NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

วิธีการเริ่มต้นธุรกิจจากที่บ้าน (How to Start a Home-Based Business)


สวัสดีครับ ทุกๆท่าน อย่ายอมแพ้เราต้องมีความหวังเสมอ

มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง และศัทธา ในชีวิตคือสิ่งที่เราต้องเดินต่อไป วันนี้เราจะมาคุยกันเรื่องการทำธุรกิจที่บ้านให้ดีที่สุด การทำธุรกิจที่บ้าน คือ ธุรกิจที่คุณเริ่มต้นได้ง่ายที่สุด เพราะคุณมีความกระตือรือร้นในการทำงานและสนใจในกระบวนการเกี่ยวข้องไม่ใช่ธุรกิจ คุณจำเป็นจะต้องจัดมุมในบ้านสำหรับเป็นสำนักงาน และสามารถจัดทำ VDO Conference ได้อย่างเหมาะสมและสวยงาม เพราะการเริ่มต้นธุรกิจจากที่บ้านสามารถสร้างความยืดหยุ่นในการใช้เวลาและสร้างรายได้ แต่มันไม่ได้เป็นกระบวนการที่รวดเร็วหรือการหรือการรับประกันทางการเงินที่ประสบความสำเร็จ มันต้องมีความมุ่งมั่นในระยะยาวและความเข้าใจที่ชัดเจนของงานที่เกี่ยวข้อง

ในการสร้างธุรกิจที่บ้านจะทำให้คุณมีรายได้เสริมที่มั่นคงมากขึ้น และสร้างรายได้มีศักยภาพคุณจะต้องลงทุนเวลาและทรัพยากรเพื่อระบุธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับคุณและสร้างแผนงาน ด้วยแนวคิด ดังนี้

  1. ประเมินความสามารถของคุณ

เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ความถนัด ความสนใจ งานอดิเรกที่คุณรู้ลึก รู้จริง จนเพื่อนๆ ชม หรือสิ่งที่คุณได้ดีจนกลายเป็นเรื่องธรรมชาติของคุณที่มีความสามารถของคุณเป็นฐานสำหรับการใดๆ กิจการธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งธุรกิจที่บ้าน เช่น
* ความคิดสร้างสรรค์ ? เป็นการคิดแบบต่อยอดทางธุรกิจที่มีความสร้างสรรค์ จากธุรกิจพื้นฐานของร้านค้าคนอื่นที่ผลิต เช่น คุณติดต่อร้านข้าวขาหมูที่อร่อยติดดาว ด้วยการซื้อขาหมูปริมาณมาก 5-10 ขา มาทำรีดีไซด์กล่องข้าวขาหมูให้สวยงามด้วยวัสดุที่สวยงาม ใส่ผักเครื่องเคียงหลายชนิดตามที่ลูกค้าเลือก เลือก Mix ขาหมูกับอาหารประเภทอื่นๆ เพื่อให้เป็น Combination ของข้าวขาหมู ให้ทันสมัยและแปลกใหม่

* การเพิ่มตัวรายละเอียด ? เป็นการเพิ่มรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายกว่า ต้นฉบับเดิม เช่น การทำ Private Label หรือ Private Brand คือ สินค้าที่ผู้ผลิตอิสระผลิตให้แก่ห้างค้าปลีก หรือ จำหน่ายตรงให้กับบ้านเรือนต่างๆ ในหมู่บ้าน, ร้านอาหารต่างๆ หรือจำหน่ายตามแหล่งชุมชนในลักษณะตลาดนัด “พูดง่าย” เช่น การผลิตน้ำยาล้างจานสูตรพิเศษที่ฆ่าเชื้อโรคได้ดี มีกลิ่นหอม น้ำยาทำความสะอาดโต๊ะแบบฆ่าเชื้อโรค ที่ราคาถูกกว่าท้องตลาดภายใต้แบรนด์สินค้าของคุณเอง และมีแพ็คเก็จที่คุณไปซื้อจากโรงงานที่ผลิตแพ็คเก็จ

* การตั้งห้องทำงานเป็นรายการแนะนำสินค้า Influencer Marketing คือ ผู้ที่มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล โดยเป็นผู้ที่ทำ Content เผยแพร่ตามแพลตฟอร์ม ต่างๆ เช่น Blog, Instagram, Facebook, YouTube แล้วทำให้มันน่าสนใจ น่าเชื่อถือ มีความรู้จริง และอธิบายด้วยความยุติธรรม เพื่อให้มีคนสนใจติดตาม ยิ่งมีผู้ติดตมมากยิ่งขึ้นมีอิทธิพลมาก ผู้ติดตามส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ตั้งแต่เด็กไปจนถึงวัยทำงาน และมักคล้อยตามเนื้อหาหรือสิ่งที่ Influencer ทำหน้าที่พูดโน้มน้าวใจ และให้ความรู้กับผู้ฟัง เพื่อให้รู้สึกเกิดความใกล้ชิดและจริงใจกว่าสื่อโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ

Influencer Marketing ที่เก่งและมีสมาชิกติดตามปริมาณมาก ก็สามารถรับงานโฆษณาสินค้าหรือรีวิวสินค้ามากขึ้น ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า Influencer กลุ่มนี้ได้ใช้สินค้าจริง ทิศทางการทำการตลาด จึงเป็นเปลี่ยนไปอยู่ในกลุ่ม Micro Influencer และ Nano Influencer มากขึ้น เพราะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า ดูแล้วเป็นการรีวิวจากการใช้งานจริง

อย่าลืมว่า!!! ความสามารถของคุณขึ้นอยู่กับ “ลักษณะบุคลิกภาพของคุณ” ซึ่งคุณเป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาว่าคุณหมาะสมกับการจ้างงานตนเองหรือไม่ ? ลักษณะทั่วไปของเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ :

* เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ? เช่น คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการไปเรียนวิชาชีพอิสระ ที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่เปิดหลักสูตรฟรี สำหรับผู้ต้องการหางานทำ ซึ่งมีหลายอาชีพมากที่เราเองก็จะหาเวลาไปสมัครเรียน เผื่อว่าจำเป็นจะต้องใช้ในอนาคต เช่น ช่างตัดผม ช่างซ่อมมอเตอร์ไซต์ ช่างไฟฟ้าบ้าน เป็นต้น

* การพึ่งพาตนเอง คือ การที่คุณไม่จำเป็นจะต้องไปขอร้องใคร เล่าเรื่องเศร้าในชีวิตคุณให้ใครๆ ฟัง เพียงแต่คุณมี “สติ” และเริ่มต้นให้โอกาสตนเองเรียนรู้สิ่งใหม่ ลืมความเศร้าในอดีต แล้วรีบลุกให้ไว และเดินต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

* สร้างแรงจูงใจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ คือ ตอนที่คุณเริ่มทำสิ่งใดๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน และเป็นสิ่งที่ยากตอนเริ่มต้นครั้งแรก และมีแรงกดดันจากครอบครัวว่าคุณจะต้องมีรายได้ มีกำไร เหลือกลับบ้านทุกวัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันภายในบ้าน และคุณเองก็ยังไม่มั่นใจในสิ่งที่คุณทำว่า “มันจะสร้างรายได้ให้คุณในระยะเวลสั้น” ดังนั้นคุณจะต้องหมั่นให้กำลังใจตนเอง และขยันทำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง เพราะคุณไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว

* การประเมินความสามารถของตนเอง คือ คุณต้องประเมินว่าคุณถนัดอะไร มีบ้านหรือสถานที่ทำงานที่บ้านไหม มีรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ไหม มีญาติพี่น้องมาอยู่กับคุณด้วยกี่คน ครอบครัวคุณมีสมาชิกที่สามารถช่วยงานคุณที่ถือเป็นแรงงานที่สำคัญกี่คน แล้วค่อยตัดสินใจเลือกงานที่เหมาะสมกับสมาชิกในครอบครัวของคุณ

* การประเมินและยอมรับความเสี่ยง คือ การทำงานใหม่ โครงการใหม่ อย่างไรเสียก็มีความเสี่ยง แต่คุณจำเป็นจะต้องเสี่ยงให้น้อยที่สุด ด้วยการเริ่มต้นจากเรียนวิชาชีพที่ฟรี ก่อนเพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และตั้งใจเรียนเหมือนนี้คือทางออกของชีวิตคุณ และพยามหาประสบการณ์เสริมหลังจากที่เรียนวิชาชีพจาก กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจบแล้ว และนำความรู้ประสบการณ์ในอดีตของคุณมาต่อยอดธุรกิจให้ทันสมัย น่าเชื่อถือ และเติบโตต่อไป

2. ตรวจสอบทักษะของคุณ

คุณเกิดมาพร้อมกับความสามารถ แต่คุณพัฒนาทักษะเมื่อเวลาผ่านไป เช่น ถ้าคุณมีความคิดสร้างสรรค์อาจมีทักษะที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเขียนศิลปะหรือทักษะการออกแบบ เป็นบุคคลที่มีรายละเอียดตามธรรมชาติอาจเรียนรู้ทักษะการบัญชีหรือการจัดการที่ดี

การดำเนินธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมักจะต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เช่น ตลาดหรือการโทรเย็น แต่เมื่อมันมาถึงการพัฒนาความคิดทางธุรกิจเริ่มต้นด้วยทักษะที่คุณมีอยู่แล้ว พวกเขามักจะระบุว่าคุณเหมาะสมที่สุดที่จะใช้พรสวรรค์ตามธรรมชาติของคุณ

3. รวมความสามารถและทักษะของคุณ เพื่อสร้างแนวคิดทางธุรกิจ

เมื่อพูดถึงการพัฒนาธุรกิจ ทักษะที่คุณได้สละเวลาและพลังงานในการเรียนรู้มักเป็นพื้นฐานของแนวคิดทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยม

เช่น บุคคลที่มุ่งเน้นรายละเอียดที่มีทักษะการบัญชีและองค์กรสามารถเริ่มต้นธุรกิจตามบ้านได้ ดังนี้

* ผู้เตรียมภาษี และพนักงานบัญชี คุณอาจจะทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ที่จบปริญญาด้านบัญชีและด้านภาษี หรือทีมงานพนักงานบัญชีของบริษัทเก่า เพื่อทำงานรับเป็นที่ปรึกษาและรับเป็นผู้เตรียมภาษีให้กับบริษัทขนาดเล็ก เพื่อใช้ในการวางแผนภาษี ด้วยทีมงานมืออาชีพระดับบริษัทใหญ่ๆ เป็นต้น เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับคุณและทีมงาน

* ที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญของบริษัท และเป็นอาชีพที่เก่งธุรกิจเฉพาะและถูกพักงาน คุณสามารถเปิดหน้าเว็บเพจ หรือใช้ Linkedin เป็นช่องทางแนะนำตัวคุณในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจได้ เพราะ Linkedin คือ Social Network Platform ที่เน้นไปในทางด้านอาชีพและธุรกิจ เสมือนเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ถูกจ้าง โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกัน กลายเป็นฐานข้อมูลที่ใช้ในการจ้างและหางาน โดยผู้ใช้สามารถสร้างข้อมูลส่วนตัวขึ้นมา ไม่ว่าข้อมูลทางด้านการศึกษา ประสบการณ์ รวมถึงความถนัดเฉพาะตัว ซึ่งเปรียบเสมือนกับ Resume ประจำตัวของผู้ใช้คนนั้น เลยทีเดียว ทำให้ใช้เป็นข้อมูลให้กับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทต่างๆ ที่กำลังมองหาพนักงาน หรือบริษัทจัดหางานเข้ามาดูได้ นอกจากนี้แล้วผู้ที่ใช้อยู่ในเครือข่ายสามารถเข้ามายืนยันความสามารถของผู้ใช้งานคนอื่นๆ ภายในเครือข่ายได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ผู้ใช้คนนั้นๆ ด้วยครับ

* ผู้ช่วยเสมือน หรือ Office & Admin สามารถทำงานเป็น Freelance ได้ โดยในต่างประเทศจะเรียกว่า “Virtual Assistant” หมายถึง การให้บริการงานธุรการทั่วไป งานด้านเทคนิค หรือต้องประจำอยู่ที่ออฟฟิศใดออฟฟิศหนึ่ง ไม่ต้องตอกบัตร เรียกได้ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้ ตรงกับคอนเซฟของ tasknjoy เลย หน้าที่ของผู้ช่วยเสมือนเช่น

  • บางครั้งอาจมีหน้าทีต้องไปต้อนรับลูกค้าของบริษัท หรือไปเป็นล่าม (ถ้ามีภาษาที่ดีพอ) ซึ่งอาจจะมีหน้าที่หลากหลายมากกว่าพนักงาปกติ ขึ้นอยู่ข้อตกลงการจ้างงาน
  • ผู้ช่วยเสมือนทำหน้าที่เหมือนเป็นเลขาส่วนตัวที่นายจ้างสามารถมอบหมายงานให้ดำเนินการได้ ผู้ช่วยเสมือนช่วยลดภาระงานของนายจ้าง การจ้างผู้ช่วยเสมือนไม่มีข้อผูกมัดและไม่จำเป็นจะต้องมีภาระผูกพันธ์เหมือนการจ้างพนักงานประจำทั่วไป
  • นายจ้างอาจ ให้ผู้ช่วยเสมือนทำหน้าที่ตรวจสอบอีเมล์ ดูแลเรื่องการนัดหมาย การจองสถานที่ประชุมนอกสำนักงาน ดูแลการจ่ายบิลและชำระค่าภาษีให้กับองค์กร และการรับส่งเอกสารต่างๆ ภายในสำนักงานได้

4. กำหนดว่างานที่คุณเลือกจะทำสามารถทำงานแทนที่บ้านได้หรือไม่

ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่จะสามารถทำงานที่บ้านได้เพราะบางธุรกิจก็ไม่สามารถทำงานที่บ้านได้เลย การที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจโดยใช้สถานที่ภายในบ้านของคุณเป็นสำนักงาน ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ รวมถึงที่ตั้งของคุณแบ่งพื้นที่และข้อจำกัดของการทำงานทางกฎหมาย การออกใบอนุญาต รูปแบบการทำงานของสมาชิกในครอบครัว และความต้องการและยอมรับได้ของครอบครัวคุณ “ประชุมสมาชิกทุกคนในบ้านแล้วเล่าความจริงเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของรายได้ครอบครัว เพื่อให้ทุกๆ คนร่วมแรงร่วมใจกัน”

5. กำหนดกำไรที่เป็นไปได้

ในการเริ่มต้นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในบ้านคุณต้องพิจารณาถึงความสามารถในการทำกำไร คุณอาจมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมสำหรับบางสิ่งและทักษระที่ช่วยให้คุณสามารถแสดงออกได้ แต่ถ้าผู้คนที่เป็นลูกค้าเข้ามาดูแล้ไม่เต็มใจที่จะเงินให้คุณ สำหรับผลิตภัณฑ์ หรือบริการของคุณ มันก็จะไม่เรียกว่าธุรกิจ สิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องรู้และวางแผนก่อนการทำธุรกิจที่บ้าน เช่น

* ู้คนยินดีจ่ายเงินให้คุณสำหรับผลิตภัณฑ์หรือบริการเท่าใด?

* คุณสามารถสร้างรายได้เพียงพอกับความต้องการของครอบครัวไหม?

ตัวอย่าง : คุณต้องการเริ่มต้นธุรกิจสร้างสรรค์โดยใช้ทักษะการตัดเย็บเพื่อทำผ้าห่มแบบโฮมเมด เนื่องจากเวลาที่เกี่ยวข้องของคุณสามารถทำได้ 8 ผืนต่อสัปดาห์ คุณพบว่ามีลูกค้าสนใจซื้อผ้าห่มโฮมเมดของคุณในราคา 600 บาทต่อผืน คุณสามารถรายได้ (8 x 600) x 4 = 19,200 บาท/เดือน ลบด้วยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตผ้าห่มและการโฆษณา

หากคุณคิดว่ารายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไม่พอกับความต้องการของครอบครัว คุณก็จะต้องเริ่มวางแผนตรวจสอบปริมาณความต้องการของลูกค้าว่าต้องการสินค้าเพิ่มอีกหรือไม่ และปริมาณที่ขาดไปจำนวนเท่าใด? เพราะคุณอาจจะต้องติดต่อญาติ เพื่อนๆ ให้มาเป็นผู้ช่วยในการผลิตผ้าห่มเพิ่ม หรือ จ้างนักออกแบบมาช่วยออกแบบวัสดุและลวดลายให้มีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก็มีหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานที่ช่วยสนับสนุนด้านการออกแบบศิลปะ “อย่าลืมว่าทุกธุรกิจจะต้องใช้เวลาในการสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับ”

6. การสร้างแผนธุรกิจ

แผนธุรกิจเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับธุรกิจ Startup ที่กำลังมองหาสินเชื่อ ผู้ร่วมลงทุน และเหตุผลหลักในการสร้างแผนธุรกิจ คือ การค้นหาว่าความคิดของคุณมีโอกาสประสบความสำเร็จหรือไม่ เมื่อคุณเลือกแนวคิดธุรกิจทำงานที่บ้าน ในงานที่คุณหลงใหล มีความรู้ มีความถนัดมากกว่าคนปกติ คุณจะต้องสามารถเขียนอธิบายสิ่งที่อยู่ในความคิดของคุณออกมาได้ เป็นตัวหนังสือและคำนวณผลตอบแทนออกมาได้เป็นจำนวนเงินที่ชัดเจน เช่น

  • บทสรุปผู้บริหารเกี่ยวกับแนวความคิดทางธุรกิจของคุณ
  • ผลการวิจัยตลาด หรือ เป้าหมายการแข่งขันทางการตลาดของธุรกิจคุณ
  • คำอธิบายลูกค้าในอุดมคติของคุณ
  • กลยุทธ์ทางการตลาดของธุรกิจคุณ
  • การวางแผนทางการเงิน
  • แผนปฏิบัติการของคุณ

ทั้งหมนี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องเขียนเล่าเรื่องให้น่าเชื่อถือ มีหลักฐานอ้างอิงแนวความคิดของคุณ และมีการทำการสำรวจตลาดจริงๆ และมีการลงมือทำบางส่วนได้เงินทุนส่วนตัวของคุณเองไปบางส่วนแล้ว และธุรกิจก็เริ่มได้รับการตอบสนองที่ดีมากจากตลาดที่คุณทำ ดังนั้นคุณเลยเขียนแผนธุรกิจเพื่อหาหุ้นส่วนทางธุรกิจ และติดต่อหน่วยงานราชการ/ธนาคารออมสิน เพื่อขอเงินทุนสนับสนุนธุรกิจของคุณ

สุดท้ายนี้ ผมก็ขอเป็นหนึ่งกำลังใจให้กับทุกๆ ท่านได้มีไอเดียในการวางแผนชีวิต และการบริหารรายได้ให้กับครอบครัวในภาวะที่ต้องทำงานที่บ้านยาวนานขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมคิดเสมอถ้าตอนเช้า ผมยังตื่นขึ้นมาทุกๆ วัน ผมก็จะถือว่าเป็นพรให้ผมทำตามความฝันไปเรื่อยๆ จนกว่าผมจะไม่ตื่นมาทำงานอีกแล้ว ก็ถือว่ามันจบภาระหน้าที่ของผมแล้ว

ขอให้ทุกๆ ท่านโชคดี ความทุกข์และความสุข เด๋วก็มา เด๋วก็ไป อยู่กับเราไม่นาน

เอกกมล เอี่ยมศรี
ผู้เรียบเรียง

http://interfinn.com

https://www.facebook.com/interfinn.course/?ref=bookmarks

เมษายน 26, 2020 Posted by | Retail Business Management | ใส่ความเห็น

ขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก (สำหรับคนตกงาน)


สวัสดีครับ

วันนี้วันที 25 เมษายน 2563 ผมรู้สึกว่าเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก SMEs ต่างประสบปัญหาอย่างรุนแรงจากการระบาดของไข้ไวรัสโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก อย่างรวดเร็วมากและยังไม่มีการวางแผนป้องกันที่ดีพอ แต่วันนี้ผมไม่ได้คุยเรื่องโรคระบาด แต่จะคุยกันในเรื่องที่จะเกิดขึ้นหลังจากโรคระบาดได้จบแล้ว มียารักษาแล้วและทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติหายตกใจแล้ว สิ่งที่ยังไม่กลับมาเหมือนเดิมหลังจากโรคระบาด โควิด-19 จางหายก็จะเป็นเรื่องของพฤติกรรมการซื้อสินค้า การบริโภคอาหารและพฤติกรรมต่างการติดต่อสื่อสาร ก็จะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

ผมกำลังกังวลเรื่องการจ้างงานของพนักงานที่อยู่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่จะมีการหยุดการจ้างงานแบบกระทันหันเพราะบริษัทขาดเงินสดในการบริหารจัดการบริษัทอย่างรุนแรง และไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเพราะความตกใจ และการระมัดระวังตัวของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่มีการใช้จ่ายเงิน ทุกคนเก็บเงินสดไว้เยอะขึ้นไม่ยอมใช้จ่าย ขณะที่บริษัทต่างๆ ก็มีภาระดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร มีภาระค่าใช้จ่ายประจำที่สูงมาก และไม่มีรายได้เข้ามาในธุรกิจเลย หรือบางบริษัทก็มีรายได้เข้ามาต่ำมากประมาณ 10% ของเป้าหมายที่ประมาณการไว้ทั้งหมด ระยะเวลาที่เงินหายไปจากระบบประมาณ 6-8 เดือนที่ผ่านมา

คำถาม ? ถ้าผมเป็นพนักงานของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก และเป็นแผนกที่ไม่ทำงานให้กับบริษัท และยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมากนัก มีโอกาสที่จะถูกเชิญให้ออกจากงานสูง เพื่อให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วผมควรเตรียมตัวอย่างไรดี ?

ถ้าวันนี้ คุณกำลังอยู่ในสถานะการลักษณะนี้และมีโอกาสที่จะถูกให้ออกจากงานในอนาคต หรือ ตอนนี้ก็ตกงานอยู่แล้วคงจะหางานได้ยากมากขึ้นจะทำงานอย่างไรดี?

ผมเสนอให้คุณอย่าเพิ่งจิตตก หรือ หันมาดื่มเหล้า เพื่อให้คลายเครียด ซึ่งเป็นทางเลือกที่ผิดอย่างมาก คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนชีวิตใหม่หมด ด้วยการทำดังนี้

  1. ทำการสำรวจเงินสดในกระเป๋าของคุณก่อนเลยว่าเหลืออยู่กี่บาท? และสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายประจำวันได้ กี่…….เดือน กี่………ปี แบบไม่ต้องทำให้ใครเดือดร้อนหรือต้องไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น
  2. ทำการสำรวจตัวเองด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้
    • คุณมีความสามารถอะไร ?
    • คุณหลงไหลเรื่องใดเป็นพิเศษจนทุกคนยอมรับในความรู้ของคุณ?
    • ความเชี่ยวชาญของคุณคือเรื่องใด?
    • คุณพร้อมที่จะทำงานหนักแบบไม่มีวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ และทำงานวันละอย่างน้อย 12 ชั่วโมงไหม ?
    • คุณพร้อมไหมที่จะทำงานอย่างหนักและลืมศักดิ์ศรีว่าคุณเคยดำรงตำแหน่งอะไรมาในอดีต หรือเรียนจบสูงมากขนาดไหนในอดีต เคยใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือยมาก่อนในอดีตไหม?
    • คุณพร้อมไหมที่จะกลายเป็นลูกจ้างที่ตำแหน่งเล็กที่สุด ทำงานหนักที่สุด และมีรายได้น้อยที่สุดในบริษัท แต่คุณจะต้องเรียนรู้ทุกอย่างของธุรกิจเขาอย่างละเอียดด้วยตนเอง
    • คุณต้องซื่อสัตย์กับคำตอบของคุณอย่างเข้มงวด เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างรากฐานสำหรับทุกสิ่งที่คุณทำไปข้างหน้า ดังนั้นจึงควรรู้ความจริงมากในตอนนี้เพื่อจะได้ปรับตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
    • คุณสามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.entrepreneur.com/article/238908
  3. คุณมีความคิดทางธุรกิจอยู่แล้วรึยัง ว่าคุณพร้อมจะทำธุรกิจอะไร หรือมีความถนัดอะไรเป็นพิเศษ?

    กรณีที่ 1 : ถ้าคุณตอบว่ามีอยู่แล้วว่าตัวคุณเองถนัดอะไร แต่ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะเพียงพอต่อการไปสมัครงานใหม่ หรือ ทำธุรกิจส่วนตัวเองหรือไม่

    กรณีที่ 2 : คุณตอบว่ายังสับสนอยู่หาทางออกไม่เจอว่าคุณจะไปสมัครงานที่ไหนดี ยังไม่รู้ว่าถนัดอะไรเป็นพิเศษ และไม่มีเงินทุน ไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลย

    กรณีที่ 3 : เปิดธุรกิจส่วนตัวของตนเอง เป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ยังมีประสบการณ์เล็กน้อย
    หรือไม่มีประสบการณ์เลยและมีเงินอยู่เพียงน้อยนิดในการทำธุรกิจ

    แนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีที่ 1 :
    กรณีที่ 1 : ถ้าคุณตอบว่ามีอยู่แล้วว่าตัวคุณเองถนัดอะไร แต่ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะเพียงพอต่อการไปสมัครงานใหม่ หรือ ทำธุรกิจส่วนตัวเองหรือไม่

    ในกรณีที่ต้องการหางานประจำทำ : ขอให้คุณค้นหาตำแหน่งงานที่คุณอยากทำ ใน Job Search เพื่อดูคุณสมบัติของพนักงานจากบริษัทชั้นนำต่างๆ อย่างน้อย 50 บริษัทฯ และพิจารณาคุณสมบัติของพนักงานที่ซ้ำกันของตำแหน่งที่คุณต้องการ และมีรายการใดบ้างที่ไม่ซ้ำกันก็ให้แยกออกมาเป็น 2 รายการดังนี้
    1) รายละเอียดคุณสมบัติที่ซ้ำกันของตำแหน่งงานที่ต้องการ
    – ประกอบด้วย วุฒิการศึกษา ลักษณะประสบการณ์ของงานที่จะสมัคร
    อายุของผู้สมัครงาน เงินเดือนที่บริษัทเสนอ
    – ประกอบด้วย คุณมีจุดเด่น และจุดด้อย อะไรที่เหนือกว่าผู้สมัครคน
    อื่นๆ ในตำแหน่งที่คุณสนใจ? คุณจะต้องเขียนออกมาให้ชัดเจน
    – ประกอบด้วย สถานที่ตั้งของแหล่งงานที่คุณสนใจ ภายในกรุงเทพฯ
    หรือ ต่างจังหวัด

    ในรายละเอียดคุณสมบัติที่ซ้ำกันของพนักงานในตำแหน่ง เป็นสิ่งที่คุณจะต้องทำได้ดี และทำได้อย่างถูกต้อง สรุปก็คือถ้าคุณไม่มี ก็ต้องค้นคว้าเรียนด้วยตนเองผ่าน Google แล้วครับ กับเรียนรู้จากเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ที่มความรู้ จะบอกว่าไม่รู้ ไม่มีเวลา ไม่รู้จะไปติดต่อใคร ก็ให้คุณกลับไปอ่านข้อที่ 2 อีกครั้งว่าคุณถนัดอะไรกันแน่

    แนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีที่ 2 :
    กรณีที่ 2 : คุณตอบว่ายังสับสนอยู่หาทางออกไม่เจอว่าคุณจะไปสมัครงานที่ไหนดี ยังไม่รู้ว่าถนัดอะไรเป็นพิเศษ และไม่มีเงินทุน ไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลย (ห้ามไปเรียนต่อปริญญาโท เพื่อจะมาสมัครงานนี้ เพราะมันใช้เวลามากไป หางานอื่นๆแทน คุณไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้แล้ว)
    2) รายละเอียดคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปเพิ่มเติม ของตำแหน่งที่ต้องการ
    – ถ้าคุณทำงานแบบเดิมๆ มามากกว่า 10 ปี แล้วไม่มีทักษะด้านอื่นๆ เลย การศึกษาจบปริญญาตรี เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คุณไม่ต้องตกใจ เสียใจ กับการสูญเสียงานที่เป็นอดีตไปแล้ว
    – คุณทำได้ด้วยการพิจารณาพฤติกรรมของชุมชนโดยรอบบ้านพักของคุณ เช่น มีคนทำงานบางส่วนที่ยังไม่ตกงาน และต้องเดินทางไปทำงานแต่เช้าทุกวัน และกลับบ้านมืดค่ำ คุณจะต้องทำการวิเคราะห์พฤติกรรมและแบ่งแยกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดังนี้
    (1) จำนวนผู้ชาย หรือ ผู้หญิงที่ยังมีงานทำและต้องไปทำงานแต่เช้าโดยรอบบ้านพักของคุณ อายุของกลุ่มคนทำงาน การแต่งกายก็จะบอกอาชีพได้ในเบื้องต้น
    (2) สำรวจร้านค้าที่ขายอาหาร ตอนเช้า ว่ามีร้านประเภทใดบ้าง จำนวนกี่ร้าน และมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อร้านอยู่ที่เท่าใด ร้านที่ขายอาหารตอนเช้ามีกี่ร้าน ประเภทร้านอาหารใดขายดีที่สุด พฤติกรรมการซื้อสินค้า ซื้อไปทานที่สำนักงาน หรือ ทานที่ร้าน
    (3) สำรวจร้านค้าที่ขายอาหาร ตอนเย็นและค่ำ และขายอาหารตอนค่ำ ว่ามีร้านประเภทใดบ้าง จำนวนกี่ร้าน และมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยต่อร้านอยู่ที่เท่าใด ร้านที่ขายอาหารตอนเช้ามีกี่ร้าน ประเภทร้านอาหารใดขายดีที่สุด พฤติกรรมการซื้อสินค้า ซื้อไปทานที่สำนักงาน หรือ ทานที่ร้าน
    (4) ตัดสินใจเรียนหรือหาความรู้ในประเภทร้านอาหารที่คุณคิดว่ายังไม่มีใครเปิด หรือ มีปริมาณที่เปิดน้อย แต่มีลูกค้าสนใจในปริมาณมาก ถ้าไม่มีเงินเลยก็หาร้านอาหารที่ดังที่สุดในลักษณะอาหารแบบที่คุณสนใจ แล้วลืมอดีตว่าคุณเคยทำงานอะไร เพื่อไปเริ่มต้นใหม่สมัครเป็นลูกมือของร้านอาหารที่ดังที่สุด เพื่อขอเคล็ดลับวิชา และการให้บริการก่อนเพื่อให้มีประสบการณ์เบื้องต้นก่อนการเปิดร้านจริงๆ และเป็นการสะสมเงินเพื่อนำมาเปิดร้านของตนเองในบริเวณใกล้ๆ บ้านพัก

    ในกรณีที่คุณมีข้อแรกแล้ว แต่ยังขาดข้อที่ 2) ก็ต้องวางแผนแล้วครับ จะขอกู้ยืมคุณแม่ คุณพ่อ พี่ๆ ญาติ เพื่อมาลงในหลักสูตรเรียนออนไลน์ต่างๆ หรือไปลงเรียนที่สถาบันต่างๆ พร้อมกับทำงานอย่างหนักมากแบบไม่มีวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ทำงานฝึกฝนความรู้จนคุณมั่นใจว่าคุณรู้จริงในสมบัติที่แตกต่างพิเศษเหล่านี้ดีพอ

    ขั้นตอนสุดท้ายนี้ ก็ไม่ยากแล้วครับ แต่แต่งตัวใส่ชุดที่ดี ใส่เสื้อเชิ้ตที่ดีสุภาพ รูปถ่ายร้านที่ดีสวยงาม เขียนรายระเอียด Resume ใหม่ ในสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มาพร้อมกับ Certificate จากสถาบันที่ไปอบรมมา หรือ ไม่มีก็ได้

    แนวทางปฏิบัติสำหรับกรณีที่ 3 :
    กรณีที่ 3 : เปิดธุรกิจส่วนตัวของตนเอง เป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ยังมีประสบการณ์เล็กน้อยหรือไม่มีประสบการณ์เลยและมีเงินอยู่เพียงน้อยนิดในการทำธุรกิจ

    คุณตอบว่าอยากทำธุรกิจส่วนตัว ผมก็ต้องสอบถามก่อนว่า คุณพร้อมรึยัง ให้กลับไปอ่านข้อที่ 2 อีกครั้ง เพราะการทำธุรกิจส่วนตัวเป็นสิ่งที่คุณจะต้องรู้จักสิ่งที่คุณทำแบบ 1,000% เพราะต้องเกิน 100% เพราะคุณจะต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ แบบที่คุณคาดไม่ถึงได้แบบมีสติ และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ผมแนะนำว่า ให้คุณไปเป็นลูกจ้างร้านค้าที่ขายดีที่สุด ในธุรกิจที่คุณอยากทำและทำทุกอย่างที่เจ้าของร้านสั่งแบบตั้งใจ และให้ลืมไปเลยว่าคุณเรียนจบ อะไรมา และมีประสบการณ์ทำงานในอดีตตำแหน่งอะไร เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณจะต้องเรียนรู้ใหม่หมดจากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจจริงๆ คุณจะต้องถอดหัวโขนออกไป และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ระยะเวลาในการเรียนรู้ในธุรกิจของเถ้าแก่เจ้าของธุรกิจ ผมเสนอประมาณ 2-3 ปี ก็น่าจะเพียงพอ

    หลายท่าน มักจะเถียงว่า ผมเรียน 7 วัน หรือ 1 เดือนก็รู้แล้ว คุณอาจจะรู้วิธีการทำของพวกเขา แต่คุณยังไม่รู้ถึงวิธีการแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการกับอุปสรรคต่างๆ ของพวกเขา เทคนิคพิเศษต่างๆ ที่ทำไมลูกค้าถึงต้องมาร้านเขา ทำไมพวกเขาถึงดังที่สุด คุณก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยด้วยเวลาเพียง 7 วัน หรือ 1 เดือน

    ถ้าคุณบอกว่าทนไม่ได้หลอกไปเป็นลูกจ้างตั้ง 2-3 ปี เพื่อเรียนรู้วิชาการขายหรือธุรกิจจากเถ้าแก่ที่เก่งที่สุดในกลุ่ม ผมก็เสียใจด้วยกับคุณเพราะคุณอาจจะไม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัวได้เลย เพราะแค่อุปสรรคแค่นี้คุณก็ผ่านมันไปไม่ได้แล้ว
  4. เลือกช่องทางในการสร้างความมีตัวตน และความน่าเชื่อถือ ความมีชื่อเสียง การแสดงความสามารถของคุณในโลกออนไลน์
    1. ถ้าคุณเก่งในการเขียนคำโฆษณาเชิญชวนให้คนมาซื้อสินค้าผ่านทาง Social Media และ ถ่ายรูปสินค้าเป็นออกมาสวยงาม (เพื่อนๆ ก็ชมว่าสวย) หรือมีความรู้เรืองการจัดแต่งภาพ Photoshop ให้สวยงาม คุณก็มีทางเลือกมากกว่าคนอื่นๆ ด้วยการทำ ดังนี้
      (1) รับสินค้าของคนอื่นมาขาย ด้วยการซื้อเพียงบางส่วน และเลือกรุ่นสินค้าที่ขายดี มาทำการเขียนโฆษณา และ ถ่ายภาพสินค้า เพื่อนำเสนอผ่าน Social Media ที่มีของฟรีมากมาย เช่น Facebook, Shopee online shop, Lazada online shop, Instagram, Line @ และอื่นๆ
      (2) รับจ้างเป็น มือปืน โฆษณาสินค้า และถ่ายรูปสินค้าเพื่อการโฆษณา ซึ่งคุณหาไอเดียในการถ่ายรูปโฆษณาผ่านทาง Instagram จะมีของต่างชาติ ที่แนะนำการถ่ายภาพที่สวยงามแปลกตา เยอะมาก
    2. ถ้าคุณมีเวลาและชอบงานด้านการออกแบบเว็บไซต์ และการเขียนโปรแกรมตกแต่งภาพ ก็ให้ยอมเสียเวลาและเงิน สมัครเรียนซึ่งมีสถาบันสอนออนไลน์เยอะมาก และถ้าสงสัยก็ให้ปรึกษาอาจารย์เป็นการส่วนตัว บอกกับอาจารย์ตรงๆ ผมตกงานและยากมีรายได้จากเรื่องนี้แต่ผมยังไม่เก่ง จึงจะขอเป็นลูกมืออาจารย์ เพื่อเรียนรู้เทคนิคต่างๆ เพิ่มเติมจาก Course online ที่เรียนกับอาจารย์ (ผมรับรองอาจารย์ท่านก็จะเมตตาคุณเสมอ)

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นเบื้องต้นของผมสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนหางานสำรองในกรณีเกิดการว่างงาน กระทันหันจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา อย่างหนักในครั้งนี้ ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ ท่านในการก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่มั่นคงต่อไป ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราจะพบความหวังและความสำเร็จได้

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆ ท่านผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน (ลาก่อนโควิด-19)

เอกมล เอี่ยมศรี
ผู้เรียบเรียง

INTERFINN.COM

https://www.facebook.com/interfinn.course/?ref=bookmarks

เมษายน 25, 2020 Posted by | Writing Business Plan | ใส่ความเห็น

ทำไม? คนส่วนใหญ่ถึงทำธุรกิจไม่รวย


สวัสดีครับ

ผมขาดการเขียนบทความสั้นๆ เกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกๆ ท่านให้มีเป้าหมายในชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งวันนี้เรามาพิจารณากันว่าทำไม ? “เราถึงไม่รวยสักที” เป็นหัวข้อที่ผมสนใจในวันนี้

ผมได้คุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งสมัยเรียนชั้นประถมด้วยกัน ก็ได้คุยกันหลายเรื่องมากๆ สมัยเด็ก แต่เพื่อนสนิทคนนี้กับถามผมว่า “ทำไม? เราไม่รวยสักที” ก็เลยคุยกัน

เพื่อน : ตุ้ย นายเป็นถึงอาจารย์สอนหนังสือและที่ปรึกษาฯ น่าจะรวยแล้ว เพื่อนมีวิธีคิดหรือแนวทางทำอย่างไร? ช่วยแนะนำหน่อย

ผม : เพื่อนต้องทำเปลี่ยนนิสัยและ Mind Set ใหม่ (ต้องทำแบบนี้ทันที)

1) ต้องเรียนรู้หารายได้เสริมพิเศษช่วงวันหยุด ห้ามสร้างรายได้ด้วยการประหยัดเงินจากเงินเดือนด้วยการหยอดกระปุกหมูน้อย

2) หาเวลาเข้าฟังงานสัมนาที่เป็นอาชีพเสริมเพื่อหาไอเดียใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างอาชีพเสริมที่ไม่ต้องใช้เงินสูงในการลงทุนสูงเด็ดขาด แต่ไม่ใช่ MLM , ไม่ซื้อลิขสิทธิ์ 
เฟรนด์ไชน์มาทำเพราะใช้เงินสูงมาก แต่ไม่รับประกันความสำเร็จ

3) อย่าคิดว่าจะรวยง่ายๆ ด้วยการซื้อล๊อตเตอรี่วัดดวงทุกงวด

4) อย่าคิดว่าเราจะต้องล้มเหลว เพราะเราไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เราเป็นลูกจ้างบริษัทมาตลอดเวลา (อย่าลืมเพื่อนทำอาชีพนี้มาหลายสิบปี เห็นช่องว่างทางการตลาดที่ลูกค้าต้องการและเจ้าของบริษัทของเพื่อนยังไม่ได้ทำ) แล้วเพื่อนทำไมไม่ทำแทนล่ะ

5) ไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวเงินที่สะสมมาจะหมด ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 และ ข้อ 2 ใหม่อีกรอบ

6) เพื่อน ต้องกำหนดเป้าหมายของรายได้ในอนาคตให้ชัดเจน ว่าอยากมีรายได้เสริมเพิ่มเดือนละเท่าใด? ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น แล้วห้ามยกเลิกเงื่อนไขทั้งสิ้น แล้วลงมือทำ แก้ไขปัญหา ไม่ล้มเลิกง่าย ปรึกษาคนเก่งๆ อ่านหนังสือที่เป็น Howto เยอะๆ อ่านบทความจาก Instagram ทุกๆ วัน

7) ใช้จ่ายแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ และแต่ละเดือน เพียง 80% ของรายได้ทั้งหมดที่หาได้ แล้วนำ 20% ที่ประหยัดได้ไปลงทุนต่อ เช่น ซื้อหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ราคาไม่สวิงมากนัก

8) ที่สำคัญ ห้ามแก้ตัวไปวันๆ เช่น วันนี้อากาศร้อนหยุดทำงานพิเศษ 1 วัน อ๊าวฝนตก หยุดอีก 1 วัน วันนี้เบื่อๆ ไม่มีอารมณ์ทำงาน หยุดอีก …….. ห้ามแก้ตัว หรือเลื่อนเป้าหมายเด็ดขาด

9) ต้องมีสังคมอยู่ในกลุ่มคนที่เก่งที่สุด ในอาชีพเสริมที่คุณได้เป็นเจ้าของหรือเริ่มลงมือทำ เช่น ไปคันหาร้านไหนขายดีที่สุด คนไหนเก่งที่สุด คนไหนมีชื่อเสียงที่สุด เข้าไปศึกษาอย่างละเอียด เข้าไปขอเป็นเพื่อน เพื่อขอความรู้จากเขา เพราะพวกเขารวยแล้ว เขาจะยินดีสอนให้กับคนที่สนใจจริงๆ และคนที่พร้อมจะทำงานหนัก เพื่ออนาคตตนเอง

10) ห้ามขี้เกียจ หรือ หมดความสนใจ (Passion) ถ้าคิดจะทำแบบ 30 วันขยัน พอขายไม่ดี หรือไม่มีคนสนใจเลิก เลยเลิกทำตอน 45 วัน อย่างนี้ ก็ขอให้เตรียมตัวจนไปตลอดชีวิต 
หรือเลิกชอบวิจารณ์คนที่รวยๆ ว่า “พวกเขารวยเพราะโกง เอาเปรียบคนที่จนกว่า จึงได้ร่ำรวย” คุณกำลังโทษทุกคนที่รวยกว่า

ผม : นี้เป็น กฎ 10 ข้อแรกที่เพื่อนจะต้องทำให้ได้ ซึ่งเพื่อนไม่ต้องสัญญากับผมว่าจะทำ แต่ให้เพื่อนสัญญากับคนที่อยู่ตรงหน้ากระจกทุกเช้า แล้วบอกว่า “ผมจะทำตามสัญญาเพื่อให้คุณรวย”

Tui / Interfinn.com

กันยายน 6, 2019 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ความฝันของคุณราคาเท่าใด?


สวัสดี ครับ 

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานอนและยังอยากเขียนอีกสักเรื่อง ผมชอบสอบถามนักศึกษาปริญญาโท เสมอคุณวางแผนอีก 5 ปีไว้อย่างไร? 

นักศึกษา : ผมอยากมีเงินเก็บสำหรับไว้สำหรับซื้อบ้านสักหลังประมาณ 3-4 ล้านบาท

อาจารย์ : แล้วคุณนำแผนในอนาคต 5 ปี มาวางแผนเป็นรายปีว่าจะมีรายได้ปีละเท่าใด ? 

นักศึกษา : เริ่มคิดนานขึ้นจากเดิมมาก ใช้เวลา 10 นาทีตอบว่า ประมาณเฉลี่ยปีละ 500,000 – 900,000 บาท 

อาจารย์ : แล้วคุณนำแผนราย 1 ปีมาวางแผนเป็นรายเดือน ว่าจะต้องมีรายได้เดือนละเท่าใด ถึงจะเพียงพอตามแผนรายปี

นักศึกษา : คราวนี้สีหน้าความไม่มั่นใจเริ่มปรากฎชัดเจนขึ้นว่าจะไม่สามารถทำตามแผนที่ตั้งใจไว้ได้ ที่จะหารายได้เฉลี่ยปีละ 500,000 – 900,000 บาทตามที่ตั้งใจไว้ล่วงหน้า 

อาจารย์ : คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนให้แคบลงว่า เป้าหมายในการหารายได้รายสัปดาห์ของคุณจะต้องหาเท่าใด เพื่อให้ยอดการหาเงินเล็กลง และทำได้ง่ายขึ้น

นักศึกษา : ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะหาเงินได้อย่างไร ภายใน 1 สัปดาห์ ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดทุกๆ สัปดาห์ 

อาจารย์ : แล้วคุณเริ่มวางแผนเป้าหมายรายวัน รึยังว่าจะต้องทำอย่างไรต่อวันเพื่อให้ได้เงินมากพอตามเป้าหมายรายสัปดาห์

นักศึกษา : ผมยังไม่ได้วางแผนเลยครับ อาจารย์ พอมาถึงเป้าหมายรายวัน นักศึกษาเริ่มหาข้ออ้างต่างๆ เช่น งานประจำเยอะมาก ไม่มีเวลาหางานพิเศษทำเหนื่อยมาก การแข่งขันสูง ต้องใช้เงินลงทุนเยอะในการทำธุรกิจ ฯลฯ 

อาจารย์ : เพราะฉะนั้น คุณจำเป็นจะต้องไปดาวนโหลด Mobile Application ที่ช่วยคุณกำหนดเป้าหมายการทำงานในแต่ละวัน และเริ่มแบ่งเวลาการทำงานที่เป็นลูกจ้างคนอื่น กับเวลาทำงานที่เป็นลูกจ้างตัวเองเสียตอนนี้เลย 

เพราะถ้าคุณยังเริ่มต้นแบ่งเวลา จ้างตัวคุณเองให้ทำงานเพื่อเป็นนักธุรกิจ 
ผู้ประกอบการ ผู้มีรายได้สูงในอนาคต คุณยังทำไม่ได้เลย แล้วคุณจะมีเงินไปจ้างใครมาทำงานให้คุณ ได้อย่างไร !!!!

ขอให้ทุกท่านๆ เริ่มแบ่งเวลาสำหรับเป็นนายตัวเองได้แล้วครับ คำว่าขอให้โชคดี เป็นคำปลอบใจสำหรับคนที่แพ้ คนที่ชนะมักจะต้องการคำว่า “คุณทำไ้ด้อย่างไรสอนผมด้วย” 

ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเรา 

Tui / Interfinn

สิงหาคม 23, 2019 Posted by | Writing Business Plan | ใส่ความเห็น

วิธีเริ่มต้นธุรกิจมาจากความคิดเล็กๆ เสมอ


สวัสดีครับ

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องต่อจากเมื่อวาน ว่าการจะเป็นผู้ประกอบการที่ดี สามารถสร้างเนื้อ สร้างตัวได้เขาต้องทำกันอย่างไร?

ลองมาดูบทสนทนาตัวอย่างของ การมีความฝันและอยากทำธุรกิจของเด็ก 
ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งจบการศึกษาได้ 3 ปี

เจน : นี้ พลอย เราไปเข้าหลักสูตรฝึกอบรม Innovation Thinking (การคิดเชิงนวัตกรรม) มาอาจารย์สอนให้เราคิดเรื่องธุรกิจ ด้วยการหาช่องว่างของธุรกิจที่มีอยู่และทำการต่อยอดธุรกิจนั้น เราว่ามันยอดมากเลยน่ะ

พลอย : เจน เธอน่ะ ฝันลมๆ แล้งๆ น่ะ เธอเพิ่งจบมาได้ 3 ปี เธอเก่งขนาดหาช่องว่างธุรกิจที่จะทำได้เลยหรา ? อัจฉริยะจังเลยน่ะ !!!

เจน : พลอย คิดว่าธุรกิจที่เราฝันว่าจะทำ มันไม่สำเร็จหรา ??

พลอย : แน่นอน เจน เธอตั้งใจเรียนต่อ จนจบ ดร. แล้วหาดีๆ เงินเดือนสูงทำต่อไปเถอะ เชื่อฉัน (เสียงสูง)

ถ้าคุณเป็น “เจน” คุณจะเชื่อสิ่งที่ พลอย แนะนำไหม ?

การที่คุณ คิดไอเดียใหม่ๆ เจ๋ง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร หรืออยากได้ความเห็นของผู้รู้ในธุรกิจ เพื่อให้แนวทางธุรกิจ

“ห้ามฟังคำพูดต่อไปนี้”

It’s too late to start now ! : คนที่พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เคยทำอะไรใหม่ๆ เลยในชีวิตนี้

It’s not for you : ถ้าคุณฟังและเชื่อคำพูดนี้ แค่ลมปาก 1-2 นาที ทำให้ฝันของคุณสลายไปในอากาศ หรือจิตใจหวั่นไหว คุณก็ไม่มีค่าพอที่จะทำธุรกิจครับ

it’s too hard : เธอจะไหวหรา งานยาก และหนักมากเลยน่ะเธอทำไม่ได้หลอก เชื่อฉันซิ !!!! คุณเชื่อคำพูดคนอื่นๆ ที่บอกว่าคุณทำไม่ได้ แต่คุณไม่เคยเชื่อใจตนเองเลยไช่ไหม ?

It’s impossible : เธอคิดว่าจะไปหาเงินลงทุนมาจากไหน ต้องใช้เงินเยอะมากน่ะ และต้องมีทีมงานที่เก่งๆ มาช่วย ตื่นจากฝันเถอะ

มีใครบ้างที่เก่งตั้งแต่เกิด หรือทำงานแล้ว ไม่เคยล้มเหลว แต่ล้มแล้ว จะต้องไม่ผิดพลาดล้มแบบเดิม “เป็นครั้งที่ 2”

You will fail! : พวกปากไม่เป็นมงคล ก็ต้องออกห่างเข้าไว้ เพราะจิตใจคุณยังไม่มีแรงต้านทานพอ

Just stick to a real job! : พวกกบในกะลา ก็ต้องระวัง พวกนี้กลัวที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ของตนเอง

Make money online? Is that thing? : หาเงินจากธุรกิจออนไลน์ ถ้ามันง่ายๆ อย่างที่เธอเล่าทุกคนก็ทำกันไปหมดแล้ว ไม่รอให้เธอทำหลอก ตื่นเถอะ !!

ถ้าคุณเชื่อ AirBNB ก็ไม่เกิดขึ้นบนโลกแน่นอน

Market is too saturated : ตลาดอิ่มตัวแล้ว เธอคิดช้าไป มาที่หลัง คนอื่นๆ เขาทำกันจนรวยหมดแล้ว

ความเห็น “ควรเดินหนีจากผู้คนเหล่านี้” เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเสียเวลาอธิบาย และเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาให้เข้าใจฝันของคุณ

ผมเสนอให้ เจน ทำตามความฝัน เติมคำในช่องว่าง ดังนี้

FIND AN IDEA ……………………..

PREPARE A BUSINESS MODEL …………………….

SHARE THE BIZ MODEL WITH 100 PEOPLE ……….

LAUNCH THE PRODUCTS ………………………………….

FIND A RIGHT INVESTOR …………………………………..

FIND A TEAM WHO CAN BUILD WITH YOU ………….

SELL YOUR PRODUCTS TO 1 MILLION PEOPLE …..

LIST YOUR COMPANY IN STOCK EXCHANGE ………

MAKE MONEY WHEN THE STOCK VALUE INCREASES ………………

ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ทำไปทีละข้อ อย่างระมัดระวัง และต่อเนื่อง ไม่มีใครขโมยความฝันของคุณได้ นอกจากคุณจะทิ้งความฝันของคุณระหว่างทาง…….

Tui / Interfinn.com

สิงหาคม 23, 2019 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

นิสัยของนักธุรกิจระดับร้อยล้าน


สวัสดีครับ

วันนี้อยากคุยกันเรื่องนิสัยของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขาทำกันอย่างไร ผมได้ทำการศึกษาข้อมูลเรื่องนี้เยอะมากจากหลายบทความ และหลายแหล่งข้อมูล เพื่อนำมาสรุปเป็นแนวทางสำหรับท่านที่สนใจ เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป

1. Network : ข้อนี้ต้องทำก่อนเลย เพราะผมเองก็เปลี่ยนนิสัยจากชอบอยู่คนเดียวเป็นมีเพื่อนๆ ที่มีคุณภาพ และมีความสามารถสูง เก่งเฉพาะด้านมากขึ้น ก็ส่งผลให้ผมมีธุรกิจเพิ่มขึ้นตามจากเครือข่ายของเพื่อนๆ แต่ละคน

2. Get up early : ข้อนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำทุกวันจนเป็นนิสัยเลยครับ คุณควรจะนอนไม่ดึกมาก เช่น 22:00 – 05:00 น. เมื่อตื่นเวลา 05:00 ห้ามเปิดอ่านข้อความโทรศัพท์ หรือ เล่น Social Media แต่ให้มีสมาธินั่งให้จิตว่าง สัก 10-15 นาที แล้วค่อย ออกกำลังกาย อาบน้ำ ทานอาหารเช้า วางแผนธุรกิจ 1 สัปดาห์ล่วงหน้า และดูว่าวันนี้คุณวางแผนจะทำอะไรใน Schedule Plan ห้ามเปลี่ยนแปลงถ้าไม่มีเหตุผลที่ดีพอหลังจากเตรียมความพร้อมในการทำงานแล้ว และค่อยอ่านข้อความในโทรศัพท์ หรือ Social

3. Stay focused : คุณจะต้องเลือกธุรกิจที่จะทำแบบเน้นๆ เฉพาะเจาะจง มีประเด็นที่สนใจเรื่องเดียว วิเคราะห์แล้วสามารถต่อยอดจากสิ่งเดิมได้ หรือสร้างขึ้นใหม่ ศึกษาค้นคว้าอย่างไม่หยุดยั้ง และลองลงมือทำจริงๆ

4. Watch less TV. : ข้อนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน ส่วนมากกลับจากที่ทำงานตอนค่ำๆ อาบน้ำ เปิด Netflix ดูซี่รีย์ที่ค้างอยู่ต้องติดตาม “ผิดอย่างมากที่จะทำแบบนั้น” คุณจะต้องมาทำการอ่านบทความที่ให้ความรู้ ให้เกิดความได้เปรียบในการทำธุรกิจ อ่านบทความ หรือฟังเสียงอ่านที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ “ย้ำบริหารเวลาให้ดีก่อนนอน”

5. Read more books : หลายคนมักจะบอกว่าไม่ชอบอ่านหนังสือเพราะปวดตา เมื่อยแขน อ่านแล้วง่วง “คุณก็หาหนังสือที่เป็นเสียงอ่านแทน หรือ Load app (Podcast Player)” มาฟังมีคนเล่าเรืองต่างให้ฟังฟรี และมีประโยชน์มากครับ

6. Avoid time waster : คุณไม่ควรเสียเวลาไปกับการอ่านข้อมูลที่เป็น ดราม่าของบุคคลอื่นๆ แล้วหลงเข้าไปเขียน Comment หรืออ่านแล้วนำมาวิจารณ์เพื่อความบันเทิง จะทำให้จิตใจของคุณแย่ลงมากกว่าดีขึ้น เพราะคุณจะมีจิตใจที่คิดแต่ด้านลบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

7. Invest in your health : ข้อนี้ก็สำคัญการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และคุณจะมีสุขภาพตามอาหารที่คุณทาน และค่ารักษาพยาบาลจะแพงมากกว่าค่าประกันสุขภาพเสมอ ดังนั้นซื้อประกันสุขภาพได้แล้วน่ะ

8. Take calculated risks : คุณต้องกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่คุณมีความรู้แลได้มีการศึกษามาอย่างดีแล้ว หรือลงทุนในสิ่งที่คุณมีความรู้จริงๆ ไม่ใช่การฟังเขาเล่าว่า

9. Write down your goals : ข้อนี้ก็สำคัญมาก คุณจะต้องวางแผนชีวิตและผลผลิต ผลลัพธ์ที่คุณต้องการไว้เลย มองสิ่งนั้นๆ ทุกๆ เช้าแล้วบอกว่า “ฉันจะต้องทำได้” และนึกภาพความสำเร็จที่คุณจะได้รับให้ชัดเจน ทุกๆ วัน และจดความก้าวหน้าทในสิ่งที่คุณได้ลงมือทำไปแล้วเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

10. Work smarter, not harder : ข้อนี้จำเป็นจะต้องนำวิธีการจาก Network ตามด้วย Stay focused และ Write down your goals.

11. Do something you believe in : คุณต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณคิดจะทำว่าคุณทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ คุณมีความหลงใหลที่จะทำแล้วอยู่กับสิ่งนั้นได้นานๆ มีความอดทนที่จะแก้ไขปัญหาตลอดเวลา สามารถเล่าเรื่องได้ดีเพราะคุณเข้าใจ

12. Foster meaningful relationships : คุณจะต้องกล้าที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เล่าเรื่องธุรกิจที่คุณจะทำให้คนที่เหมาะสม และพร้อมจะรับฟังธุรกิจของคุณ แต่ไม่ใช่การเล่าเรื่องให้ครอบครัว หรือเพื่อนๆ สนิทฟัง เพราะพวกเขาจะวิจารณ์เรื่องธุรกิจของคุณด้วยความขบขัน แต่จงเล่าให้กับคุณที่มีค่าพอจะรับฟังเรื่องธุรกิจของคุณ

คุณทำได้ ถ้าคุณทำมันวันนี้ เด๋วนี้ !!!

Tui / Interfinn.com

สิงหาคม 23, 2019 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่, Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

ความแตกต่างระหว่าง Robotic VS AI


มีนาคม 31, 2019 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

แบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค


สวัสดีครับ

วันนี้เป็นช่วงเวลาใกล้เทศกาลปีใหม่ ทำให้ไม่ค่อยมีนัดบรรยายให้กับสถาบันฯ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผมก็เลยมานั่งพิจารณาว่าได้ห่างหายการเขียนบทความไปนานมาก ก็เลยค้นข้อมูลดูว่าเรื่องใดที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผมก็เห็นโฆษณาหลักสูตรต่างๆ เกี่ยวกับการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การโฆษณาร้านค้า และการวางแผนการตลาดแบบออนไลน์ผ่านสื่อ Social Media ต่างๆ เยอะมาก แต่ผมเข้าไปอ่านในกลุ่มที่สอนการทำการตลาดผ่านออนไลน์ส่วนใหญ่ จะทำการโฆษณาหรือเทคนิคในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมือนๆ กัน ทำให้ผู้รับสารและเห็นโฆษณาหลักสูตรฝึกอบรม แนะนำ การวิเคราะห์ลูกค้าออนไลน์ ของกลุ่มต่างๆ ที่โฆษณาผ่าน FB เป็นหลัก โดยที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจ ก็ต้องวัดดวงกันอีกทีว่าใครตัวจริง และหลักสูตรใดที่ใช้งานได้จริงตามที่คาดหวัง 

ผมก็มีแนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ลูกค้าเหมือนกัน แต่เป็นแนวทางการผสมผสานกับหลายเครื่องมือ ในการทำแบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior Model) เป็นเรื่องที่อยู่ในความนิยมและกำลังมีการพัฒนาเป็น Business Software ขนาดใหญ่ที่มีสมองกล ระดับ AI เป็นผู้วิเคราะห์ด้วยการใช้ระบบฐานข้อมูลของ Machine Learning Based และสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้เสมือนเป็นมนุษย์คุยด้วยจริงๆ  ซึ่งผมก้ได้เกริ่นนำมายาวเลย ส่วนแรกที่จะมาเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำแบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior Model) แบบชาวบ้านทำและที่สำคัญใช้เงินน้อยมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามาก

ขั้นที่ 1 : ติดตั้งโปรแกรม Google Analytics

คุณต้องติดตั้งโปรแกรม Google Analytics เข้าไปในหน้าเว็บไซต์ของคุณก่อน  โดยปกติหลายท่านมักจะถามเสมอว่า Google Analytics ทำอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่สั้นมาก แต่ตอบใช้เวลากับทักษะสูงมาก เพราะเป็นระบบประมวลผลพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น เรามาดูกันก่อนเลยว่า Google Analytics ทำอะไรได้บ้าง  ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล http://hooktalk.com/ability-of-google-analytics/

Google Analytics ทำอะไรได้บ้าง 

 
     (1) สามารถใช้ GA เพื่อวิเคราะห์ว่า User เข้าเว็บไซต์ของเราโดยผ่านมาจากที่ไหน และช่องทางใดที่นำพา User เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา เช่น User อาจจะมาจาก Social หรือมาจาก Google หรือมาจาก Pantip คุณสามารถใช้ GA เพื่อวิเคราะห์ได้ทั้งหมด
           อธิบายเพิ่มเติม 
           สิ่งแรกที่คุณจะต้องรู้ ช่องทางใดพาลูกค้ามาหาที่เว็บไซต์, Blog ของคุณและมาจากช่องทางไหนมากที่สุด เช่น ถ้าลูกค้าเข้ามาหาเราผ่านทาง Social Media แสดงว่าจะต้องวางแผนโฆษณาผ่าน Social Media นั้นพอสมควร  หรือผ่านมาจาก Google ก็ต้องพิจารณาโฆษณาผ่าน Google Ad  หรือมาจากกลุ่มวิจารณและเสนอแนะใน Pantip ก็แสดงว่าคุณจะต้องคอยไปตอบกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณใน Pantip ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการอ้างอิงมาที่เว็บไซต์ ของคุณต่อไป

     (2) ใช้เพื่อวิเคราะห์ Demographic ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่ามีอายุเท่าไหร่ เพศอะไร อาศัยอยู่ที่ไหน และมีความสนใจเรื่องอะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์มากๆในการวิเคราะห์ว่าคนที่ชอบเว็บไซต์ของเราเป็นคนที่มีลักษณะอย่างไร เพื่อที่จะได้นำไปทำการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ในอนาคต
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เมื่อเรารู้แล้วลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่านมาทางช่องทางไหนมากที่สุด คุณก็ควรจะต้องศึกษาต่อว่าแล้วกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ มีเพศอะไร? อายุเท่าใด? อาศัยอยู่ในเมืองไทย หรือต่างประเทศ  อยู่จังหวัดใดมากที่สุด ? มีความสนใจเรื่องอะไร?  ดังนั้นเมื่อคุณทราบแล้วก็จำเป็นจะต้องปรับเนื้อหา Content ภายในเว็บไซต์ของคุณให้ตรงกับ Demographic  ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อให้เขากลับมาเยี่ยมชมอีกครั้ง และสมัครติดตามเว็บไซต์ ของคุณต่อไป  

     (3) GA สามารถให้ Behavioral data เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานในเว็บไซต์ได้เช่น ใช้เวลาในเว็บไซต์ของเรานานแค่ไหน เปิดเว็บเพจของเรากี่หน้า และเข้ามาทำอะไรในเว็บไซต์ของเราบ้าง 
           อธิบายเพิ่มเติม 
           ตอนนี้ คุณรู้แล้วว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเข้ามาทางช่องทางไหน อายุเท่าใด เพศอะไร และมีพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณไหน และรู้ด้วยว่าเข้ามาค้นข้อมูลเรื่องอะไร สนใจเรื่องอะไรอยู่ตอนนี้  ก็จะต้องปรับเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีเรื่อง ประเด็น  ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาเยอะๆ และมีความละเอียดมากขึ้น มีรูปภาพ ตัวอย่างกรณีศึกษา และอื่นๆ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่กับเว็บไซต์เรานาน หรือให้ดีกว่านั้นให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสาร หรือกดติดตาม ก็จะดีมาก แสดงว่าเนื้อหา Content ที่คุณออกแบบหรือนำเสนอมีประโยชน์มากพอที่จะต้องติดตามเรื่อยๆ

     (4) ใช้เพื่อตรวจสอบว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์ใช้อุปกรณ์อะไรกันบ้างและเปิดเว็บไซต์ของเราด้วย Browser อะไร ระบบปฏิบัติการอะไร เพื่อที่จะได้พัฒนาเว็บไซต์ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้เข้าชมใช้กัน
           อธิบายเพิ่มเติม 
           การที่เราทราบว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ค้นข้อมูลผ่าน Mobile, PC, Tablet ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะเราก็จะนำมาวิเคราะห์ช่องทางการติดต่อสื่อสารต่อไป และปรับเนื้อหาให้สั้นกระชับ ได้ใจความหรือเพิ่มรูปภาพประกอบมากขึ้นเพื่อให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค   

        (5) ตั้ง Goal เพื่อวัดเป้าหมายของเว็บไซต์ได้ เช่นเราอาจจะตั้ง Goal เป็นการสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หลังจากนั้นก็คอยวัดผลว่ามีผู้ชมทำการสมัครสมาชิกเว็บไซต์มากน้อยแค่ไหน (Goal Complete) พร้อมการวิเคราะห์ Funnel ว่าถ้าหากเป้าหมายไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่แล้ว User หลุดออกไปที่ส่วนไหนของ Funnel
           อธิบายเพิ่มเติม 
           การตั้ง Goal ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอีกเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ความซื่อสัตย์ของลูกค้ากับเว็บไซต์,  เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสมัครสมาชิกน้อยมาก หรือ เข้ามาชมสินค้าที่จัดโปรโมชั่นน้อย  หรือใช้รหัสคูปองส่วนลดน้อยมาก หรือดาวน์โหลด E-Book ที่เราแจกฟรี น้อยมาก แสดงว่ามีปัญหากับการเชิญชวนให้ลูกค้าเป็นขาประจำกับเว็บไซต์ของคุณเข้าแล้ว จำเป็นจะต้องรีบปรับปรุงแก้ไขคำโฆษณาที่ออนไลน์ไว้ หรือ Promotion Activities ต่างๆ ใหม่อีกครั้งแบบเร่งด่วน

        (6) วิเคราะห์พฤติกรรมของ User ได้ว่าเขาไปเปิดหน้าเพจในไหนเว็บไซต์ขึ้นมาดูบ้าง User เข้าเว็บไซต์ของเราที่หน้าเพจไหน ใช้เวลาอยู่ในหน้าเพจนั้นนานเท่าไหร่ ไปหน้าเพจไหนต่อ แล้วออกจากเว็บไซต์ที่หน้าเพจไหน เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า User ส่วนใหญ่ชอบอะไรในเว็บไซต์ของเราด้วยการตรวจสอบว่า User ส่วนใหญ่เข้าไปยังหน้าเพจไหนบ้าง
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เมื่อลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ของเราแล้ว เราอยากให้เขาไปที่หน้าเว็บใดๆ ที่เราต้องการแล้วลูกค้าไปอย่างที่เราที่เราคาดหวังหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไป แต่อยู่ไม่กี่วินาที ถือว่าไม่ผ่านน่ะครับจะต้องปรับปรุงใหม่  ให้อยู่หลายนาทีหน่อยเพื่อยืนยันว่าอ่านข้อมูลที่เราได้นำเสนอไปแล้วในหน้าเพจนั้นๆ ดั้งนั้น คุณจำเป็นจะต้องวางแผนเส้นทางเดินของลูกค้าในหน้าเว็บไซต์เราให้ดี ว่ามาหน้านี้ค้นหาสินค้า……… พอเจอสินค้าก็มีรูปสินค้าและรายละเอียดให้เลือกสินค้า……. ไปที่หน้าตะกร้าสินค้า หรือ สั่งจองสินค้า……….. (1) ไปที่หน้าชำระเงิน (2) หน้าสั่งรายการสินค้าเพิ่ม (3) หน้ากรอกรหัสคูปองส่วนลดสินค้า เป็นต้น  ถ้าลูกค้าเดินทางตามเส้นทางที่เรากำหนด แต่ไม่ยอมชำระเงินแล้วหายไปดื้อ ไม่ทำรายการต่อ ก็จะต้องเก็บข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนำมาปรับปรุงต่อไปครับ ซึ่งมีหลายสาเหตุมาก จำเป็นจะต้องพิจารณาต่อว่า ลูกค้าออกไปจากเว็บไซต์เลย  หรือว่าไปหน้าค้นข้อมูลต่อและค่อยออกจากเว็บไซต์ เป็นต้น 

         (7) สามารถวัดความเร็วของเว็บไซต์ได้ ซึ่งถ้าจำได้ความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการจัดอันดับ SEO แน่นอนว่า GA มันสามารถบอกได้เลยว่าแต่ละหน้าเพจใช้เวลาโหลดนานแค่ไหน สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด หรือสามารถเปรียบเทียบความเร็วแต่ละหน้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์ได้ถ้าหน้าเพจไหนโหลดนานกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ อาจจะลองเข้าไปแก้ไขหน้าเพจนั้นดู
           อธิบายเพิ่มเติม 
           การนำรูปภาพขึ้นแสดงบนเว็บเพจเยอะ ๆ แต่ไม่มีการวางแผนด้านขนาดของข้อมูลที่จะดาวน์โหลด ก็เป็นอีกปัญหาที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบ เพราะลูกค้าจะรอการแสดงข้อมูลเป็นวินาที ถ้าหลายวินาทียังขึ้นไม่ครบ หรือยังหมุนๆ อยู่ก็จากไปแน่นอนครับ ดังนั้น GA มันสามารถบอกได้เลยว่าแต่ละหน้าเพจใช้เวลาโหลดนานแค่ไหน สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด หรือสามารถเปรียบเทียบความเร็วแต่ละหน้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์ได้ถ้าหน้าเพจไหนโหลดนานกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ อาจจะลองเข้าไปแก้ไขหน้าเพจนั้นดู

         (8) ใช้ GA วิเคราะห์แคมเปญ Google Adwords ได้ ถ้าคุณทำการเชื่อม GA กับ Adwords เข้าด้วยกันแล้ว มันจะทำการดึงข้อมูลแคมเปญโฆษณาที่สร้างเอาไว้ใน Adwords มารายงานได้โดยอัตโนมัตินั้นหมายความว่าคุณสามารถวัดผลแบบรวมศูนย์อยู่ในทีเดียวได้สะดวกมากๆ
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

         (9) ใช้ GA วิเคราะห์แคมเปญการตลาดที่มาจากช่องทางต่างๆนอกเหนือไปจาก Adwords ได้เช่น แคมเปญโฆษณาที่ทำใน Facebook, Instagram, Twitter, Ad Network
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

         (10) อ่านข้อมูลจาก Google Search Console ได้ คล้ายๆกันกับ Adwords คือถ้าทำการเชื่อม GA กับ Search Console แล้วสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ SEO ผ่าน Google Analytics ได้เลย
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

         (11) ทำ Event Tracking ได้เพื่อวิเคราะห์ว่าคนเข้าเว็บไซต์ทำกิจกรรมที่มีความสำคัญในเว็บไซต์ของเรามากแค่ไหน (ภาษาคอมพิวเตอร์เรียกว่า Event) เช่นการดาวน์โหลดไฟล์ การกดเล่นวิดีโอ การคลิกที่ปุ่มที่มีความสำคัญ รวมถึงใช้เพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละ Event ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

          (12) ทำ E-commerce Tracking ได้ อีกหนึ่งประโยชน์ของ GA สำหรับการใช้ร่วมกับเว็บไซต์ขายของออนไลน์ก็คือมันสามารถวัดผล E-comerece Tracking ได้ทำให้เรารู้พฤติกรรมของลูกค้าในเว็บไซต์ได้มากยิ่งขึ้น รู้ยอดขายของสินค้า รู้ว่าใครมักจะซื้ออะไรร่วมกับอะไร
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

           (13) ทำ Enhanced E-commerce ได้ เป็นขั้นที่เหนือกว่า E-commerce Tracking แบบธรรมดาเพราะสามารถช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ทำการวัดผลถึงระดับปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ที่มีต่อเว็บไซต์ E-commerce ได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นแต่ก็แลกมาด้วยการ Implement โค้ดลงเว็บไซต์ที่ยากกว่าเดิมเช่นกัน
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

          (14) ทำ A/B Testing ด้วยฟีเจอร์ Experiment ได้ ถึงแม้ว่าการทำ A/B Testing ใน Google Analytics อาจจะไม่ได้สะดวกและดีไปกว่าเครื่องมือที่มันเกิดขึ้นมาเพื่อ A/B Testing จริงๆ แต่ข้อดีของมันคือสามารถวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆที่อยู่ภายใน Analytics ได้เลยและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

          (15) วิเคราะห์คำค้นหาที่อยู่ในเว็บไซต์ผ่านฟีเจอร์ Site Search บางเว็บไซต์จะมีช่องสำหรับให้ User ค้นหาข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์ เราสามารถใช้ GA เพื่อวิเคราะห์ดูว่า User ส่วนใหญ่ค้นหาอะไรกันบ้าง
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

http://hooktalk.com/ability-of-google-analytics/

สรุปแนวคิดการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจาก Google Analytics

เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ 

ธันวาคม 16, 2018 Posted by | Customer Behavior Model | ใส่ความเห็น

วิธีการเขียน Model Canvas


สวัสดีครับ

วันนี้ ผมขออนุญานำเสนอวิธีการเขียน Business Model Canvas ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้วางแผนธุรกิจ ไม่จำกัดว่าธุรกิจนั้นจะใหญ่ หรือ ขนาดเล็ก เพราะ Business Model Canvas เป็นเครื่องมือสำหรับการถ่ายทอดความคิดในเรื่องธุรกิจออกมาเป็นแผนธุรกิจก่อนการลงมือทำธุรกิจนั้นจริงๆ

ขอเสนอว่าควรจะมีการจัดทำ Business Model Canvas ก่อนเขียนแผนธุรกิจ (Business Plan) เพราะการเขียน Business Model Canvas จะทำให้คุณเข้าใจธุรกิจที่จะทำมากขึ้นก่อนที่จะเสียงเงินลงทุนทำธุรกิจจริง

ขอให้ทุกๆ ท่านเสนอความเห็นได้ว่าหลังจากรับฟัง VDO แล้วควรจะต้องปรับปรุงอะไร หรืออยากให้แก้ไขเพิ่มเรื่องใด แนะนำได้ครับ  ผมขอให้ทุกๆ ท่านประสบความสำเร็จในการเขียนแผนธุรกิจ และต้องการสอบถามเพิ่มเติมอะไร ติดต่อผ่านทางไลน์ Line : interfinn หรือ Email : interfinn@gmail.com

ทุกๆ ท่านสามารถดาวน์โหลด Presentation ด้านล่างนี้ได้เลยครับ เพื่อนำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

Presentation Business Model Canvas

ฟังคำอธิบายการใช้ Business Model Canvas ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

ขอแสดงความนับถือ

เอกกมล  เอี่ยมศรี
https://www.facebook.com/interfinn.course/?ref=bookmarks
http://www.interfinn.com

ธันวาคม 10, 2018 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่, Writing Business Plan | ใส่ความเห็น

การวิเคราะห์สินเชื่อด้วย 5C แบบเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคาร


สวัสดีปีใหม่ไทย ครับ

ผมไม่ได้เขียนบทความเรื่องนี้มานานมาแล้วครับ วันนี้ว่างๆ เลยอยากเขียนเรืื่องสินเชื่อ Personal Loan ด้วยวิธีคิดแบบ 5 C  ที่ไม่เหมือนนักวิชาการท่านอื่นๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

การวิเคราะห์เครดิต  ในฐานะเจ้าหน้าที่สินเชื่อถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาลูกหนี้ก่อนการให้กู้ยืมเงิน ทั้งการประเมินเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโดยรวมของลูกค้า (บริษัท / บุคคล)  โดยทั่วไปจะช่วยในการกำหนดความสามารถในการชำระหนี้ของนิติบุคคลหรือความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา

ในบทความนี้จะมีการวิเคราะห์เครดิตจากมุมมองต่าง ๆ ดังนี้

  • การวิเคราะห์เครดิต คืออะไร ?
  • นักวิเคราะห์สินเชื่อมองหาจากอะไร ?
  • การวิเคราะห์สินเชื่อ 5 C
  • กรณีศึกษาการวิเคราะห์เครดิต
  • นักวิเคราะห์สินเชื่อ – การได้รับข้อมูลเชิงปริมาณของลูกค้า
  • การวิเคราะห์เครดิต – การพิจารณาตัดสิน
  • อัตราส่วนการวิเคราะห์เครดิต
  • บทเรียนจากการศึกษากรณีการวิเคราะห์เครดิต

 

1. การวิเคราะห์เครดิต คืออะไร ?

การวิเคราะห์เครดิตเป็นกระบวนการในการสรุปผลจากข้อมูลที่มีอยู่ (ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเครดิตของกิจการและบุคคลธรรมดา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและการให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อในครั้งนี้

2. นักวิเคราะห์สินเชื่อมองหาอะไร ? 

เคยสงสัยไหมว่าทำไม? เจ้าหน้าที่สินเชื่อถึงสอบถามคำถามมากมากเกี่ยวกับประวัติด้านการทำงาน การศึกษา ครอบครัว และวัตถุประสงค์การใช้เงิน เป็นต้น รวมทั้งให้คุณกรอกแบบฟอร์มอีกมากมาย เมื่อคุณต้องการจะสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์สักแห่ง และกระบวนการตอบแบบสอบถามก็มีความยุ่งยาก และต้องการเอกสารหลักฐานเป็นจำนวนมาก  ซึ่งคุณก็พยามทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเจ้าหน้าที่สินเชื่อว่าพวกเขาจะนำข้อมูลเยอะมากขนาดนี้ไปทำอะไร  นอกจากนี้ระหว่างการขอสินเชื่อ เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะสอบถามข้อมูลต่างๆ จากหลักฐานที่คุณเตรียมมาให้พวกเขา และดูบุคลิกของคุณด้วยว่า “คำตอบของคุณน่าเชื่อถือ มีอาการตื่นเต้น หรือมีการไม่มั่นใจในคำตอบหรือไม่? ” ข้อมูลเหล่านี้เราเรียกว่าการวิเคราะห์พฤติกรรม และบุคลิกของผู้ขอสินเชื่อ เราเรียกว่าระบบ 5C จะอธิบายต่อไปครับ

ตอบ : เจ้าหน้าสินเชื่อขอเอกสารปริมาณมากเพื่อไปวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้ขอกู้ ในกรณีเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนิติบุคคล เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ข้อมูลงบการเงินของบริษัทนิติบุคคล ดังนี้

> งบการเงินประกอบด้วย

  1. งบดุล  เป็นรายงานแสดงถึงฐานะของธุรกิจ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้  ผู้ขอสินเชื่อส่วนใหญ่สงสัยว่า มีขาดทุนสะสมขอกู้สินเชื่อได้ไหม “ขอสินเชื่อได้ครับ” แต่งบการเงินในปีที่ขอสินเชื่อจะต้องมีกำไร พอสมควรเพียงพอที่จะสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ขอสินสินเชื่อ หรือมีรายได้ที่คงที่ น่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจหลักจริงไม่ได้มีรายได้มาจากการขายทรัพย์สินในธุรกิจบางประเภท เช่น ที่ดิน เครื่องจักร หรือ รายได้จากบริษัทในเครือปริมาณที่สูงมากๆ แบบผิดสังเกต อย่างนี้จะมีปัญหามากในการพิจารณาสินเชื่อ
  2. งบกำไรขาดทุน เป็นการแสดงถึงผลกำไร โดยจะแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ข้อระมัดระวัง เกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน

   – รายได้หลักของธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีความต่อเนื่อง และมีหลักฐานความต้องการจากลูกค้าที่น่าเชื่อถือ และสินค้าที่ผลิต/จำหน่าย หรือธุรกิจบริการ ควรจะมาจากลูกค้าประจำ และลูกค้าทั่วไป ในสัดส่วนที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับตัวเลขในรายได้รวม

    –  เทคโนโลยีการผลิต กำลังการผลิต ควรจะมีข้อมูลหลักฐานที่ดี น่าเชื่อถือ และอธิบายได้อย่างชัดเจน มีแผนการซ่อมบำรุง และการเพิ่มกำลังการผลิตที่ชัดเจนในอนาคต ให้สอดคล้องกับปริมาณรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

    –  ค่าใช้จ่ายในการขาย  จะเป็นตัวเลขจากกระบวนการผลิต กำลังการผลิต วัตถุดิบ ควรจะมีตัวเลขไม่มากเกินไป หรือสามารถอธิบายด้วยหลักฐานในกระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน

    –  ค่าใช้จ่ายในการบริหาร  จะเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเงินเดือน/ค่าคอมมิชชั่นพนักงานเป็นหลัก และค่าใช้จ่ายเงินเดือนของผู้บริหารทั้งหมด  “ข้อระมัดระวัง : อย่านำรายได้ไปใช้ส่วนตัวและมาบันทึกในค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพื่อนำเงินสดออกจากบริษัทแบบผิดวัตถุประสงค์ เตือนไว้ล่วงหน้าเลย อย่าทำ

     –  งบกระแสเงินสด ก็มีความสำคัญอยู่เหมือนกันเป็นเครื่องมือง่าย ที่จะใช้บอกนิสัยการบริหารจัดการ และลักษณะรายได้ของบริษัทนิิติบุคคลได้อย่างดี  “ข้อระมัดระวัง : เจ้าหน้าที่สินเชื่อที่มีประสบการณ์พอสมควร สามารถอ่านลักษณะการบริหารธุรกิจ การจัดการด้านการเงิน นิสัยของผู้บริหารได้จากงบกระแสเงินสดได้เลยครับ ถ้าเจ้าของกิจการพูดไม่ตรงกับงบการเงิน เราก็จะมีการพิจารณาที่เข้มข้นมากขึ้น หรือขอเอกสารเยอะมากขึ้นน่ะครับ

> การวิเคราะห์ทางการเงิน อาศัยข้อมูลจากงบการเงินข้างต้น ประกอบด้วย

  1. งบการเงินเปรียบเทียบ เป็นการเปรียบเทียบรายการสำคัญๆ ในงบการเงินของแต่ละปีว่ามีแนวโน้มหรืออัตราการเพิ่มขึ้นอย่างไร เช่น การเปรียบเทียบกำไรสุทธิ ยอดขาย และทรัพย์สิน หรือส่วนของเจ้าของแต่ละปีว่ามีอัตราการเติบโตมากขึ้นน้อยเพึยงใด
  2. การวิเคราะห์งบการเงินในแนวดิ่ง  เป็นการเปรียบเทียบรายการต่าง ๆ  ในงบการเงินเป็นร้อยละต่อรายการหลัก เช่น หากวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน ก็อาจเปรียบเทียบขนาดของรายการต่าง ๆ  เป็นร้อยละต่อยอดขาย  โดยปกติมักเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของต้นทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนคงที่ เช่น เครื่องจักร หรือต้นทุนผันแปร เช่น วัตถุดิบต่าง ๆ ของแต่ละปีว่าเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด  เมื่อคิดเป็นร้อยละต่อยอดขาย แต่หากวิเคราะห์งบดุลก็อาจะเปรียบเทียบขนาดของรายการต่างๆ  เป็นร้อยละต่อสินทรัพย์รวม เช่น เพื่อให้ทราบว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น สินค้าคงคลัง หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
  3. การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายการต่างๆ ในงบการเงิน ซึ่งมีรายละเอียดและรูปบบของอัตราส่วนทางการเงินที่หลากหลาย โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยในที่นี้จะยกตัวอย่างกลุ่มละ 1 อัตราส่วน ดังนี้

3.1 อัตราส่วนสภาพคล้องภายในกิจการ เช่น สัดส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน ใช้สำหรับวิเคราะห์ถึงภาระผูกพันจากหนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระว่าถูกครอบคลุมด้วยสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นงินสดได้ง่าย มากน้อยเพียงใด

3.2 อัตราส่วนวัดผลการดำเนินงาน เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์รวม สำหรับวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

3.3 อัตราส่วนวัดผลการดำเนินงาน เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์รวม สำหรับวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

3.4 อัตราส่วนต่อหุ้น เช่น อัตราส่วนราคาตลาดของหุ้นสามัญต่อราคาหุ้นตามบัญชี เพื่อสะท้อนถึงมูลค่าของหุ้นสามัญในสายตานักลงทุน ซึ่งเกิดจากความคาดการณ์เกี่ยวกับฐานะการดำเนินงานของกิจการในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  :  http://www.fpo.go.th/S-I/Source/ECO/ECO27.htm

 

3. การวิเคราะห์สินเชื่อ 5 C  ได้แก่ Character , Capacity,  Capital,  Collateral, Condition

3.1 ความเต็มใจชำระหนี้ และอุปนิสัย (Character)

เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ สำหรับการพิจารณาการให้สินเชื่อ เพราะถ้าลูกค้า/ลูกหนี้ ขาดความซื่อสัตย์ ความจริงใจแล้ว ก็ย่อมมีโอกาสเกิดหนี้สูญแก่ทางธนาคารมาก ปกติแล้วถ้าเป็นลูกหนี้รายใหม่ธนาคารจะพิจารณาชื่อเสียง ฐานะการศึกษา อุปนิสัยครอบครัว ความซื่อสัตย์ การที่จะทราบอุปนิสัยที่แท้จริงของผู้กู้ได้โดยความสำคัญอย่างใกล้ชิด  ซึ่งความซื่อสัตย์เป็นหลักสำคัญของอุปนิสัย

 

3.2 ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)

ความสามารถในการชำระหนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพิจารณาให้สินเชื่อ ลูกหนี้ที่แม้อยากจะชำระหนี้สักเพียงใด  หากปราศจากซึ่งความสามารถในการชำระหนี้แล้ว ย่อมไม่เกิดการชำระหนี้  ดังนั้นการให้กู้ยืม และการให้เครดิตคของธนาคาตจะต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

3.2.1  ความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา พิจารณาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

รายได้ประจำ หมายถึง เงินเดือน รายได้อื่นๆ ความสามารถในการชำระหนี้ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องขึ้นอยู่กับเงินเดือน และรายได้ที่ได้รับอย่างสมำเสมอ และความสามารถนำรายได้นั้นมาใช้ส่วนหนึ่งเพื่อการชำระหนี้

ความสามารถในการหารายได้จะชี้ให้เห็นถึงความแน่นอนของรายได้อันนำมาสู่การชำระหนี้ในอนาคต พิจารณาได้จากลักษณะของงานที่ทำ พื้นความรู้ความสามารถในการทำงาน สุขภาพ ความมั่นคงในการทำงาน และความก้าวหน้าในการทำงาน

หนี้สินที่มีอยู่ หมายถึง ภาระผูกผูนที่มีอยู่เดิม

รูปแบบของการใช้จ่าย หมายถึง ภาวะที่ผู้มีรายได้จะต้องรับผิดชอบก่อนที่จะเหลือรายได้เพื่อการชำระหนี้ พิจารณาได้จากฐานะการสมรถ ขนาดของครอบครัว และระดัการครองชีพ เมื่อทราบรายได้ ความแน่นอนของรายได้ หนี้สินเดิม และรูปแบบของการใช้จ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือจะเป็นเครื่องคุ้มครองรายจ่ายชำระหนี้แก่ธนาคาร

3.2.2 ความสามรถในการชำระหนี้ของธุรกิจ พิจารณาได้จาก อัตราส่วนทางการเงิน ดังนี้

– อัตราสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)

– อัตราส่วนหนี้สิน และความคุ้มครองรายจ่ายประจำ (Dept and Coverage Ratio)

– อัตราส่วนความสามรถในการหากำไร (Profitability Ratio)

– อัตราส่วนความเจริญเติบโต และอื่นๆ (Growth and Other)

 

3.3 ทุนที่จะนำมาลง (Capital)

ทุน หมายถึง สิ่งของทรัพย์สินเงินทองที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนไวัในธุรกิจ ธุรกิจอาจดำเนินการได้โดยไม่มีการกู้ยืม ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย เป็นผลให้กำไรของกิจการน้อยตามไปด้วย
ดังนั้นผู้ประกอบการจึงทำการกู้ยืมตามกำลังความสามารถของตน  แต่ขณะเดียวกันถ้ามีการใช้เงินกู้ยืมสูง (Leverage) ธุรกิจอาจประสบปัญห เนื่องจากกำไรที่ธุรกิจได้รับส่วนใหญ่จะต้องนำไปชำระคืนเงินกู้แก่ธนาคาร และถ้ากำไรของธุรกิจนั้นน้อยธุรกิจนั้นอาจขาดทุน

ปกติแล้วเงินทุน เท่ากับ มูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดของกิจการหักด้วยหนี้สินทั้งหมด ถ้ากิจการใดมีหนี้สินมากกว่าเงินทุนที่ลงได้  หมายความว่า เจ้าหนี้มีอัตราเสี่ยงสูงเพราะเจ้าหนี้ได้ลงทุนมากกกว่าเจ้าของกิจการ  ดังนั้นเงินทุนของผู้ขอกู้จึงเปรียบเสมือนเกราะให้ความปลอดภัย (Margin of safety) กับธนาคาร  ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารจะยอมให้กิจการกู้ที่อัตราส่วนของหนี้ต่อเงินทุนไม่เกิน 3 เท่า

 

3.4 หลักประกัน (Collateral)

โดยปกติก่อนที่ธนาคารจะอนุมัติเงินให้กับลูกค้า ธนาคารมักจะให้ลูกค้าผู้ขอกู้เงินวางหลักทรัพย์เป็นประกันไว้กับธนาคาร  ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเจนในด้านความเสี่ยง เช่น ความสามารถของผู้กู้ที่ยังไม่ได้พิสูจน์หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อหนี้สูญที่อาจเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลักประกันไม่อาจที่จะมาชดเชยกับจุดอ่อนทางด้านความซื่อสัตย์เพราะถ้าหากผู้ขอกู้ขาดความซื่อสัตย์แล้วย่อมหมายถึงความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจว่าการกู้เงินจากธนาคารต้องมีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างมาค้ำประกันแต่ความจริงแล้วยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ใช่ค้ำประกันได้ดังนี้

3.4.1 การใช้บุคคลค้ำประกัน (Personal Guarantee) บุคคลที่ค้ำประกันต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงฐานะดีหรือคนที่ธนาคารรู้จัก หรือคนที่ธนาคารยอมรับให้เครดิต

3.4.2 การใช้เงินฝากประจําค้ำประกัน (Fixed deposit) โดยการมอบอํานาจให้กับธนาคารมีสิทธิ์หักเงินฝากประจําชําระหนี้การขอให้กู้ในลักษณะนี้มักเสียดอกเบี้ยในอัตราตากว่าอัตราปกติโดยธนาคารมักจะใช้วิธีบวกอัตราดอกเบี้ยเหนืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจําในขณะนั้ขึ้นอีกร้อยละ 3-4 จุดประสงค์ในการขอกู้โดยใช้เงินฝากค้ำประกันนี้ผู้ขอกู้มักจะมาขอกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นในรูปของการเบิกเงินเกินบัญชี

3.4.3 การกู้โดยการโอนสิทธิการเช่า ในบางกรณีผู้กู้ไม่มีหลักทรัพย์ของตนเอง แต่ได้ทําสัญญาเช่าสถานที่เพื่อเป็นที่ประกอบการเป็นสัญญาระยะยาวธนาคารก็อาจนับเป็นหลักทรัพย์ได้

3.4.4 การให้กู้โดยมีสินค้าเป็นหลักประกัน (Stock Financing) โดยธนาคารจะพิจารณาเลือกเอาสินค้าที่มีคุณภาพแบบเดียวกัน (Homogeneous) เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ และควบคุมผู้ขอก็จะต้องทําประกันภัยสินค้าที่จํานําไว้กับธนาคาร ตลอดจนสลักหลังกรมธรรมมอบให้กับธนาคารเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เมื่อเกิดความเสียหาย

 

3.5 ภาวการณ์ (Condition)

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการบริโภคสินค้าวิธีการจําหน่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในการควบคุม ยกเลิกการส่งเสริมการเพิ่มภาษีเพิ่มกฎข้อบังคับ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบถึงความสามารถในการชําระหนี้ของลูกค้า

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  : http://e-book.ram.edu/e-book/e/EC320/EC320-7.pdf

 

4. กรณีศึกษาการวิเคราะห์เครดิต

จากสมัยก่อนถึงปัจจุบัน มีความขัดแย้งของนักธุรกิจและนายธนาคารเกี่ยวกับการให้คะแนนของเครดิต ความไม่พอใจในส่วนของเจ้าของธุรกิจเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เครดิตของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ อาจจะถูกประเมินโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือประสบการณ์ในอดีตที่เข้าใจในธุรกิจเพียงบางประเภทที่เกิดมานานแล้ว ขณะที่ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีความแตกต่างจากธุรกิจเดิมกลับไม่ได้รับการพิจารณาให้สินเชื่อ ถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคตก็ตาม  ซึ่งเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาจมีเหตุผลส่วนตัวในการกำหนดจำนวนความเสี่ยงที่เขาพร้อมที่จะรับได้ อาจรวมถึงประสบการณ์ที่ไม่ดีกับภาคธุรกิจดังกล่าวหรือการประเมินความต้องการทางธุรกิจของตนเอง  หลายครั้งที่ีมีบรรทัดฐานหรือข้อบังคับภายในที่บังคับให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อปฎิบัติตามนโยบายสินเชื่อของธนาคารที่มีข้อจำกัด มากขึ้น

จุดสำคัญที่สุดที่จะตระหนักคือ ธนาคารอยู่ในธุรกิจรายได้จากดอกเบี้ย ดังนั้นการควบคุมความเสี่ยงและการยับยั้งข้อผิดพลาดต่างๆ เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้มีความหลากหลายสำหรับลูกค้าที่มีความคาดหวังต่างกัน  ขั้นตอนที่ธนาคารดำเนินการเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตนจากการผิดนัดทั้งหมดต่อการประเมินสินเชื่อที่น่าเชื่อถือได้

กรณีตัวอย่าง ลูกค้าสินเชื่อ 

  1. ลูกค้าคือใคร ? คุณสมชาย  รักไทย  เป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญวิศวกรด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีชื่อเสียง และได้ลาออกมาเปิดบริษัทผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทย
  2. ประวัติบริษัทที่ขอสินเชื่อเป็นอย่างไร ? ก็จะพิจารณาประวัติการก่อตั้ง  รายชื่อผู้ถือหุ้น
    ทุนจดทะเบียน  รายการงบการเงินย้อนหลัง 3 – 5 ปี การพยากรณ์ด้านการเงินล่วงหน้า 5 ปี
  3. วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ ? สิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ลูกหนี้สินเชื่อจะต้องเล่าด้วยความสัตย์จริง และมีวินัยทางการเงิน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ และเป้าหมายทางการเงินที่ได้พยากรณ์ล่วงหน้า 5 ปี
  4. ความสามารถในการชำระหนี้ ? เจ้าหน้าที่สินเชื่อทำการประเมินจากงบการเงิน แหล่งรายได้ และค่าใช้จ่ายของผู้กู้สินเชื่อ รวมทั้งอาจจะให้มีผู้กู้ร่วมเพิ่มเติม ด้วยในบางกรณี
  5. หลักประกัน ? สินเชื่อแบบมีหลักประกัน เป็นไปตามชื่อกันเลย คือ เราจะต้องมีหลักประกันไปให้ธนาคาร เพื่อใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อร่วมกับฐานะทางการเงิน ประวัติการชำระเงิน และภาระหนี้สินของเรา

การตอบคำถามเหล่านี้ช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อ เข้าใจความเสี่ยงในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายนี้  ซึ่งคำถามเหล่านี้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลูกค้าและช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อเข้าใจลึกไปถึงธุรกิจของลูกค้าสินเชื่อเกี่ยวกับความเสี่ยงของธุรกิจ

 

5. นักวิเคราะห์สินเชื่อ – การได้รับข้อมูลเชิงปริมาณของลูกค้า

นอกเหนือจากคำถามข้างต้นนักวิเคราะห์สินเชื่อยังต้องการที่จะได้รับข้อมูลเชิงปริมาณที่เฉพาะเจาะจงไปยังลูกค้าสินเชื่อ :

–  ประวัติผู้กู้ – ประวัติ โดยสังเขปของบริษัทฯ ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงกสร้างผู้ถือหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุนของผู้ก่อตั้งธุรกิจ แผนการเติบโตของธุรกิจ รายชื่อลูกค้า  รายชื่อซัพพลายเออร์ รายชื่อคู่แข่งทางธุรกิจ กระบวนการผลิต การวางแผนการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งหมดจะต้องมีเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

–  ข้อมูลตลาด   มีการศึกษาถึงแนวโน้มอุตสาหกรรม  ขนาดตลาดส่วนแบ่งการตลาด  การประเมินการแข่งขันข้อดีในการแข่งขันการตลาด  การประชาสัมพันธ์และแนวโน้มในอนาคตที่เกี่ยวข้อง  เพื่อศึกษาถึงความคาดหวังแบบองค์รวมของการเคลื่อนไหวและความต้องการในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้ลูกค้าสินเชื่อจะต้องดำเนินการจัดเตรียมและข้อมูลจะต้องมีความน่าเชื่อถือด้วยครับ

–  ข้อมูลทางการเงิน  งบการเงิน (กรณีที่ดีที่สุด / กรณีที่คาดว่าจะ / กรณีที่เลวร้ายที่สุด) การคืนภาษีการประเมินค่าของ บริษัท และการประเมินทรัพย์สินรายการในปัจจุบันเอกสารอ้างอิงเครดิตและเอกสารทั้งหมดที่คล้ายคลึงกันซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการเงินของ บริษัท ได้ กลั่นกรองในรายละเอียดมาก

–  ตารางเวลาและการจัดแสดงนิทรรศการ  เอกสารสำคัญบางอย่าง เช่น ข้อตกลงกับผู้ขายและลูกค้า นโยบายการประกันภัย, สัญญาเช่า, ภาพของสินค้าหรือเว็บไซต์ที่ควรจะถูกผนวกเป็นข้อเสนอการจัดแสดงนิทรรศการเงินกู้เป็นบทพิสูจน์ของรายละเอียด เช่น การตัดสินโดยตัวชี้วัดดังกล่าวข้างต้น

ต้องเข้าใจก่อนว่านักวิเคราะห์เครดิตเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ช่วยสนับสนุนการขอสินเชื่อของลูกค้าสินเชื่อ ด้วยการจัดเตรียมข้อมูลลูกค้าสินเชื่อให้กับ คณะกรรมการสินเชื่อของธนาคารพิจารณา ผ่านกระบวนการภายในของธนาคาร  พร้อมรายละเอียดลูกค้าสินเชื่อและเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อในครั้งนี้

 

6. การวิเคราะห์เครดิต – การพิจารณาตัดสิน

หลังจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดตอนนี้ นักวิเคราะห์ต้องให้ “คำพิจารณาอนุมัติ หรือ ไม่อนุมัติ”  ที่แท้จริงเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ ของข้อเสนอ ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะกรรมการอนุมัติ

  • สินเชื่อ –  หลังจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเริ่มเข้าใจความต้องการของลูกค้าสินเชื่อ  หนึ่งในหลายประเภทของเงินให้สินเชื่อสามารถปรับแต่ง  เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าสินเชื่อ จำนวนเงินที่ครบกำหนดของเงินกู้การใช้เงินที่คาดว่าจะได้รับสามารถกำหนดได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัท หรือ ฐานะของบุคคลธรรมดาพิจารณาจากสัดส่วนรายได้หลักและภาระการกู้ในปัจจุบัน

 

  • บริษัท – ส่วนแบ่งการตลาดของ บริษัท ผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอคู่ค้ารายใหญ่ลูกค้าและคู่แข่งควรได้รับการวิเคราะห์เพื่อยืนยันการพึ่งพาปัจจัยดังกล่าวว่า บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างดีตามแผนทางการเงินหลังจากได้เงินสินเชื่อมาแล้ว และต้องทำตามที่สัญญาไว้กับธนาคารพาณิชย์ได้  เพราะธนาคารเชื่อใจคุณเลยให้เงินสินเชื่อ  ดังนั้นคุณจะต้องรักษาคำมั่นสัญญาด้วยและทำตามแผนที่ได้วางไว้อย่างรัดกุม และแก้ไขปัญหาแบบรายวันไปเรื่อยๆ

 

  • ประวัติเครดิต – อดีตเป็นตัวแปรที่สำคัญในการคาดการณ์ในอนาคต  ดังนั้นการรักษาให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้บัญชีเครดิตของลูกค้าสินเชื่อที่ผ่านมาควรได้รับการวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความผิดปกติหรือค่าตั้งต้นที่ระบุในแผนการเงินและการตลาด นอกจากนี้ยังช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อตัดสินประเภทลูกค้าที่เราติดต่อด้วยโดยการตรวจสอบจำนวนครั้งที่ทำการชำระเงินล่าช้าหรือถูกลงโทษเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

  • การวิเคราะห์ตลาด – การวิเคราะห์ตลาดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าสินเชื่อ  มีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากช่วยในการระบุและประเมินการพึ่งพา บริษัท ในด้านปัจจัยภายนอก โครงสร้างตลาดขนาดและความต้องการของลูกค้าที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์กังวลเสมอว่า ลูกค้าสินเชื่อของตนจะทำได้ตามที่เขียนแผนการตลาดและการเงินได้หรือไม่

 

7. อัตราส่วนการวิเคราะห์เครดิต

การเงินของ บริษัท ประกอบด้วยภาพที่แท้จริงของสิ่งที่ธุรกิจกำลังจะผ่านและการประเมินเชิงปริมาณนี้มีการวิเคราะห์ในเชิง Significant Analysis พิจารณาอัตราส่วนต่างๆ และตราสารทางการเงินที่จะมาถึงภาพที่แท้จริงของบริษัท

  1. อัตราส่วนสภาพคล่อง – การวิเคราะห์อัตราส่วนที่มีความสามารถของ บริษัท ในการชำระคืนเจ้าหนี้  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อัตราส่วนเหล่านี้จะใช้ในการพิจารณาความประสบความสำเร็จในความจุกระแสเงินสดของบริษัท
  2. อัตราส่วนความสามารถในการล้มละลาย (Solvent Ratio) – ใช้อัตราส่วนเหล่านี้เพื่อประเมินความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ อัตราส่วนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจำนวนหนี้สินที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาวของบริษัท
  3. อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร – อัตราส่วนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ บริษัท ที่จะได้รับผลกำไรที่น่าพอใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความสามารถในการทำตามแผนการเงินที่พยากรณ์ล่วงหน้า
  4. อัตราส่วนประสิทธิภาพ – อัตราส่วนเหล่านี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารจัดการ  เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนที่เกี่ยวข้องและการควบคุมที่มีต่อค่าใช้จ่าย
  5. กระแสเงินสดและการวิเคราะห์กระแสเงินสดที่คาดการณ์ไว้ – งบกระแสเงินสดเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับนักวิเคราะห์สินเชื่อเนื่องจากช่วยให้สามารถวัดลักษณะของรายได้และผลกำไรได้อย่างแท้จริง นี้จะช่วยให้เขาได้ภาพที่แท้จริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกจากธุรกิจ
  6. การวิเคราะห์ SWOT – นี่คือการวิเคราะห์อัตนัยซึ่งทำขึ้นเพื่อจัดแนวความคาดหวังและความเป็นจริงในปัจจุบันตามภาวะตลาด

 

7. บทเรียนจากการศึกษากรณีการวิเคราะห์เครดิต

การวิเคราะห์สินเชื่อ เป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อนการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของธุรกิจของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อช่วยให้สถาบันบันการเงิน (ผู้ให้สินเชื่อ) ประมาณการถึงความสามารถที่จะจ่ายชำระหนี้คืนของผู้ขอสินเชื่อเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และปัญหาหนี้สูญที่จะตามมา ทั้งนี้ในปัจจุบันการวิเคราะห์สินเชื่อนั้นจะใช้หลักนโยบาย 6C’s อันประกอบด้วย คุณลักษณะ (Character) ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity) เงินทุน (Capital) หลักประกัน (Collateral) ภาวะแวดล้อม (Condition) และประเทศ (Country) นอกจากนี้ การวิเคราะห์สินเชื่อยังถือได้ว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา  ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์สินเชื่อ ตลอดจนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและเกิดขยายตัวของเศรษฐกิจในการดำเนินการจัดการสินเชื่อของสถาบันการเงินก็คงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และการยอมรับเพื่อตัดหนี้สูญ อีกทั้งจากข้อมูล แนวโน้มในความต้องการสินเชื่อของธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ รวมถึงปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบต่อระบบสินเชื่อทั้งในด้านของผู้ให้และผู้ขอสินเชื่อ เช่นภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นของสถาบันการเงินด้วยกันเอง และปัญหาต่างๆอันที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ของสินเชื่อ จนทำให้เกิดความผิดพลาดของการวิเคราะห์และพิจารณาให้สินเชื่อและเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นสถาบันการเงินจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดและรอบคอบมาก เพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  : https://tci-thaijo.org/index.php/rmuj/article/view/57859

 

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณที่ยังอยู่ให้กำลังใจกันมาตลอด และจะทำการเขียนบทความไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพิมพ์ไม่ไหว ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข สวัสดีปีใหม่ไทย ขอให้ทุกๆ ท่านพบแต่สิ่งดีๆ ตลอดปีใหม่เถิด สาธุ

 

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://interfinn.com 

https://www.facebook.com/interfinn.course/

 

เมษายน 16, 2018 Posted by | Credit Risk Analysis | | ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: