านการบริหารความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเจ้าหน้าที่สินเชื่อส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับ Credit Risk Management ในระดับที่น้อย ทำให้ไม่สามารถนำความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงสินเชื่อไปประยุกต์ใช้ในการพิจารณาสินเชื่อได้ ทำให้การประเมินความเสี่ยงโครงการสินเชื่อ บกพร่อง หรือศูนย์เสียลูกค้าชั้นดีให้กับธนาคารคู่แข่งไป เพราะการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสินเชื่อจำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์อุตสาหกรรม  การคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเสี่ยง หรือ ธุรกิจที่มีความเสี่ยง  นอกจากนี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องสามารถหาแนวทางป้องกัน หรือ บรรเทาความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและกระทบต่อกลุ่มลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร และ ตัวธุรกิจของธนาคารเองจนทำให้เกิดเป็น NPL ได้ (ซึ่งเราจะขออธิบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสินเชื่อในคราวต่อไป โปรดติดตาม)

บทบาทของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ (แบบมืออาชีพ)

โดยทั่วไปนักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อ มีความเป็นมืออาชีพในด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและมีความสามารถในการประเมินศักยภาพของผู้กู้ เกี่ยวกับภาระหนี้สินและความสามารถในการจ่ายชำระคืนเงินกู้ ซึ่งปกติแล้ว นักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อจะตรวจสอบประวัติทางการเงินโดยรวมของผู้กู้ผ่านทางเครดิตบูโร และประวัติการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารของผู้กู้  นอกจากนี้ถ้าผู้กู้มีธุรกิจส่วนตัวก็จำเป็นจะต้องมีการเปรียบเทียบ ประวัติ ศักยภาพด้านธุรกิจ ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ฐานะของผู้กู้ กับกลุ่มมาตรฐานของผู้กู้ที่เป็นมาตรฐานกลางของธนาคาร เช่น ธนาคารฯ อาจจะมีการจัดทำประวัติมาตรฐานของกลุ่มผู้กู้และมีการวัดผลคะแนนประวัติของผู้กู้ไว้ด้วย โดยการทำ Credit Scoring for Retail Loan Program ซึ่งจะทำให้นักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อเพียงกรอกประวัติส่วนตัว รายได้ โปรแกรมก็จะทำการประมวลผลคะแนน Credit Scoring ของผู้กู้รายนั้นๆ ว่าผ่านมาตรฐานของธนาคารฯ หรือไม่?  ทำให้การพิจารณาสินเชื่อทำได้อย่างรวดเร็วและคัดกรองผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาออกไป โดยปกติแล้วการกำหนดคะแนนของ Credit Scoring จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ 1) ไม่ผ่านการพิจารณา  2) มีความระมัดระวัง (ผ่านแต่มีความเสี่ยง)   3) ผ่านการอนุมัติ (ไม่มีปัญหา)  เป็นต้น (จะขอเล่าเรื่องนี้อย่างละเอียดในคราวต่อๆ ไป)

มาตรฐานและความรับผิดชอบ 

หนึ่งในหน้าที่หลักของ นักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อ คือ การเตรียมการประเมินความเสี่ยง เพื่อวัตถุประสงค์ ในการให้กู้ยืมเงิน และการประเมินความเสี่ยงในส่วนของผู้กู้ และกำหนดระดับความเสี่ยงและความน่าเชื่อถือของผู้กู้  นักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อที่ดีจะต้องให้ความรู้ในส่วนที่ผู้กู้ไม่มีหรือขาดความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้กู้ และพัฒนาศักยภาพของผู้กู้ให้เป็นผู้กู้ที่ดี มีศักยภาพ และนำเสนอวิธีการป้องกันความเสี่ยงด้านการเงินด้วยการนำเสนอธุรกรรมทางการเงิน ที่มีเพื่อใช้ลดความเสี่ยงทางการเงินของผู้กู้ในอนาคต เช่น การซื้อประกันภัย หรือ ประกันชีวิตของผู้กู้  เป็นต้น

การตั้งคำถามสำหรับใช้ในการประเมินสินเชื่อ 

นักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ติดตามบทความเชิงวิเคราะห์ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ที่บริษัทหลักทรัพย์ฯ ต่างๆ จัดทำการวิเคราะห์ไว้ เพื่อนำความรู้ที่ได้มีการสะสมมาใช้ในการศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจของผู้กู้  และเพื่อให้เกิดการมีปฎิสัมพันธ์ที่ดี ในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะธุรกิจของผู้กู้ ซึ่งการตั้งคำถามสัมภาษณ์ควรถามเกี่ยวกับประสบการณ์ทางธุรกิจก่อนหน้านี้ และมองไปที่เป้าหมายเชิงบวกด้านกลยุทธ์บนพื้นฐานของสถานการณ์ เช่น กรุณาอธิบายเกี่ยวกับเป้าหมายขององค์กรในอานาคต ระยะ 1-3 ปี ?  กลยุทธ์ของบริษัทคุณที่คิดว่าดีที่สุดเหนือกว่าคู่แข่ง และเป็นการตอบสนองความต้องการลูกค้าของคุณได้ถูกต้อง?  อะไรเป็นสิ่งสำคัญหรือปัจจัยผลักดันให้คุณบรรลุตามเป้าหมายทางธุรกิจในครั้งนี้?

การตั้งคำถามด้านเทคโนโลยี 

หลายๆ โครงการที่นักวิเคราะห์เครดิตด้านสินเชื่อยังขาดทักษะความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของผู้กู้ คุณจำเป็นจะต้องสอบถามว่า “องค์ประกอบด้านเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งที่สุดของบริษัทคุณ คือ?  การนำเทคโนโลยีมาช่วยในด้านการผลิตหรือการให้บริการ ในส่วนใดบ้าง?  การพัฒนาเทคโนโลยีและการบำรุงรักษาใครเป็นผู้ดูแล ? เป็นต้น

ส่วนของวันนี้ เราอยากจะนำเสนอภาพรวมในเบื้องต้นแค่นี้ก่อน แล้วจะนำประเด็นต่างๆ และข้อควรระมัดระวังมานำเสนอให้ทุกๆ ท่านได้อ่านกันอีกครั้งในคราวต่อไป

ขอแสดงความนับถือ และขอให้มีความสุข

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com 

พฤศจิกายน 2, 2013 Posted by | Financial Management | | 2 ความเห็น

การกำหนดวงเงินสินเชื่อสำหรับลูกค้าสินเชื่อแต่ละราย


สวัสดี ครับ

วันนี้อยากจะคุยกันเรื่องการพิจารณาสินเชื่อบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่หลายคนสนใจอยากรู้ว่า มีเทคนิคในการวิเคราะห์อย่างไร ซึ่งเราก็เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อเก่าของธนาคารต่างประเทศ ที่ตั้งสาขาในประเทศไทย ก็เลยอยากจะขอแลกเปลี่ยนความเห็นกลับทุกๆ ท่าน  และหวังว่าบทความที่เขียนเกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่สินเชื่อครั้งนี้จะมีประโยชน์สำหรับบางท่าน

การกำหนดวงเงินสินเชื่อเท่าใดสำหรับลูกค้าแต่ละราย

การวิเคราะห์ข้อมูลจำเป็นจะต้องพิจารณาประเด็นหลัก 2 ด้าน ด้านแรกปริมาณวงเงินสินเชื่อที่ลูกค้าต้องการ?  ด้านที่สอง รายได้หลักของลูกค้าของคุณที่สามารถชำระหนี้ได้?  ส่วนที่เหลือก็เป็นเทคนิคในการวิเคราะห์ข้อมูลและสอบถามข้อมูลจากลูกค้าสินเชื่อ เช่น ประวัติเครดิตของลูกค้าจากข้อมูลเครดิตบูโร  ประวัติการทำงานและการจ้างงานของบริษัทหรือหน่วยงานที่ลูกค้าทำงานประจำ  ภาระหนี้สินทั้งหมดของลูกค้า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะต้องสอบถามในเบื้องต้น

กระบวนการคัดกรองคุณสมบัติของลูกค้าสินเชื่อ 

เจ้าหน้าที่สินเชื่อ จำเป็นจะต้องขอข้อมูลจากลูกค้าเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ ประกอบด้วย

  1. เอกสารสัญญาจ้างการทำงาน หรือใบสลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน
  2. รายละเอียดหน้าที่การทำงานของลูกค้า (Job Description)
  3. เอกสารเครดิตบูโร ของลูกค้า
  4. ภาระหนี้สินที่ผ่อนชำระประจำเดือน เทียบกับรายได้ทั้งหมด เพื่อหารายได้สุทธิต่อเดือน
  5. ลักษณะของหลักทรัพย์ หรือ สินทรัพย์ที่ลูกค้าต้องการจะซื้อ หรือวัตถุประสงค์การใช้วงเงิน
  6. สอบถามเกี่ยวกับเป้าหมายของการการใช้เงิน และการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ขอกู้ได้หรือไม่
  7. สินทรัพย์ที่ขอกู้มีสถาพคล่องเป็นอย่างไร ถ้าจำเป็นจะต้องยึดและจำหน่ายต่อไป
  8. สอบถามเกี่ยวกับการกู้เงินกับธนาคารแห่งอื่นๆ ของลูกค้าสินเชื่อว่าเคยกู้ที่ไหนบ้างหรือไม่ ระยะเวลาขอกู้กี่ปี ผ่อนเดือนละเท่าใด เป็นต้น

กระบวนการประเมินมูลค่าเบื้องต้นสินทรัพย์ของลูกค้าสินเชื่อ

เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ที่ดีจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ของลูกค้าสินเชื่อเบื้องต้นได้ เพราะมีหลักสูตรการประเมินสินทรัพย์ที่เปิดสอนอยู่หลายที่ นอกจากนี้ก็ยังมีหลายเว็บไซต์ที่สอนการประเมินหลักทรัพย์ หรือ สินทรัพย์เบื้องต้น จะบอกว่าไม่รู้  ไม่ใช่หน้าที่  (เด๋วส่วนงานประเมินมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีอะไรทำ) อย่าได้คิดอย่างนั้น  ซึ่งเราจะของเล่าเรื่องกระบวนการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เบื้องต้น เช่น ห้องของอาคารชุด  พื้นที่สำนักงาน  บ้านเดี่ยว  เครื่องจักร เป็นต้น ในคราวหน้านะครับ โปรดติดตามไปเรื่อยๆ

กระบวนการสร้างงบการเงินประมาณการล่วงหน้า สำหรับลูกค้าสินเชื่อ 

เจ้าหน้าที่สินเชื่อ บางท่านจำเป็นจะต้องมีการจัดทำงบประมาณการล่วงหน้าสำหรับลูกค้าสินเชื่อ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือว่าลูกค้ามีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้คืนให้ธนาคารได้ครบตามกำหนดเวลา เพราะเป้าหมายหลักของธนาคารฯ ต้องการเงินต้นและดอกเบี้ยคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด  เราเชื่อว่าทุกๆ ท่านก็ทราบ แต่ส่วนที่ยากมันอยู่ที่จะทำการสร้างงบการเงินประมาณการล่วงหน้าสำหรับลูกค้าสินเชื่อนั้นมันยาก ถ้าเจ้าหน้าที่สินเชื่อจะต้องทำเองแบบ 100% บนตาราง Excel  ซึ่งส่วนนี้เราก็จะทำการอธิบายหลักการคิดเบื้องต้นให้นะครับ โปรดติดตามในบล็อกนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ถ้าธนาคารใดๆ มีการพัฒนาระบบวิเคราะห์สินเชื่อรายย่อยในลักษณะ Web Based ก็จะง่ายในการวิเคราะห์สินเชื่อให้มีระยะเวลาสั้นลง โดยเฉพาะลูกค้าสินเชื่อที่เป็น SMEs เป็นกลุ่มที่ต้องการวงเงินสินเชื่อสูง และมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน  ดังนั้น เราก็ขอให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อทุกๆ ท่าน จำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าในรูปแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ในขั้นตอน “กระบวนการคัดกรองคุณสมบัติของลูกค้าสินเชื่อ”  ให้ได้ครบตามนี้

สุดท้ายนี้ เราก็ขออธิบายเกี่ยวกับการวิเคราะห์สินเชื่อสำหรับเจ้าหน้าที่สินเชื่อในระดับเบื้องต้นเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วจะหาเวลามาเล่าให้ฟังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข สมหวังในสิ่งที่ถูกต้อง เถิดสาธุ

 

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

https://eiamsri.wordpress.com 

 

ตุลาคม 3, 2013 Posted by | Financial Management | | ใส่ความเห็น

เทคนิคที่ใช้สำหรับการคาดการณ์ทางการเงิน


สวัสดีเช้าวันเสาร์ ครับ

วันนี้อยากจะคุยกันเรื่องเทคนิคที่ใช้สำหรับการคาดการณ์ทางการเงิน สำหรับนักการเงินรุ่นเยาว ที่ยังขาดทักษะประสบการณ์ และผู้ที่สนใจ นักการเงินเข้ามีวิธีการที่ใช้ในการพยากรณ์ทางการเงินอย่างไรบ้าง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะตอนที่จบใหม่ๆ อยากได้เทคนิคเหล่านี้มาก กว่าจได้มาต้องแลกทั้งน้ำตา และเหงื่อเลยครับ  แต่สมัยนี้ดีมาก มีอาจารย์ Google ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ

องคกรธุรกิจและนักการเงินสามารถตัดสินใจที่จะใช้เทคนิคการพยากรณ์ทางการเงินเพื่อช่วยในการกำหนดความต้องการในอนาคตของ บริษัท แต่ละเทคนิคสามารถนำเสนอจุดแข็งที่แตกต่างกัน หรือจุดอ่อน  ขึ้นอยู่กับผลที่ต้องการของนักการเงินผู้ที่ทำการพยากรณ์การเงินในเวลานั้น เช่น ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการคาดการณ์อาจจะเลือกเทคนิค “เดลฟาย” แต่องค์กรอาจจะอยากได้ตัวเลขที่ชัดเจนมากขึ้นด้วยวิธี “ค่าเฉลี่ยของการคาดการณ์ทางการเงิน”  เป็นต้น

เทคนิคการพยากรณ์ทางการเงิน

การพยากรณ์แบบ Delphi

เป็นการพยากรณ์แบบขึ้นอยู่กับผลของแบบสอบถามที่ส่งไปยังผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่ม แต่ละแผนก ที่ไม่มีการระบุชื่อผู้ตอบ และการส่งแบบสอบถามจะมีการส่งแบบหลายรอบ ครั้งที่ 1 ถามเรื่องยอดขาย  ครั้งที่ 2 ถามเรื่องต้นทุน  ครั้งที่ 3 ถามเรื่องการตลาด และผู้เชี่ยวชาญในแต่ละกลุ่ม หรือ แผนก สามารถเปลี่ยนประโยคคำถามที่เหมาะสมกับตนเองได้ แล้วตอบกลับมา  เมื่อได้รับชุดของคำถามครบทุกกลุ่มแล้วค่อยนำมาวิเคราะห์และวิจารณ์โดยผู้เชี่ยวชาญทางการเงินอีกที

เปอร์เซ็นของการขาย

ร้อยละของวิธีการขายเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างง่ายสำหรับการคาดการณ์ทางการเงิน เพราะคุณเพียงแค่ใช้ตัวเลขจากยอดขายจากปีที่ผ่านมา แล้วใช้ค่าเฉลี่ยอัตราการเติบโตขององค์กรในอดีต มาคาดการณตัวเลขยอดขายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การพยากรณ์อัตราการเติบโตของยอดขายก็ให้เกินกว่าค่า Mean ในอดีต  ตราบใดที่ยอดขายในอดีตยังเติบโตในลักษณะคงที่และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  สมมติฐานเป็นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดร้อยละอัตราการเติบโตของยอดขายที่มีประสิทธิภาพของการจัดการและการพยากรณ์ของเจ้าของบริษัท  ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการพิจารณาศักยภาพในการผลิต มูลค่าตลาด  ส่วนแบ่งทางการตลาด พฤติกรรมลูกค้าประกอบด้วยทุกครั้ง ฯลฯ เพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้น

การพยากรณ์แบบ Moving Avergage

การพยากรณ์ด้วยการใช้ Moving Average เป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขทางการเงินตามช่วงเวลา ดังนั้นการพยากรณ์ทั้งหมดจะต้องขึ้นอยู่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตามช่วงเวลาของการผลิต และปริมาณยอดขายในอดีต  ซึ่งอาจจะมีผลรวมเพิ่มขึ้นหรือลดลง เป็นเครื่องมือที่ดีแต่มีความยุ่งยากพอสมควร และผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ Moving Average พอสมควร สามารถค้นคว้าต่อได้จาก Youtube  พิมพ์คำว่า “moving average excel” ก็จะปรากฎเทคนิคการสร้างให้ทุกๆ ท่านได้เข้าใจและลองปฎิบัติ

การพยากรณ์การสำรวจความต้องการของผู้บริโภคในกลุ่มสมาชิกบริษัทและทั่วไป

การคาดการณ์ทางการเงินไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ หนี้สิน และกำไรของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการคาดการณ์สำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย ด้วยการพิจารณาปริมาณความต้องการสินค้าของผู้บริโภค การแข่งขันในตลาด  เป้าหมาของธุรกิจ อัตราการเติบโตด้านยอดขายของผลิตภัณฑ์  กลยุทธ์ทางการตลาด การส่งเสริมการขาย ฯลฯ มาประกอบการพยากรณ์ทางการเงิน

ความเห็นผู้เชียน

การพยากรณ์ทางการเงิน ที่เรานิยมปฎิบัติก็คือการผสมกันระหว่าง Moving Average กับ เปอร์เซ็นของการขาย และเปรียบเทียบกับพฤติกรรมแนวโน้มของอุตสาหกรรม ฟังดูแล้วเหมือนจะยาก จริงๆๆ แล้วก็ “ยากนั้นแหละ”  เพราะการพยากรณ์นั้นจำเป็นจะต้องมีการสัมภาษณ์หน่วยงานด้านการตลาด เกี่ยวกับเป้าในการขาย  สัมภาษณ์ฝ่ายผลิตสามารถผลิตได้จริงตามที่ฝ่ายตลาดต้องการหรือไม่  ฝ่ายการเงินมีเงินสด สภาพคล่องเพียงพอกับการซื้อวัตถุดิบต่างๆ และการจัดส่งสินค้าค้าหรือไม่   สัมภาษณ์ผู้บริหารเกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจในอนาคต  ตรวจสอบพฤติกรรมการก่อหนี้สิน  ต้นทุนดอกเบี้ย งบกระแสเงินสด  ระยะเวลาการให้เดรดิตแก่ลูกค้า  ระยะเวลาการชำระหนี้  พูดง่ายๆ จะต้องนำอัตราส่วนทางการเงินมาวิเคราะห์ประกอบด้วยทุกครั้งก่อนการพยากรณ์ทางการเงิน เพราะอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทจะเป็นการบอกนิสัย พฤติกรรมทางการเงินของบริษัท และผู้บริหารได้เป็นอย่างดี ขณะที่งบกระแสเงินสดจะบอกว่าความฝันของธุรกิจะเป็นจริงได้หรือไม่

เราก็ไม่อยากให้เครียดกันมาก ขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วจะมาเล่าเรื่องเทคนิคแต่ละวิธีการอีกครั้ง เรื่องนี้ต้องเล่ากันยาวหลายตอนครับ

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขในวันหยุดนี้ครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com

กันยายน 14, 2013 Posted by | Financial Management | ใส่ความเห็น

พื้นฐานของการเขียนรายงานวิเคราะห์ทางการเงิน : The Basics of a Financial Analysis Report


สวัสดี ครับ

วันนี้อยากจะคุยเรื่องการวิเคราะห์การเงินแต่ก็ไม่อยากจะอธิบายเรื่องยากๆ ในตอนนี้ก็เลยคิดว่าน่าจะอธิบายเกี่ยวกับวิธีการเขียนรายงานการวิเคราะห์ด้านการเงิน เพราะเชื่อว่าหลายท่านยังไม่มีตัวอย่างในใจ หรือ ยังไม่ทราบว่าจะเขียนเริ่มต้นอย่างไร ก็ขออธิบายแนวทางการวิเคราะห์และเขียนตามแนวทางด้านล่างนี้นะครับ

กระบวนการวิเคราะห์ด้านการเงินเพื่อจะนำมาเขียนในรายงานนั้น มีรูปแบบที่ชัดเจนและมีขั้นตอนที่ค่อนข้างจะตายตัว ซึ่งคุณจำเป็นจะต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ในรายงานของคุณ

ภาพรวมของบริษัท/องค์กร

รายงานการวิเคราะห์ด้านการเงินควรที่จะเริ่มต้นด้วยคำอธิบายเกี่ยวกับบริษัท/องค์กร เพื่อช่วยให้นักลงทุนหรือผู้ที่สนใจเข้าใจในลักษณะธุรกิจ และอุตสาหกรรมของบริษัทคุณ ซึ่งคุณมีความจำเป็นที่จะต้องเขียนให้อ่านแล้วมีความน่าสนใจ ด้วยการนำจุดเด่นๆ ของบริษัทที่มีอยู่มาอธิบายและขยายความว่า บริษัทของคุณมีจุดเด่นอะไรบ้างที่เหนือกว่าคู่แข่ง หรือ มีจุดเด่นอะไรที่ทำให้กลุ่มลูกค้าในตลาดยอมรับธุรกิจของคุณ  แต่ทั้งหมดที่คุณเขียนจำเป็นจะต้องสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเลขทางการเงิน  หรืออธิบายเกี่ยวกับภาพรวมค่าใช้จ่าย  และผลการดำเนินงานที่มีกำไร แต่ถ้าบริษัทของคุณเพิ่งจะเริ่มก่อตั้งกิจการและประสบปัญหาขาดทุนในระยะแรกๆ คุณจะต้องอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน และจะต้องพยากรณ์ให้ได้ว่าจะกำไรเมื่อไหร่ ด้วยเหตุผลอะไร? มีรายงานภาวะอุตสาหกรรมจากสถาบันชั้นนำมารองรับความเห็นหรือเหตุผลในความคิดของคุณหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องนำมาอ้างอิงประกอบด้วยเสมอๆ

นอกจากนีคุณควรจะอธิบายปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัท ด้วยการนำรูปแบบการวิเคราะห์ของ “Michael Porter: The Porters Five Forces Mode” เพื่อให้นักลงทุนและผู้ที่สนใจ เข้าใจสถานะของบริษัทคุณในปัจจุบัน (คุณสามารถหาอ่าน The Porters Five Forces Mode ได้จากในบล็อกนี้ครับ )  ซึ่งนักลงทุนมักจะสนใจเกี่ยวกับภัยคุกคามสำหรับผู้ที่เข้ามาใหม่ในตลาด หรือ การมีผลิตภัณฑ์ทดแทนผลิตภัณฑ์ของคุณหรือไม่?  ความสำคัญของซัพพลายเออร์สามารถมีอิทธิพลต่อบริษัทคุณ  รวมทั้งการแข่งขันที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ประเด็นการลงทุน

แรงจูงใจที่จะทำให้นักลงทุนพิจารณาว่าทำไม? จะต้องลงทุนในบริษัทคุณ    ดังนั้นในรายงานจำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์ส่วนที่เกี่ยวกับภาพรวมของบริษัท ตำแหน่งทางการตลาดและเปรียบเทียบกับคู่แข่ง  ซึ่งควรจะมีการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งทางบวกและทางลบ  ในรายงานส่วนนี้คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องบรรยายผลงานวิจัยต่างๆ หรือ ผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น การขยายตัวของบริษัท แนวโน้มการเจริญเติบโตของกำไร  สภาพคล่องทางเงินสด  ระดับหนี้สินต่อทุน  ผลการดำเนินงานด้านการเงินของบริษัท เปรียบเทียบกับคู่แข่งที่สำคัญๆ และภาพรวมผลตอบแทนของตลาดโดยเฉลี่ย  (คุณอาจจะเทียบกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล หรือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์)  สิ่งที่คุณลืมไม่ได้จำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินประกอบด้วยเสมอๆ ซึ่งคุณอาจจะใช้รูปแบบการนำเสนอแบบ DuPont ที่แตกผลการวิเคราะห์ของ ROE ออกเป็นส่วนๆ ที่เชื่อมต่อกัน

องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด คือ การวิเคราะห์แนวโน้มผลการดำเนินงานในอดีตที่ผ่านมา และทำผลการวิเคราะห์ในอดีตมาเป็นปัจจัยในการทำประมาณการในอนาคต ร่วมกับแนวทางการลงทุนเพิ่มเติม หรือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จในแต่ละปี หรือสรุปผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เป็นต้น

การประเมินค่า

การที่คุณจะพยากรณ์ หรือประมาณการงบการเงินล่วงหน้านั้นคุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการศึกษาข้อมูลตัวเลขในอดีต  แผนการลงทุนในอนาคต  ปริมาณความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับ Hi-End หรือที่มีคำสั่งซื้อสูงๆ   ราคาขายของวัตถุดิบและความมีอิทธิพลของซัพพลายเออร์ที่มีต่อธุรกิจคุณ ความอ่อนไหวของราคาวัตถุดิบ  การแข่งขันของคู่แข่งในตลาด  ส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทคุณ  การมีสินค้าทดแทนผลิตภัณฑ์ของคุณหรือไม่  การขยายตัวของลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาด  ต้นทุนการผลิตและการจัดจำหน่าย  เทคโนโลยีการผลิตที่มีอยู่  แนวโน้มพฤติกรรมของลูกค้าในอนาคต สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทคุณ  เป็นต้น

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าหรือมูลค่าของธุรกิจคุณในปัจจุบัน  เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในการวิเคราะห์งบการเงิน หรือ ผลการดำเนินงานของบริษัท และจะต้องมีตัวเลขที่สามารถพิสูจน์ได้ ยืนยันควาน่าเชื่อถือได้ มาประกอบการเขียนในรายงานการวิเคราะห์ด้านการเงินของคุณ  ซึ่งคุณอาจจะทำการวิเคราะห์การลงทุนของบริษัทด้วยเครื่องมือทางการเงิน Evaluation Investment Model ทีคำนวณผ่าน Excel ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดเยอะมากจาก Google ซึ่งเราก็เห็นด้วยอย่างมากที่จะต้องนำมาวิเคราะห์ประกอบการเขียนรายงาน  ซึ่งการวิเคราะห์แบบ Evaluation Investment Model นี้คงจะต้องมีการอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งในอนาคตครับ (เรื่องนี้ยาก และยาวมาก)

หลายท่านสงสัย ถ้าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะนำหลักการวิเคราะห์ค่า P/E มาใช้ได้ไหม ก็ตอบว่าได้ครับ และก็มีหลายโบรกเกอร์ที่เขาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ครับ สามารถนำมาเป็นแนวทางในการวิเคราะห์ได้ครับ

ความเสี่ยงที่สำคัญ

ในส่วนนี้จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงของบริษัทฯ ในรูปแบบด้านการลงทุน  หรือ การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการภายในบริษัท  ซึ่งทั้ง 2 ความเสี่ยงที่ยกตัวอย่างมานี้จะมีแนวทางการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่แตกต่างกันอย่างมาก อาทิ

การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการลงทุน : คุณจำเป็นจะต้องวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงิน ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน  ภาพรวมทางธุรกิจ และการแข่งขันในตลาด  การแข่งขันด้านราคา  เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต  ต้นทุนการผลิตที่เปรียบเทียบกับของคู่แข่ง  ส่วนแบ่งทางการตลาด  อัตราการเติบโตเฉลี่ยในอดีต ฤดูกาลมีผลต่อวัตถุดิบหลักหรือปริมาณการขายผลิตภัณฑ์หรือไม่ ฯลฯ  ทั้งหมดเหล่านี้จะเป็นตัวแปรที่คุณจะต้องทำการศึกษาและวิเคราะห์ความเสี่ยงในแง่มุมต่างๆ ให้ชัดเจน

การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการภายในบริษัท : คุณจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านการบริหารจัดการ (ถ้าคุณเป็นบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลาง) หรือเตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพราะคุณจะต้องมีหน่วยงานที่จะคอยติดตามกฎหมาย  ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่หน่วยงานภาครัฐจะออกมาควบคุม  มาตรการต่างๆ ของคู่ค้าในต่างประเทศที่จะออกกฎหมาย  มาตรการ หรือข้อบังคับต่างๆ ที่มีผลกระทบเชิงลบต่อหน่วยงานคุณ   นอกจากนี้คุณจะต้องมีหน่วยงานที่คอยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจ หรือไม่พอใจของพนักงานภายในบริษัท ถ้าคุณเป็นโรงงานที่ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากจำเป็นจะต้องมีการศึกษาพฤติกรรมและแนวโน้มความพึงพอใจไม่พอใจของพนักงานประกอบด้วย

นอกจากนี้ทีมงานที่ดูแลด้านการบริหารความเสี่ยงจะต้องเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ที่จะช่วยในการนำคำสั่งหรือรูปแบบการปฎิบัติงานไปสู่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับฝ่ายบริหาร  และเป็นที่ปรึกษาในการวางแผนลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในการปฎิบัติงาน หรือ กระบวนการผลิตของบริษัทฯ (ห้ามจ้างมานั่ง แล้วบอกว่า “ถูกครับนาย  ใช่ครับท่าน  เห็นด้วยครับพี่”)

ข้อควรพิจารณาอื่นๆ 

ข้อมูลข้างต้นสามารถพิสูจน์ได้เพียงพอระดับหนึ่งสำหรัการวิเคราะห์ด้านการเงินสำหรับเขียนในรายงานทางการเงิน  แต่คุณอาจจะมีการอธิบายเพิ่มเติมในส่วนของการภาพรวมด้านทิศทางแนวโน้มของอุตสาหกรรมในอนาคต จากเอกสารการวิเคราะห์ภาพรวมอุตสาหกรรมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มาใช้ในการอ้างอิงอนาคตของอุตสาหกรรมที่คุณได้ดำเนินการอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเขียนแนวสร้างสรรค์ให้กับบริษัท

สรุปความน่าสนใจในภาพรวม

ส่วนนี้คุณอาจจะทำการวิเคราะห์และสรุปภาพรวมของบริษัทด้านผลการดำเนินงาน อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน เป้าหมายการลงทุนในอานาคต  ส่วนแบ่งทางการตลาด อัตราการเจริญเติบโต  คุณจะต้องบอกจุดเด่นที่น่าสนใจในบริษัทของคุณ และต้องย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของบริษัทคุณว่าเป็นที่ต้องการของตลาด และมีมูลค่าสูงกำลังเจริญเติบโต สามารถขยายตัวได้อีกในอนาคต เป็นต้น

 

สุดท้ายนี้ ก็หวังเป็นอย่างสูงว่าทุกๆ ท่านจะสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงานวิเคราะห์ทางการเงิน เพื่อใช้ในการติดต่อสถาบันการเงิน นำเสนอผู้บริหาร ให้นักลงทุนที่สนใจรับทราบเกี่ยวกับบริษัท  ในกรณีที่ท่านต้องการข้อมูลหรือมีความเห็นประการใด ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ คุณเอกกมล  เอี่ยมศรี อีเมล์ info@interfinn.com หรือ interfinn@gmail.com  ได้ครับ

 

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขสดชื่่นทุกวันนะครับ

 

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com 

 

พฤษภาคม 7, 2013 Posted by | Financial Management | ใส่ความเห็น

การเขียนแผนทางการเงินในแผนธุรกิจ : The Financial Plan Section of the Business Plan


สวัสดี ครับ

วันนี้ เราอยากจะคุยกันเรื่องของการเขียนแผนธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องด้านการเงิน เพื่อให้หลายๆ ท่าน เข้าใจเกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนการเขียนให้มีความถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปพัฒนาหน่วยงานของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การเขียนแผนธุรกิจในส่วนของการเขียนแผนทางการเงิน เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในแผนธุรกิจ เพราะการเขียนแผนธุรกิจทุกประเภทจำเป็นจะต้องมีการระบุผลกำไร  ยอดรายได้  ค่าใช้จ่ายต่างๆ ฯลฯ สุดท้ายจะบอกเราได้ว่าควรทำธุรกิจนี้หรือไม่  ซึ่งโดยปกติแล้วการเขียนแผนทางการเงิน ประกอบด้วย งบกำไรขาดทุน  งบดุล  และ งบกระแสเงินสด และคำอธิบายที่มาของงบการเงินทั้ง 3 งบหลักนี้

การเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีการคิดค่าใช้จ่ายธุรกิจของคุณ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นขึ้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของธุรกิจคุณ

การวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการทำธุรกิจของคุณ และการทำงานเริ่มต้นธุรกิจ จะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นประกอบด้วย :-

  • ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนธุรกิจ 
  • การขอออกใบอนุญาต หรือ ใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจเฉพาะ
  • เริ่มต้นสินค้าคงคลัง
  • เงินมัดจำค่าเช่าพื้นที่สำนักงานของตน
  • การวางเงินดาวน์ ในการซื้ออาคารสถานที่ประกอบธุรกิจ
  • การลงทุนในอุปกรณ์ เครื่องใช้ในการ ดำเนินธุรกิจ
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นการดำเนินงานในส่วนของค่าใช้จ่ายของการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจของคุณ  การคิดสิ่งที่คุณกำลังดำเนินการต้องจ่ายในแต่ละเดือน อาจรวมถึงสิ่งเหล่านี้ :-

  • เงินเดือน (เงินเดือนของคุณเอง และเงินเดือนพนักงาน)
  • ค่าใช้จ่ายด้านค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าสาธารณูปโภค
  • ค่าโทรศัพท์ และ อินเตอร์เน็ต
  • ค่าสั่งซื้อวัสดุสิ้นเปลืองในสำนักงาน
  • ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด และการส่งเสริมการจำหน่าย
  • ค่าใช้จ่ายในการชำระคืนเงินกู้
  • ค่าสั่งซื้ออุปกรณ์สำนักงาน
  •  ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์สำนักงาน 

สิ่งเหล่านี้เป็นรายการบางส่วนที่คุณ จะต้องจ่ายเป็นรายเดือนเพื่อใช้ดำเนินงานประกอบธุรกิจ  ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของคุณจะแสดงให้คุณเห็นค่าใช้จ่ายที่จะทำให้เงินสดของคุณในแต่ละเดือนที่คุณจำเป็นจะต้องเตรียมสำรองไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนทุกครั้ง และคุณจำเป็นจะต้องคิดรายการค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจะต้องจ่ายรายเดือนออกมาให้มากที่สุด

นอกจากนี้คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนค่าใช้จ่ายประจำเดือนนี้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน และจัดทำ Cash Flow Projection หรือ งบประมาณเงินสดล่วงหน้า 6 เดือนเพื่อที่จะได้ทราบว่าเดือนใดบ้างที่บริษัท หรือ องค์กร ขาดเงินสด หรือ ติดลบ และมียอดเงินสดติดลบอยู่เท่าใด  จะหาเงินส่วนที่ขาดจากที่ใด

ตัวอย่าง : 

งบประมาณเงินสดอย่างง่าย ดังนี้

 รายวัน           15วัน                เดือน              ไตรมาส                  ปี 

เงินสดรับ                                                                     XX,XXX           XX,XXX              XX,XXX               XX,XXX                 XX,XXX
(หัก) เงินสดจ่าย                                                           (x,xxx)              (x,xxx)                (x,xxx)                  (x,xxx)                    (x,xxx)

เงินสดสุทธิ                                                 XX,XXX            XX,XXX              XX,XXX               XX,XXX                 XX,XXX
(บวก) เงินสดต้นงวด                                                    x,xxx                x,xxx                    x,xxx                      x,xxx                       x,xxx
(หัก)   เงินสดคงเหลือขั้นต่ำ                                     (x,xxx)              (x,xxx)                 (x,xxx)                  (x,xxx)                   (x,xxx)

เงินสดที่ต้องจัดหา                                     XX,XXX             XX,XXX              XX,XXX               XX,XXX                 XX,XXX

เงินสดคงเหลือ (ส่วนขาด)                                  XX,XXX          (XX,XXX)             (XX,XXX)            XX,XXX                 XX,XXX

ที่มา : http://www.arip.co.th/businessnews.php?id=410190

ตัวอย่าง : 

การทำงบประมาณเงินสดรายเดือน

บริษัท xxxx จำกัด 

งบประมาณเงินสดรายเดือน (บาท)

สำหรับงวด 1 ปี สิ้นสุดวันที่ 31 xx xxxx

เดือนที่ 1         เดือนที่ 2      เดือนที่ 3        เดือนที่ 4       เดือนที่ 5        เดือนที่ 6       เดือนที่ 7

เงินสดรับ

จำหน่ายสินค้าเป็นเงินสด          xx,xxx            xx,xxx      xx,xxx          xx,xxx          xx,xxx          xx,xxx         xx,xxx
จำหน่ายสินค้าเป็นเงินเชื่อ           x,xxx               x,xxx        x,xxx             x,xxx             x,xxx             x,xxx           x,xxx

รวมเงินสดรับ                                            xx,xxx            xx,xxx      xx,xxx          xx,xxx          xx,xxx          xx,xxx         xx,xxx

เงินสดจ่าย

ซื้อสินค้าเป็นเงินสด                   xx,xxx               xx,xxx       xx,xxx        xx,xxx         xx,xxx           xx,xxx          xx,xxx
ซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ                  xx,xxx               xx,xxx       xx,xxx        xx,xxx         xx,xxx           xx,xxx          xx,xxx

รวมเงินสดจ่าย                                      (xx,xxx)            (xx,xxx)    (xx,xxx)      (xx,xxx)      (xx,xxx)        (xx,xxx)       (xx,xxx)
เงินสดสุทธิ                              (xx,xxx)          xx,xxx   (xx,xxx)  (xx,xxx)    xx,xxx      (xx,xxx)    xx,xxx
เงินสดต้นงวด                                           x,xxx                 xx,xxx            xxx            x,xxx        xx,xxx            xx,xxx          xx,xxx
เงินสดปลายงวด                                    xx,xxx                      xxx          x,xxx         xx,xxx        xx,xxx            xx,xxx          xx,xxx

ที่มา : http://www.arip.co.th/businessnews.php?id=410190

การวางแผนงบกำไรขาดทุน 

การวางแผนงบกำไรขาดทุน เป็นการแสดงให้เห็นรายได้ที่เกิดขึ้นในทางบัญชี ของกิจการของคุณ แต่การที่จะหลงดีใจกับตัวเลขที่ระบุในงบกำไรขาดทุน โดยไม่พิจารณายอดงบกระแสเงินสดที่ฝากอยู่ในบัญชี และ สภาพคล่องทางธุรกิจ อย่างนี้ก็ต้องบอกว่าผิดอย่างแรง และมีแนวโน้มที่จะหลงในการทำธุรกิจและทำให้เกิดผิดพลาดในการบริหารงานได้อย่างมาก   องค์กร/บริษัทส่วนใหญ่มักจะตกหลุมด้านตัวเลขด้วยการวิเคราะห์แต่กำไรสุทธิ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มีการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด และสภาพคล่องทางธุรกิจ ทำให้ผู้บริหารใจใหญ่ คิดการใหญ่ ทำให้ต้องเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องในทางธุรกิจในระยะ 3 -6 เดือนแรกของการขยายธุรกิจ เพราะนักการเงินของบริษัทเหล่านั้น ไม่ได้ทำการวิเคราะห์ประมาณการเงินสดล่วงหน้า 6 เดือน ทำให้ไม่ทราบยอดเงินสดที่จะขาดสภาพคล่องในเดือนใดบ้างล่วงหน้า ทำให้ขาดการวางแผนการกู้ยืม และการเร่งรัดหนี้สิน จากลูกค้าของบริษัท

งบกำไรขาดทุนเป็น 1 ใน 3 งบการเงินหลักของบริษัทที่คุณจะต้องดำเนินการและตรวจสอบความถูกต้องอย่างเคร่งครัด และคุณจำเป็นจะต้องมีการทำการวิเคราะห์ อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratios) เพื่อนำมาวิเคราะห์สุขภาพด้านการเงินโดยรวม และสภาพคล่องทางการเงินในด้านงบกำไรขาดทุน  ซึ่งมีประโยชน์มากและใช้พยากรณ์แนวโน้มทางธุรกิจได้  วิเคราะห์กลยุทธ์ในการบริหารกิจการของคุณได้  เช่น คุณสต็อกสินค้ามากเกินไปหรือไม่  คุณให้เครดิตลูกค้านานเกินไปหรือไม่  เจ้าหนี้ให้เครดิตคุณสั้นมากหรือไม่  สภาพคล่องทางการเงินของคุณเป็นอย่างไร ? อัตราการหมุนเวียนของสต็อกสินค้ากับยอดขาย และ ต้นทุนขาย เป็นอย่างไร? ฯลฯ

งบกำไรขาดทุนที่แสดงให้เห็นรายได้ ค่าใช้จ่ายของคุณ  กำไรของธุรกิจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มาจาก

สูตร  รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร (ขาดทุน)

การจัดทำงบกำไรขาดทุน จำเป็นจะต้องมีการวางแผนในการทำงบกำไรขาดทุนรายไตรมาส เพื่อใช้ในการตรวจสอบกลยุทธ์ในการบริหารงานของคุณในช่วงเวลานั้นๆ เพราะจะทำให้คุณวางแผนการดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม  แต่ถ้าคุณเป็นผู้ก่อตั้งกิจการใหม่ ยังไม่เคยมีประวัติการดำเนินงานมาก่อน อาจะทำงบกำไรขาดทุน 6 เดือนครั้งได้ ในปีแรก

รายละเอียดที่อยู่ในงบกำไรขาด ประกอบด้วย 

ชื่อธุรกิจของคุณ

งบกำไรขาดทุนล่วงหน้า (‘000 บาท)

งบกำไรขาดทุนสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ………………………………………..

ปีที่ 1                           ปีที่ 2                               ปีที่ 3 

รายได้จากการขายและบริการ

รายได้จากบริการ 1

รายได้จากการขาย 1

รายได้จากการขาย 2

รวมรายได้จากการขายและบริการ

รายได้ อื่นๆ

รวมรายได้ทั้งหมด

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายทางตรง

ค่าวัสดุ/ค่าวัตถุดิบ
ค่าอุปกรณ์ต่างๆ
เงินเดือนค่าจ้างคุณและพนักงาน
ค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต
ค่าใช้จ่ายในการจำหน่ายและขนส่ง
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

รวมค่าใช้จ่ายทางตรง

ค่าใช้จ่ายทั่วไปและการบริหาร

ค่าใช้จ่ายด้านบัญชีและค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย
ค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาประชาสัมพันธ์
หนี้สูญ
ค่าประกันภัย
ค่าดอกเบี้ยจ่าย
ค่าเช่าสำนักงาน
ค่าโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต
ค่าสาธารณูปโภค
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

รวมค่าใช้จ่ายทั่่วไปและการบริหาร

รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 

รายได้สุทธิก่อนหักภาษีเงินได้

ภาษีเงินได้

กำไรสุทธิ หลังหักภาษี 

ตัวอย่าง :

การจัดทำงบกำไรขาดทุนล่วงหน้า ( Pro forma Income Statement)

ขาย
(หัก) ต้นทุนขาย 

รวมสินค้าที่มีเพื่อขาย
(หัก) สินค้าปลายงวด

กำไรขั้นต้น
(หัก) ค่าใช้จ่าย และค่าเสื่อมราคา
กำไรสุทธิก่อนหักภาษีและดอกเบี้ยจ่าย

สุดท้ายนี้ เราอยากจะขอเล่าเพียงเท่านี้ก่อน เพราะเชื่อจะต้องเล่าอีกหลายขั้นตอน เพราะการทำประมาณการงบการเงิน สำหรับการวางแผนธุรกิจ ไม่ใช่การนำตัวเลขมาบวก กัน คูณกัน หารกัน แล้วได้ตัวเลขทีมีผลสวยๆ งาม ตามใจผู้บริหาร ขอบอกตรงนี้เลยว่าคิดผิดอย่างมาก เพราะการทำประมาณการงบการเงินที่ดี จะต้องเป็นการเล่าเรื่องต่างๆ ด้วยความเป็นจริง ใกล้เคียงความจริงให้มากที่สุด  และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

เราก็มีความหวังดีว่า และเชื่อว่าหลายท่าน อาจจะประสบปัญหาในกระบวนการผูกสูตรคำนวณ และไม่เข้าใจขั้นตอนอย่างแม่นยำ เราก็เลยอาสาที่จะพัฒนากระบวนการทำประมาณการงบกำไรขาดทุน และ งบกระแสเงินสดขึ้นเว็บไซต์ ฉบับภาษาไทย ให้ทุกๆ ท่านได้นำไปใช้ประโยชน์กัน

ก็ขอให้เข้าไปเยี่ยมชมและดาวน์โหลดได้ที่

https://sites.google.com/site/interfinn/my-forms

เราคาดว่าจะใช้เวลาในการนำตัวอย่าง Excel ฉบับภาษาไทยขั้นไปได้ภายในอาทิตย์นี้ ขออภัยที่นำขึ้นไม่ทันในวันนี้ เพราะติดภาระกิจมาก

แต่สัญญาว่าจะนำขึ้นให้แน่นอนครับ ขอให้ลองติดตามในเว็บไซต์ด้านบนครับ   ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ เพราะอยู่ระหว่างการพัฒนารูปแบบการทำงานให้ทันสมัย ในลักษณะมหาวิทยาลัยเปิด (Open University) สำหรับทุกๆ ท่าน

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง  (การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ)

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com 

https://sites.google.com/site/interfinn/

มีนาคม 16, 2013 Posted by | Financial Management | | ใส่ความเห็น

วัตถุประสงค์, ความหมาย : การบริหารการเงิน (Financial Management)


สวัสดี ครับ

วันนี้เป็นวันแรกที่เราเขียนเรื่องการบริหารด้านการเงิน เพราะน้องๆ และเพื่อนๆ หลายท่านอยากให้อธิบายเกี่ยวกับการบริหารด้านการเงินสำหรับองค์กร และ บริษัททั่วไปเพื่อนำไปใช้ในการปฎิบัติให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น เราก็ยินดีที่จะรับมาดำเนินการให้ตามที่เสนอมาครับ  ซึ่งในบทความหลังๆ ต่อไปจากนี้ จะมีความยากมากขึ้น และอาจจะมีบางส่วนเกี่ยวกับการคำนวณด้วยครับ ขอให้โปรดติดตามต่อไปเรื่อยๆ นะครับ

ความหมายของการบริหารการเงิน 

การบริหารการเงิน หมายถึง การวางแผนการจัดระเบียบและการควบคุมกำกับกิจกรรมทางการเงินเช่นการจัดซื้อ และการใช้ประโยชน์จากเงินทุนขององค์กร ซึ่งใช้หลักการบริหารงานทั่วไปของทรัพยากรทางการเงินขององค์กร

ขอบเขตการดำเนินงาน

  1. การตัดสินใจลงทุนรวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (เรียกว่า Capital budgeting) การลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในการลงทุนที่เรียกว่าการทำงานด้านการตัดสินใจลงทุนเช่นเดียวกัน และจะมีความสำคัญๆ อย่างมากสำหรับบริษัท หรือ องค์กรที่มีเงินสดเยอะๆ ในแต่ละเดือน หรือ ไตรมาส แต่เป็นเงินสดแบบหมุนเวียนเร็ว การบริหารงานแบบลงทุนระยะสั้น จะมีความสำคัญๆ อย่างมาก
  2. การตัดสินใจทางการเงิน  จะเป็นการดำเนินงานเกี่ยวข้องกับการระดมเงินทุนจากแหล่งต่างๆ  ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเกี่ยวกับชนิดของแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ และค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนของเงินทุนที่ใช้ในการบริหาร เช่น เป็นเงินกู้ระยะยาว หรือ ระยะสั้น  หรือ ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คาดหวังที่จะได้รับ เป็นต้น
  3. การตัดสินใจเกี่ยวกับผลตอบแทน  ผู้จัดการฝ่ายการเงินมีหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการกระจายการลงทุน และการบริหารผลกำไรที่เกิดขึ้นจากเงินลงทุนเหล่านั้น  ซึ่งกำไรสุทธิ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ
    • เงินปันผลที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้น และ อัตราการจ่ายเงินปันผลจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นธรรม
    • กำไรสะสมขององค์กร จะต้องพิจารณาให้มีปริมาณที่เหมาะสม และเพียงพอสำหรับการวางแผนการขยายงานในอนาคตขององค์กร หรือ บริษัท โดยจะต้องมีการพิจารณาร่วมกับฝ่ายการตลาด  ฝ่ายการผลิต และ ผู้บริหารระดับสูง 

วัตถุประสงค์ของการจัดการทางการเงิน 

การจัดการทางการเงินมักจะมีความกังวลโดยทั่วไปเกี่ยวกับการจัดหาแหล่งเงินทุน เช่น การกู้ยืม หรือ การควบคุมการใช้จ่ายของเงินทุน ซึ่งสามารถแบ่งวัตถุประสงค์การจัดการทางการเงินออกเป็น ดังนี้

  1. การบริหารเงินเพื่อให้แน่ใจว่า คุณมีเงินทุนเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจหรือบริหารงานได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
  2. การบริหารเงินเพื่อให้แน่ใจว่า ผลตอบแทนที่คุณได้รับจากการลงทุนในโครงการต่างๆ หรือ เข้าไปถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ให้ผลตอบแทนด้านเงินปันผลที่เพียงพอและคุ้มค่ากับการลงทุน
  3. การบริหารเงินเพื่อให้แน่ใจว่า การลงทุนในโครงการต่างๆ หรือ กิจการต่างๆ ภายในองค์กร และบริษัทฯ เป็นไปอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการเบิกจ่ายเงินไปใช้
  4. การบริหารเงินเพื่อให้แน่ใจว่า เงินทุนที่มีอยู่ถูกใช้ในธุรกรรมต่างๆ อย่างเหมาะสม และถูกต้องตามมาตรฐานการลงทุนทางการเงิน และได้ผลตอบแทนตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
  5. การบริหารเงินเพื่อให้แน่ใจว่า แผนการลงทุนต่างๆ ที่ได้ทำการวิเคราะห์อย่างยากเย็นแสนเข็ญ ได้ดำเนินการตามที่วางแผนไว้ และได้รับผลตอบแทนคุ้มกับการวางแผนไว้ล่วงหน้า มีความถูกต้องแม่นยำ หรือ มีความผิดพลาดในส่วนใด จะได้นำกลับมาแก้ไขปรับปรุงสำหรับการวางแผนทางการเงินในครั้งต่อๆ ไป

ฟังก์ชั่นของการจัดการทางการเงิน

  1. การประมาณค่าของความต้องการของการลงทุน : ผู้จัดการฝ่ายการเงินจะเป็นผู้ทำหน้าที่พยากรณ์และทำการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามผลตอบแทนทางการเงินขององค์กร หรือ บริษัท และจะต้องบริหารค่าใช้จ่ายในการลงทุนทางการเงิน ให้มีความเหมาะสม กับปริมาณเงินทุนขององค์กร หรือ บริษัท
  2. ความมุ่งมั่นในการลงทุน : เมื่อผู้จ้ดการฝ่ายการเงินได้ทำการวางแผนการลงทุน ในองค์ประกอบต่างๆ ด้วยสัดส่วนทางการเงินที่ชัดเจน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และอัตราผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในธุรกรรมทางการเงินในแต่ละประเภท
  3. แหล่งที่มาของเงินทุน : สำหรับการเพิ่มเงินกองทุนของบริษัทฯ มีทางเลือกมากมาย เช่น
    • การขายหุ้นสามัญบริษัท  
    • การขายหุ้นกู้ระยะกลาง และระยะยาว
    • การกู้ยืมธนาคาร และสถาบันการเงิน
  4. แผนการลงทุนของบริษัทฯ :  ผู้จัดการฝ่ายการเงินจะต้องมีการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการลงทุนในธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ที่มีความเหมาะสม ปลอดภัย และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
  5. การบริหารกำไรส่วนเกินต่างๆ : ผู้จัดการฝ่ายการเงินจำเป็นจะต้องมีการวางแผนบริหารเงินทุนของบริษัท หรือ องค์กร ที่เป็นกำไรส่วนเกินที่เป็นทั้งระยะสั้นๆ และระยะกลาง เช่น บริษัท ABC ทำธุรกิจขายสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดดำเนินการ 24 ชั่วโมง ทำให้มีเงินสดหมุนเวียนเข้ามาในกิจการเป็นจำนวนมาก เพราะมีหลายสาขา ผู้จัดการฝ่ายการเงินมีหน้าที่ต้องบริหารการลงทุนด้านเงินสดที่มีมากและคงอยู่ในระยะสั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความปลอดภัยเพราะเป็นเงินทุนระยะสั้น
  6. การควบคุมทางการเงิน : ผู้จัดการทางการเงินไม่เพียงแต่ต้องวางแผนทางการเงินภายในองค์กร หรือกิจการเท่านั้น แต่จะต้องมีเครื่องมือที่สำคัญๆ สำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์อัตราเงินสดไหลเข้า และ อัตราเงินสดไหลออก ของกิจการให้ได้ด้วยความแม่นยำ ถูกต้องตามช่วงเวลาต่างๆ

สุดท้ายนี้ขอเตือนผู้จัดการฝ่ายการเงิน และนักวางแผนทางการเงินทุกๆ ท่านๆ ให้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่สามารถตรวจจับสภาพคล่องทางการเงินของกิจการท่าน ให้มีความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง แม่นยำ และสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า เพราะองค์กรส่วนใหญ่จะมีปัญหาในการบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงิน และการวางแผนการลงทุนในโครงการต่างๆ ผิดพลาดไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และผลตอบแทนที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับการลงทุนที่เสียไป เกิดจากขาดการเปรียบเทียบการลงทุนในธุรกรรมอื่นๆ หรือ การขาดเครื่องมือในการบริหารจัดการที่เพียงพอ เป็นต้น  ก็ขออธิบายเพียงสั้นๆ สำหรับการเริ่มต้นไว้เพียงเท่านี้ก่อน และจะขออธิบายรายละเอียดในครั้งต่อๆ ไป ครับ

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข ประสบแต่ความโชคดี พบมิตรที่ดี

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com 

https://eiamsri.wordpress.com 

กุมภาพันธ์ 23, 2013 Posted by | Financial Management | | ใส่ความเห็น

   

%d bloggers like this: