NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

ทำไม? คนส่วนใหญ่ถึงทำธุรกิจไม่รวย


สวัสดีครับ

ผมขาดการเขียนบทความสั้นๆ เกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกๆ ท่านให้มีเป้าหมายในชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งวันนี้เรามาพิจารณากันว่าทำไม ? “เราถึงไม่รวยสักที” เป็นหัวข้อที่ผมสนใจในวันนี้

ผมได้คุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งสมัยเรียนชั้นประถมด้วยกัน ก็ได้คุยกันหลายเรื่องมากๆ สมัยเด็ก แต่เพื่อนสนิทคนนี้กับถามผมว่า “ทำไม? เราไม่รวยสักที” ก็เลยคุยกัน

เพื่อน : ตุ้ย นายเป็นถึงอาจารย์สอนหนังสือและที่ปรึกษาฯ น่าจะรวยแล้ว เพื่อนมีวิธีคิดหรือแนวทางทำอย่างไร? ช่วยแนะนำหน่อย

ผม : เพื่อนต้องทำเปลี่ยนนิสัยและ Mind Set ใหม่ (ต้องทำแบบนี้ทันที)

1) ต้องเรียนรู้หารายได้เสริมพิเศษช่วงวันหยุด ห้ามสร้างรายได้ด้วยการประหยัดเงินจากเงินเดือนด้วยการหยอดกระปุกหมูน้อย

2) หาเวลาเข้าฟังงานสัมนาที่เป็นอาชีพเสริมเพื่อหาไอเดียใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างอาชีพเสริมที่ไม่ต้องใช้เงินสูงในการลงทุนสูงเด็ดขาด แต่ไม่ใช่ MLM , ไม่ซื้อลิขสิทธิ์ 
เฟรนด์ไชน์มาทำเพราะใช้เงินสูงมาก แต่ไม่รับประกันความสำเร็จ

3) อย่าคิดว่าจะรวยง่ายๆ ด้วยการซื้อล๊อตเตอรี่วัดดวงทุกงวด

4) อย่าคิดว่าเราจะต้องล้มเหลว เพราะเราไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน เราเป็นลูกจ้างบริษัทมาตลอดเวลา (อย่าลืมเพื่อนทำอาชีพนี้มาหลายสิบปี เห็นช่องว่างทางการตลาดที่ลูกค้าต้องการและเจ้าของบริษัทของเพื่อนยังไม่ได้ทำ) แล้วเพื่อนทำไมไม่ทำแทนล่ะ

5) ไม่กล้าลงทุนเพราะกลัวเงินที่สะสมมาจะหมด ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านข้อ 1 และ ข้อ 2 ใหม่อีกรอบ

6) เพื่อน ต้องกำหนดเป้าหมายของรายได้ในอนาคตให้ชัดเจน ว่าอยากมีรายได้เสริมเพิ่มเดือนละเท่าใด? ที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น แล้วห้ามยกเลิกเงื่อนไขทั้งสิ้น แล้วลงมือทำ แก้ไขปัญหา ไม่ล้มเลิกง่าย ปรึกษาคนเก่งๆ อ่านหนังสือที่เป็น Howto เยอะๆ อ่านบทความจาก Instagram ทุกๆ วัน

7) ใช้จ่ายแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ และแต่ละเดือน เพียง 80% ของรายได้ทั้งหมดที่หาได้ แล้วนำ 20% ที่ประหยัดได้ไปลงทุนต่อ เช่น ซื้อหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ราคาไม่สวิงมากนัก

8) ที่สำคัญ ห้ามแก้ตัวไปวันๆ เช่น วันนี้อากาศร้อนหยุดทำงานพิเศษ 1 วัน อ๊าวฝนตก หยุดอีก 1 วัน วันนี้เบื่อๆ ไม่มีอารมณ์ทำงาน หยุดอีก …….. ห้ามแก้ตัว หรือเลื่อนเป้าหมายเด็ดขาด

9) ต้องมีสังคมอยู่ในกลุ่มคนที่เก่งที่สุด ในอาชีพเสริมที่คุณได้เป็นเจ้าของหรือเริ่มลงมือทำ เช่น ไปคันหาร้านไหนขายดีที่สุด คนไหนเก่งที่สุด คนไหนมีชื่อเสียงที่สุด เข้าไปศึกษาอย่างละเอียด เข้าไปขอเป็นเพื่อน เพื่อขอความรู้จากเขา เพราะพวกเขารวยแล้ว เขาจะยินดีสอนให้กับคนที่สนใจจริงๆ และคนที่พร้อมจะทำงานหนัก เพื่ออนาคตตนเอง

10) ห้ามขี้เกียจ หรือ หมดความสนใจ (Passion) ถ้าคิดจะทำแบบ 30 วันขยัน พอขายไม่ดี หรือไม่มีคนสนใจเลิก เลยเลิกทำตอน 45 วัน อย่างนี้ ก็ขอให้เตรียมตัวจนไปตลอดชีวิต 
หรือเลิกชอบวิจารณ์คนที่รวยๆ ว่า “พวกเขารวยเพราะโกง เอาเปรียบคนที่จนกว่า จึงได้ร่ำรวย” คุณกำลังโทษทุกคนที่รวยกว่า

ผม : นี้เป็น กฎ 10 ข้อแรกที่เพื่อนจะต้องทำให้ได้ ซึ่งเพื่อนไม่ต้องสัญญากับผมว่าจะทำ แต่ให้เพื่อนสัญญากับคนที่อยู่ตรงหน้ากระจกทุกเช้า แล้วบอกว่า “ผมจะทำตามสัญญาเพื่อให้คุณรวย”

Tui / Interfinn.com

กันยายน 6, 2019 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ความฝันของคุณราคาเท่าใด?


สวัสดี ครับ 

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานอนและยังอยากเขียนอีกสักเรื่อง ผมชอบสอบถามนักศึกษาปริญญาโท เสมอคุณวางแผนอีก 5 ปีไว้อย่างไร? 

นักศึกษา : ผมอยากมีเงินเก็บสำหรับไว้สำหรับซื้อบ้านสักหลังประมาณ 3-4 ล้านบาท

อาจารย์ : แล้วคุณนำแผนในอนาคต 5 ปี มาวางแผนเป็นรายปีว่าจะมีรายได้ปีละเท่าใด ? 

นักศึกษา : เริ่มคิดนานขึ้นจากเดิมมาก ใช้เวลา 10 นาทีตอบว่า ประมาณเฉลี่ยปีละ 500,000 – 900,000 บาท 

อาจารย์ : แล้วคุณนำแผนราย 1 ปีมาวางแผนเป็นรายเดือน ว่าจะต้องมีรายได้เดือนละเท่าใด ถึงจะเพียงพอตามแผนรายปี

นักศึกษา : คราวนี้สีหน้าความไม่มั่นใจเริ่มปรากฎชัดเจนขึ้นว่าจะไม่สามารถทำตามแผนที่ตั้งใจไว้ได้ ที่จะหารายได้เฉลี่ยปีละ 500,000 – 900,000 บาทตามที่ตั้งใจไว้ล่วงหน้า 

อาจารย์ : คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนให้แคบลงว่า เป้าหมายในการหารายได้รายสัปดาห์ของคุณจะต้องหาเท่าใด เพื่อให้ยอดการหาเงินเล็กลง และทำได้ง่ายขึ้น

นักศึกษา : ผมเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะหาเงินได้อย่างไร ภายใน 1 สัปดาห์ ให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดทุกๆ สัปดาห์ 

อาจารย์ : แล้วคุณเริ่มวางแผนเป้าหมายรายวัน รึยังว่าจะต้องทำอย่างไรต่อวันเพื่อให้ได้เงินมากพอตามเป้าหมายรายสัปดาห์

นักศึกษา : ผมยังไม่ได้วางแผนเลยครับ อาจารย์ พอมาถึงเป้าหมายรายวัน นักศึกษาเริ่มหาข้ออ้างต่างๆ เช่น งานประจำเยอะมาก ไม่มีเวลาหางานพิเศษทำเหนื่อยมาก การแข่งขันสูง ต้องใช้เงินลงทุนเยอะในการทำธุรกิจ ฯลฯ 

อาจารย์ : เพราะฉะนั้น คุณจำเป็นจะต้องไปดาวนโหลด Mobile Application ที่ช่วยคุณกำหนดเป้าหมายการทำงานในแต่ละวัน และเริ่มแบ่งเวลาการทำงานที่เป็นลูกจ้างคนอื่น กับเวลาทำงานที่เป็นลูกจ้างตัวเองเสียตอนนี้เลย 

เพราะถ้าคุณยังเริ่มต้นแบ่งเวลา จ้างตัวคุณเองให้ทำงานเพื่อเป็นนักธุรกิจ 
ผู้ประกอบการ ผู้มีรายได้สูงในอนาคต คุณยังทำไม่ได้เลย แล้วคุณจะมีเงินไปจ้างใครมาทำงานให้คุณ ได้อย่างไร !!!!

ขอให้ทุกท่านๆ เริ่มแบ่งเวลาสำหรับเป็นนายตัวเองได้แล้วครับ คำว่าขอให้โชคดี เป็นคำปลอบใจสำหรับคนที่แพ้ คนที่ชนะมักจะต้องการคำว่า “คุณทำไ้ด้อย่างไรสอนผมด้วย” 

ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเรา 

Tui / Interfinn

สิงหาคม 23, 2019 Posted by | Writing Business Plan | ใส่ความเห็น

วิธีเริ่มต้นธุรกิจมาจากความคิดเล็กๆ เสมอ


สวัสดีครับ

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องต่อจากเมื่อวาน ว่าการจะเป็นผู้ประกอบการที่ดี สามารถสร้างเนื้อ สร้างตัวได้เขาต้องทำกันอย่างไร?

ลองมาดูบทสนทนาตัวอย่างของ การมีความฝันและอยากทำธุรกิจของเด็ก 
ผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งจบการศึกษาได้ 3 ปี

เจน : นี้ พลอย เราไปเข้าหลักสูตรฝึกอบรม Innovation Thinking (การคิดเชิงนวัตกรรม) มาอาจารย์สอนให้เราคิดเรื่องธุรกิจ ด้วยการหาช่องว่างของธุรกิจที่มีอยู่และทำการต่อยอดธุรกิจนั้น เราว่ามันยอดมากเลยน่ะ

พลอย : เจน เธอน่ะ ฝันลมๆ แล้งๆ น่ะ เธอเพิ่งจบมาได้ 3 ปี เธอเก่งขนาดหาช่องว่างธุรกิจที่จะทำได้เลยหรา ? อัจฉริยะจังเลยน่ะ !!!

เจน : พลอย คิดว่าธุรกิจที่เราฝันว่าจะทำ มันไม่สำเร็จหรา ??

พลอย : แน่นอน เจน เธอตั้งใจเรียนต่อ จนจบ ดร. แล้วหาดีๆ เงินเดือนสูงทำต่อไปเถอะ เชื่อฉัน (เสียงสูง)

ถ้าคุณเป็น “เจน” คุณจะเชื่อสิ่งที่ พลอย แนะนำไหม ?

การที่คุณ คิดไอเดียใหม่ๆ เจ๋ง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร หรืออยากได้ความเห็นของผู้รู้ในธุรกิจ เพื่อให้แนวทางธุรกิจ

“ห้ามฟังคำพูดต่อไปนี้”

It’s too late to start now ! : คนที่พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เคยทำอะไรใหม่ๆ เลยในชีวิตนี้

It’s not for you : ถ้าคุณฟังและเชื่อคำพูดนี้ แค่ลมปาก 1-2 นาที ทำให้ฝันของคุณสลายไปในอากาศ หรือจิตใจหวั่นไหว คุณก็ไม่มีค่าพอที่จะทำธุรกิจครับ

it’s too hard : เธอจะไหวหรา งานยาก และหนักมากเลยน่ะเธอทำไม่ได้หลอก เชื่อฉันซิ !!!! คุณเชื่อคำพูดคนอื่นๆ ที่บอกว่าคุณทำไม่ได้ แต่คุณไม่เคยเชื่อใจตนเองเลยไช่ไหม ?

It’s impossible : เธอคิดว่าจะไปหาเงินลงทุนมาจากไหน ต้องใช้เงินเยอะมากน่ะ และต้องมีทีมงานที่เก่งๆ มาช่วย ตื่นจากฝันเถอะ

มีใครบ้างที่เก่งตั้งแต่เกิด หรือทำงานแล้ว ไม่เคยล้มเหลว แต่ล้มแล้ว จะต้องไม่ผิดพลาดล้มแบบเดิม “เป็นครั้งที่ 2”

You will fail! : พวกปากไม่เป็นมงคล ก็ต้องออกห่างเข้าไว้ เพราะจิตใจคุณยังไม่มีแรงต้านทานพอ

Just stick to a real job! : พวกกบในกะลา ก็ต้องระวัง พวกนี้กลัวที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ของตนเอง

Make money online? Is that thing? : หาเงินจากธุรกิจออนไลน์ ถ้ามันง่ายๆ อย่างที่เธอเล่าทุกคนก็ทำกันไปหมดแล้ว ไม่รอให้เธอทำหลอก ตื่นเถอะ !!

ถ้าคุณเชื่อ AirBNB ก็ไม่เกิดขึ้นบนโลกแน่นอน

Market is too saturated : ตลาดอิ่มตัวแล้ว เธอคิดช้าไป มาที่หลัง คนอื่นๆ เขาทำกันจนรวยหมดแล้ว

ความเห็น “ควรเดินหนีจากผู้คนเหล่านี้” เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะเสียเวลาอธิบาย และเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาให้เข้าใจฝันของคุณ

ผมเสนอให้ เจน ทำตามความฝัน เติมคำในช่องว่าง ดังนี้

FIND AN IDEA ……………………..

PREPARE A BUSINESS MODEL …………………….

SHARE THE BIZ MODEL WITH 100 PEOPLE ……….

LAUNCH THE PRODUCTS ………………………………….

FIND A RIGHT INVESTOR …………………………………..

FIND A TEAM WHO CAN BUILD WITH YOU ………….

SELL YOUR PRODUCTS TO 1 MILLION PEOPLE …..

LIST YOUR COMPANY IN STOCK EXCHANGE ………

MAKE MONEY WHEN THE STOCK VALUE INCREASES ………………

ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ ทำไปทีละข้อ อย่างระมัดระวัง และต่อเนื่อง ไม่มีใครขโมยความฝันของคุณได้ นอกจากคุณจะทิ้งความฝันของคุณระหว่างทาง…….

Tui / Interfinn.com

สิงหาคม 23, 2019 Posted by | Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

นิสัยของนักธุรกิจระดับร้อยล้าน


สวัสดีครับ

วันนี้อยากคุยกันเรื่องนิสัยของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เขาทำกันอย่างไร ผมได้ทำการศึกษาข้อมูลเรื่องนี้เยอะมากจากหลายบทความ และหลายแหล่งข้อมูล เพื่อนำมาสรุปเป็นแนวทางสำหรับท่านที่สนใจ เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป

1. Network : ข้อนี้ต้องทำก่อนเลย เพราะผมเองก็เปลี่ยนนิสัยจากชอบอยู่คนเดียวเป็นมีเพื่อนๆ ที่มีคุณภาพ และมีความสามารถสูง เก่งเฉพาะด้านมากขึ้น ก็ส่งผลให้ผมมีธุรกิจเพิ่มขึ้นตามจากเครือข่ายของเพื่อนๆ แต่ละคน

2. Get up early : ข้อนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่จะต้องทำทุกวันจนเป็นนิสัยเลยครับ คุณควรจะนอนไม่ดึกมาก เช่น 22:00 – 05:00 น. เมื่อตื่นเวลา 05:00 ห้ามเปิดอ่านข้อความโทรศัพท์ หรือ เล่น Social Media แต่ให้มีสมาธินั่งให้จิตว่าง สัก 10-15 นาที แล้วค่อย ออกกำลังกาย อาบน้ำ ทานอาหารเช้า วางแผนธุรกิจ 1 สัปดาห์ล่วงหน้า และดูว่าวันนี้คุณวางแผนจะทำอะไรใน Schedule Plan ห้ามเปลี่ยนแปลงถ้าไม่มีเหตุผลที่ดีพอหลังจากเตรียมความพร้อมในการทำงานแล้ว และค่อยอ่านข้อความในโทรศัพท์ หรือ Social

3. Stay focused : คุณจะต้องเลือกธุรกิจที่จะทำแบบเน้นๆ เฉพาะเจาะจง มีประเด็นที่สนใจเรื่องเดียว วิเคราะห์แล้วสามารถต่อยอดจากสิ่งเดิมได้ หรือสร้างขึ้นใหม่ ศึกษาค้นคว้าอย่างไม่หยุดยั้ง และลองลงมือทำจริงๆ

4. Watch less TV. : ข้อนี้ก็สำคัญมากเช่นกัน ส่วนมากกลับจากที่ทำงานตอนค่ำๆ อาบน้ำ เปิด Netflix ดูซี่รีย์ที่ค้างอยู่ต้องติดตาม “ผิดอย่างมากที่จะทำแบบนั้น” คุณจะต้องมาทำการอ่านบทความที่ให้ความรู้ ให้เกิดความได้เปรียบในการทำธุรกิจ อ่านบทความ หรือฟังเสียงอ่านที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ “ย้ำบริหารเวลาให้ดีก่อนนอน”

5. Read more books : หลายคนมักจะบอกว่าไม่ชอบอ่านหนังสือเพราะปวดตา เมื่อยแขน อ่านแล้วง่วง “คุณก็หาหนังสือที่เป็นเสียงอ่านแทน หรือ Load app (Podcast Player)” มาฟังมีคนเล่าเรืองต่างให้ฟังฟรี และมีประโยชน์มากครับ

6. Avoid time waster : คุณไม่ควรเสียเวลาไปกับการอ่านข้อมูลที่เป็น ดราม่าของบุคคลอื่นๆ แล้วหลงเข้าไปเขียน Comment หรืออ่านแล้วนำมาวิจารณ์เพื่อความบันเทิง จะทำให้จิตใจของคุณแย่ลงมากกว่าดีขึ้น เพราะคุณจะมีจิตใจที่คิดแต่ด้านลบบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

7. Invest in your health : ข้อนี้ก็สำคัญการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ และคุณจะมีสุขภาพตามอาหารที่คุณทาน และค่ารักษาพยาบาลจะแพงมากกว่าค่าประกันสุขภาพเสมอ ดังนั้นซื้อประกันสุขภาพได้แล้วน่ะ

8. Take calculated risks : คุณต้องกล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่คุณมีความรู้แลได้มีการศึกษามาอย่างดีแล้ว หรือลงทุนในสิ่งที่คุณมีความรู้จริงๆ ไม่ใช่การฟังเขาเล่าว่า

9. Write down your goals : ข้อนี้ก็สำคัญมาก คุณจะต้องวางแผนชีวิตและผลผลิต ผลลัพธ์ที่คุณต้องการไว้เลย มองสิ่งนั้นๆ ทุกๆ เช้าแล้วบอกว่า “ฉันจะต้องทำได้” และนึกภาพความสำเร็จที่คุณจะได้รับให้ชัดเจน ทุกๆ วัน และจดความก้าวหน้าทในสิ่งที่คุณได้ลงมือทำไปแล้วเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

10. Work smarter, not harder : ข้อนี้จำเป็นจะต้องนำวิธีการจาก Network ตามด้วย Stay focused และ Write down your goals.

11. Do something you believe in : คุณต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณคิดจะทำว่าคุณทำได้ดีกว่าคนอื่นๆ คุณมีความหลงใหลที่จะทำแล้วอยู่กับสิ่งนั้นได้นานๆ มีความอดทนที่จะแก้ไขปัญหาตลอดเวลา สามารถเล่าเรื่องได้ดีเพราะคุณเข้าใจ

12. Foster meaningful relationships : คุณจะต้องกล้าที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เล่าเรื่องธุรกิจที่คุณจะทำให้คนที่เหมาะสม และพร้อมจะรับฟังธุรกิจของคุณ แต่ไม่ใช่การเล่าเรื่องให้ครอบครัว หรือเพื่อนๆ สนิทฟัง เพราะพวกเขาจะวิจารณ์เรื่องธุรกิจของคุณด้วยความขบขัน แต่จงเล่าให้กับคุณที่มีค่าพอจะรับฟังเรื่องธุรกิจของคุณ

คุณทำได้ ถ้าคุณทำมันวันนี้ เด๋วนี้ !!!

Tui / Interfinn.com

สิงหาคม 23, 2019 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่, Marketing Strategy | ใส่ความเห็น

ความแตกต่างระหว่าง Robotic VS AI


มีนาคม 31, 2019 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

แบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค


สวัสดีครับ

วันนี้เป็นช่วงเวลาใกล้เทศกาลปีใหม่ ทำให้ไม่ค่อยมีนัดบรรยายให้กับสถาบันฯ หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผมก็เลยมานั่งพิจารณาว่าได้ห่างหายการเขียนบทความไปนานมาก ก็เลยค้นข้อมูลดูว่าเรื่องใดที่กำลังเป็นที่นิยมกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผมก็เห็นโฆษณาหลักสูตรต่างๆ เกี่ยวกับการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การโฆษณาร้านค้า และการวางแผนการตลาดแบบออนไลน์ผ่านสื่อ Social Media ต่างๆ เยอะมาก แต่ผมเข้าไปอ่านในกลุ่มที่สอนการทำการตลาดผ่านออนไลน์ส่วนใหญ่ จะทำการโฆษณาหรือเทคนิคในการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เหมือนๆ กัน ทำให้ผู้รับสารและเห็นโฆษณาหลักสูตรฝึกอบรม แนะนำ การวิเคราะห์ลูกค้าออนไลน์ ของกลุ่มต่างๆ ที่โฆษณาผ่าน FB เป็นหลัก โดยที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจ ก็ต้องวัดดวงกันอีกทีว่าใครตัวจริง และหลักสูตรใดที่ใช้งานได้จริงตามที่คาดหวัง 

ผมก็มีแนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์ลูกค้าเหมือนกัน แต่เป็นแนวทางการผสมผสานกับหลายเครื่องมือ ในการทำแบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior Model) เป็นเรื่องที่อยู่ในความนิยมและกำลังมีการพัฒนาเป็น Business Software ขนาดใหญ่ที่มีสมองกล ระดับ AI เป็นผู้วิเคราะห์ด้วยการใช้ระบบฐานข้อมูลของ Machine Learning Based และสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้เสมือนเป็นมนุษย์คุยด้วยจริงๆ  ซึ่งผมก้ได้เกริ่นนำมายาวเลย ส่วนแรกที่จะมาเล่าให้ฟังถึงกระบวนการทำแบบจำลองพฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior Model) แบบชาวบ้านทำและที่สำคัญใช้เงินน้อยมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามาก

ขั้นที่ 1 : ติดตั้งโปรแกรม Google Analytics

คุณต้องติดตั้งโปรแกรม Google Analytics เข้าไปในหน้าเว็บไซต์ของคุณก่อน  โดยปกติหลายท่านมักจะถามเสมอว่า Google Analytics ทำอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่สั้นมาก แต่ตอบใช้เวลากับทักษะสูงมาก เพราะเป็นระบบประมวลผลพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น เรามาดูกันก่อนเลยว่า Google Analytics ทำอะไรได้บ้าง  ขอขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล http://hooktalk.com/ability-of-google-analytics/

Google Analytics ทำอะไรได้บ้าง 

 
     (1) สามารถใช้ GA เพื่อวิเคราะห์ว่า User เข้าเว็บไซต์ของเราโดยผ่านมาจากที่ไหน และช่องทางใดที่นำพา User เข้ามายังเว็บไซต์ของเรา เช่น User อาจจะมาจาก Social หรือมาจาก Google หรือมาจาก Pantip คุณสามารถใช้ GA เพื่อวิเคราะห์ได้ทั้งหมด
           อธิบายเพิ่มเติม 
           สิ่งแรกที่คุณจะต้องรู้ ช่องทางใดพาลูกค้ามาหาที่เว็บไซต์, Blog ของคุณและมาจากช่องทางไหนมากที่สุด เช่น ถ้าลูกค้าเข้ามาหาเราผ่านทาง Social Media แสดงว่าจะต้องวางแผนโฆษณาผ่าน Social Media นั้นพอสมควร  หรือผ่านมาจาก Google ก็ต้องพิจารณาโฆษณาผ่าน Google Ad  หรือมาจากกลุ่มวิจารณและเสนอแนะใน Pantip ก็แสดงว่าคุณจะต้องคอยไปตอบกระทู้ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณใน Pantip ให้มากขึ้นเพื่อให้เกิดการอ้างอิงมาที่เว็บไซต์ ของคุณต่อไป

     (2) ใช้เพื่อวิเคราะห์ Demographic ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่ามีอายุเท่าไหร่ เพศอะไร อาศัยอยู่ที่ไหน และมีความสนใจเรื่องอะไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์มากๆในการวิเคราะห์ว่าคนที่ชอบเว็บไซต์ของเราเป็นคนที่มีลักษณะอย่างไร เพื่อที่จะได้นำไปทำการตลาดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้ในอนาคต
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เมื่อเรารู้แล้วลูกค้ากลุ่มเป้าหมายผ่านมาทางช่องทางไหนมากที่สุด คุณก็ควรจะต้องศึกษาต่อว่าแล้วกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ มีเพศอะไร? อายุเท่าใด? อาศัยอยู่ในเมืองไทย หรือต่างประเทศ  อยู่จังหวัดใดมากที่สุด ? มีความสนใจเรื่องอะไร?  ดังนั้นเมื่อคุณทราบแล้วก็จำเป็นจะต้องปรับเนื้อหา Content ภายในเว็บไซต์ของคุณให้ตรงกับ Demographic  ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด เพื่อให้เขากลับมาเยี่ยมชมอีกครั้ง และสมัครติดตามเว็บไซต์ ของคุณต่อไป  

     (3) GA สามารถให้ Behavioral data เพื่อนำไปวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานในเว็บไซต์ได้เช่น ใช้เวลาในเว็บไซต์ของเรานานแค่ไหน เปิดเว็บเพจของเรากี่หน้า และเข้ามาทำอะไรในเว็บไซต์ของเราบ้าง 
           อธิบายเพิ่มเติม 
           ตอนนี้ คุณรู้แล้วว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเข้ามาทางช่องทางไหน อายุเท่าใด เพศอะไร และมีพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณไหน และรู้ด้วยว่าเข้ามาค้นข้อมูลเรื่องอะไร สนใจเรื่องอะไรอยู่ตอนนี้  ก็จะต้องปรับเนื้อหาในเว็บไซต์ให้มีเรื่อง ประเด็น  ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ ที่กลุ่มเป้าหมายค้นหาเยอะๆ และมีความละเอียดมากขึ้น มีรูปภาพ ตัวอย่างกรณีศึกษา และอื่นๆ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายอยู่กับเว็บไซต์เรานาน หรือให้ดีกว่านั้นให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสมัครเป็นสมาชิกรับข่าวสาร หรือกดติดตาม ก็จะดีมาก แสดงว่าเนื้อหา Content ที่คุณออกแบบหรือนำเสนอมีประโยชน์มากพอที่จะต้องติดตามเรื่อยๆ

     (4) ใช้เพื่อตรวจสอบว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์ใช้อุปกรณ์อะไรกันบ้างและเปิดเว็บไซต์ของเราด้วย Browser อะไร ระบบปฏิบัติการอะไร เพื่อที่จะได้พัฒนาเว็บไซต์ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้เข้าชมใช้กัน
           อธิบายเพิ่มเติม 
           การที่เราทราบว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ค้นข้อมูลผ่าน Mobile, PC, Tablet ก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน เพราะเราก็จะนำมาวิเคราะห์ช่องทางการติดต่อสื่อสารต่อไป และปรับเนื้อหาให้สั้นกระชับ ได้ใจความหรือเพิ่มรูปภาพประกอบมากขึ้นเพื่อให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค   

        (5) ตั้ง Goal เพื่อวัดเป้าหมายของเว็บไซต์ได้ เช่นเราอาจจะตั้ง Goal เป็นการสมัครสมาชิกเว็บไซต์ หลังจากนั้นก็คอยวัดผลว่ามีผู้ชมทำการสมัครสมาชิกเว็บไซต์มากน้อยแค่ไหน (Goal Complete) พร้อมการวิเคราะห์ Funnel ว่าถ้าหากเป้าหมายไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่แล้ว User หลุดออกไปที่ส่วนไหนของ Funnel
           อธิบายเพิ่มเติม 
           การตั้ง Goal ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอีกเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่จะพิสูจน์ความซื่อสัตย์ของลูกค้ากับเว็บไซต์,  เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสมัครสมาชิกน้อยมาก หรือ เข้ามาชมสินค้าที่จัดโปรโมชั่นน้อย  หรือใช้รหัสคูปองส่วนลดน้อยมาก หรือดาวน์โหลด E-Book ที่เราแจกฟรี น้อยมาก แสดงว่ามีปัญหากับการเชิญชวนให้ลูกค้าเป็นขาประจำกับเว็บไซต์ของคุณเข้าแล้ว จำเป็นจะต้องรีบปรับปรุงแก้ไขคำโฆษณาที่ออนไลน์ไว้ หรือ Promotion Activities ต่างๆ ใหม่อีกครั้งแบบเร่งด่วน

        (6) วิเคราะห์พฤติกรรมของ User ได้ว่าเขาไปเปิดหน้าเพจในไหนเว็บไซต์ขึ้นมาดูบ้าง User เข้าเว็บไซต์ของเราที่หน้าเพจไหน ใช้เวลาอยู่ในหน้าเพจนั้นนานเท่าไหร่ ไปหน้าเพจไหนต่อ แล้วออกจากเว็บไซต์ที่หน้าเพจไหน เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า User ส่วนใหญ่ชอบอะไรในเว็บไซต์ของเราด้วยการตรวจสอบว่า User ส่วนใหญ่เข้าไปยังหน้าเพจไหนบ้าง
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เมื่อลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ของเราแล้ว เราอยากให้เขาไปที่หน้าเว็บใดๆ ที่เราต้องการแล้วลูกค้าไปอย่างที่เราที่เราคาดหวังหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไป แต่อยู่ไม่กี่วินาที ถือว่าไม่ผ่านน่ะครับจะต้องปรับปรุงใหม่  ให้อยู่หลายนาทีหน่อยเพื่อยืนยันว่าอ่านข้อมูลที่เราได้นำเสนอไปแล้วในหน้าเพจนั้นๆ ดั้งนั้น คุณจำเป็นจะต้องวางแผนเส้นทางเดินของลูกค้าในหน้าเว็บไซต์เราให้ดี ว่ามาหน้านี้ค้นหาสินค้า……… พอเจอสินค้าก็มีรูปสินค้าและรายละเอียดให้เลือกสินค้า……. ไปที่หน้าตะกร้าสินค้า หรือ สั่งจองสินค้า……….. (1) ไปที่หน้าชำระเงิน (2) หน้าสั่งรายการสินค้าเพิ่ม (3) หน้ากรอกรหัสคูปองส่วนลดสินค้า เป็นต้น  ถ้าลูกค้าเดินทางตามเส้นทางที่เรากำหนด แต่ไม่ยอมชำระเงินแล้วหายไปดื้อ ไม่ทำรายการต่อ ก็จะต้องเก็บข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนำมาปรับปรุงต่อไปครับ ซึ่งมีหลายสาเหตุมาก จำเป็นจะต้องพิจารณาต่อว่า ลูกค้าออกไปจากเว็บไซต์เลย  หรือว่าไปหน้าค้นข้อมูลต่อและค่อยออกจากเว็บไซต์ เป็นต้น 

         (7) สามารถวัดความเร็วของเว็บไซต์ได้ ซึ่งถ้าจำได้ความเร็วเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการจัดอันดับ SEO แน่นอนว่า GA มันสามารถบอกได้เลยว่าแต่ละหน้าเพจใช้เวลาโหลดนานแค่ไหน สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด หรือสามารถเปรียบเทียบความเร็วแต่ละหน้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์ได้ถ้าหน้าเพจไหนโหลดนานกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ อาจจะลองเข้าไปแก้ไขหน้าเพจนั้นดู
           อธิบายเพิ่มเติม 
           การนำรูปภาพขึ้นแสดงบนเว็บเพจเยอะ ๆ แต่ไม่มีการวางแผนด้านขนาดของข้อมูลที่จะดาวน์โหลด ก็เป็นอีกปัญหาที่จำเป็นจะต้องตรวจสอบ เพราะลูกค้าจะรอการแสดงข้อมูลเป็นวินาที ถ้าหลายวินาทียังขึ้นไม่ครบ หรือยังหมุนๆ อยู่ก็จากไปแน่นอนครับ ดังนั้น GA มันสามารถบอกได้เลยว่าแต่ละหน้าเพจใช้เวลาโหลดนานแค่ไหน สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด หรือสามารถเปรียบเทียบความเร็วแต่ละหน้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของเว็บไซต์ได้ถ้าหน้าเพจไหนโหลดนานกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ อาจจะลองเข้าไปแก้ไขหน้าเพจนั้นดู

         (8) ใช้ GA วิเคราะห์แคมเปญ Google Adwords ได้ ถ้าคุณทำการเชื่อม GA กับ Adwords เข้าด้วยกันแล้ว มันจะทำการดึงข้อมูลแคมเปญโฆษณาที่สร้างเอาไว้ใน Adwords มารายงานได้โดยอัตโนมัตินั้นหมายความว่าคุณสามารถวัดผลแบบรวมศูนย์อยู่ในทีเดียวได้สะดวกมากๆ
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

         (9) ใช้ GA วิเคราะห์แคมเปญการตลาดที่มาจากช่องทางต่างๆนอกเหนือไปจาก Adwords ได้เช่น แคมเปญโฆษณาที่ทำใน Facebook, Instagram, Twitter, Ad Network
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

         (10) อ่านข้อมูลจาก Google Search Console ได้ คล้ายๆกันกับ Adwords คือถ้าทำการเชื่อม GA กับ Search Console แล้วสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับ SEO ผ่าน Google Analytics ได้เลย
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

         (11) ทำ Event Tracking ได้เพื่อวิเคราะห์ว่าคนเข้าเว็บไซต์ทำกิจกรรมที่มีความสำคัญในเว็บไซต์ของเรามากแค่ไหน (ภาษาคอมพิวเตอร์เรียกว่า Event) เช่นการดาวน์โหลดไฟล์ การกดเล่นวิดีโอ การคลิกที่ปุ่มที่มีความสำคัญ รวมถึงใช้เพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละ Event ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

          (12) ทำ E-commerce Tracking ได้ อีกหนึ่งประโยชน์ของ GA สำหรับการใช้ร่วมกับเว็บไซต์ขายของออนไลน์ก็คือมันสามารถวัดผล E-comerece Tracking ได้ทำให้เรารู้พฤติกรรมของลูกค้าในเว็บไซต์ได้มากยิ่งขึ้น รู้ยอดขายของสินค้า รู้ว่าใครมักจะซื้ออะไรร่วมกับอะไร
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

           (13) ทำ Enhanced E-commerce ได้ เป็นขั้นที่เหนือกว่า E-commerce Tracking แบบธรรมดาเพราะสามารถช่วยให้เจ้าของเว็บไซต์ทำการวัดผลถึงระดับปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ที่มีต่อเว็บไซต์ E-commerce ได้ละเอียดมากยิ่งขึ้นแต่ก็แลกมาด้วยการ Implement โค้ดลงเว็บไซต์ที่ยากกว่าเดิมเช่นกัน
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

          (14) ทำ A/B Testing ด้วยฟีเจอร์ Experiment ได้ ถึงแม้ว่าการทำ A/B Testing ใน Google Analytics อาจจะไม่ได้สะดวกและดีไปกว่าเครื่องมือที่มันเกิดขึ้นมาเพื่อ A/B Testing จริงๆ แต่ข้อดีของมันคือสามารถวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆที่อยู่ภายใน Analytics ได้เลยและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

          (15) วิเคราะห์คำค้นหาที่อยู่ในเว็บไซต์ผ่านฟีเจอร์ Site Search บางเว็บไซต์จะมีช่องสำหรับให้ User ค้นหาข้อมูลที่อยู่ในเว็บไซต์ เราสามารถใช้ GA เพื่อวิเคราะห์ดูว่า User ส่วนใหญ่ค้นหาอะไรกันบ้าง
           อธิบายเพิ่มเติม 
           เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ

http://hooktalk.com/ability-of-google-analytics/

สรุปแนวคิดการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าจาก Google Analytics

เด๋วกลับมาเขียนต่อเพิ่มเขียนหัวข้อรอไว้ก่อนน่ะครับ 

ธันวาคม 16, 2018 Posted by | Customer Behavior Model | ใส่ความเห็น

วิธีการเขียน Model Canvas


สวัสดีครับ

วันนี้ ผมขออนุญานำเสนอวิธีการเขียน Business Model Canvas ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้วางแผนธุรกิจ ไม่จำกัดว่าธุรกิจนั้นจะใหญ่ หรือ ขนาดเล็ก เพราะ Business Model Canvas เป็นเครื่องมือสำหรับการถ่ายทอดความคิดในเรื่องธุรกิจออกมาเป็นแผนธุรกิจก่อนการลงมือทำธุรกิจนั้นจริงๆ

ขอเสนอว่าควรจะมีการจัดทำ Business Model Canvas ก่อนเขียนแผนธุรกิจ (Business Plan) เพราะการเขียน Business Model Canvas จะทำให้คุณเข้าใจธุรกิจที่จะทำมากขึ้นก่อนที่จะเสียงเงินลงทุนทำธุรกิจจริง

ขอให้ทุกๆ ท่านเสนอความเห็นได้ว่าหลังจากรับฟัง VDO แล้วควรจะต้องปรับปรุงอะไร หรืออยากให้แก้ไขเพิ่มเรื่องใด แนะนำได้ครับ  ผมขอให้ทุกๆ ท่านประสบความสำเร็จในการเขียนแผนธุรกิจ และต้องการสอบถามเพิ่มเติมอะไร ติดต่อผ่านทางไลน์ Line : interfinn หรือ Email : interfinn@gmail.com

ทุกๆ ท่านสามารถดาวน์โหลด Presentation ด้านล่างนี้ได้เลยครับ เพื่อนำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม

Presentation Business Model Canvas

ฟังคำอธิบายการใช้ Business Model Canvas ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

ขอแสดงความนับถือ

เอกกมล  เอี่ยมศรี
https://www.facebook.com/interfinn.course/?ref=bookmarks
http://www.interfinn.com

ธันวาคม 10, 2018 Posted by | ไม่มีหมวดหมู่, Writing Business Plan | ใส่ความเห็น

การวิเคราะห์สินเชื่อด้วย 5C แบบเจ้าหน้าที่สินเชื่อธนาคาร


สวัสดีปีใหม่ไทย ครับ

ผมไม่ได้เขียนบทความเรื่องนี้มานานมาแล้วครับ วันนี้ว่างๆ เลยอยากเขียนเรืื่องสินเชื่อ Personal Loan ด้วยวิธีคิดแบบ 5 C  ที่ไม่เหมือนนักวิชาการท่านอื่นๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

การวิเคราะห์เครดิต  ในฐานะเจ้าหน้าที่สินเชื่อถือว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่ธนาคารพาณิชย์จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาลูกหนี้ก่อนการให้กู้ยืมเงิน ทั้งการประเมินเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโดยรวมของลูกค้า (บริษัท / บุคคล)  โดยทั่วไปจะช่วยในการกำหนดความสามารถในการชำระหนี้ของนิติบุคคลหรือความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา

ในบทความนี้จะมีการวิเคราะห์เครดิตจากมุมมองต่าง ๆ ดังนี้

  • การวิเคราะห์เครดิต คืออะไร ?
  • นักวิเคราะห์สินเชื่อมองหาจากอะไร ?
  • การวิเคราะห์สินเชื่อ 5 C
  • กรณีศึกษาการวิเคราะห์เครดิต
  • นักวิเคราะห์สินเชื่อ – การได้รับข้อมูลเชิงปริมาณของลูกค้า
  • การวิเคราะห์เครดิต – การพิจารณาตัดสิน
  • อัตราส่วนการวิเคราะห์เครดิต
  • บทเรียนจากการศึกษากรณีการวิเคราะห์เครดิต

 

1. การวิเคราะห์เครดิต คืออะไร ?

การวิเคราะห์เครดิตเป็นกระบวนการในการสรุปผลจากข้อมูลที่มีอยู่ (ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ) เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเครดิตของกิจการและบุคคลธรรมดา เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อและการให้คำแนะนำเกี่ยวกับความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อในครั้งนี้

2. นักวิเคราะห์สินเชื่อมองหาอะไร ? 

เคยสงสัยไหมว่าทำไม? เจ้าหน้าที่สินเชื่อถึงสอบถามคำถามมากมากเกี่ยวกับประวัติด้านการทำงาน การศึกษา ครอบครัว และวัตถุประสงค์การใช้เงิน เป็นต้น รวมทั้งให้คุณกรอกแบบฟอร์มอีกมากมาย เมื่อคุณต้องการจะสมัครขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์สักแห่ง และกระบวนการตอบแบบสอบถามก็มีความยุ่งยาก และต้องการเอกสารหลักฐานเป็นจำนวนมาก  ซึ่งคุณก็พยามทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเจ้าหน้าที่สินเชื่อว่าพวกเขาจะนำข้อมูลเยอะมากขนาดนี้ไปทำอะไร  นอกจากนี้ระหว่างการขอสินเชื่อ เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะสอบถามข้อมูลต่างๆ จากหลักฐานที่คุณเตรียมมาให้พวกเขา และดูบุคลิกของคุณด้วยว่า “คำตอบของคุณน่าเชื่อถือ มีอาการตื่นเต้น หรือมีการไม่มั่นใจในคำตอบหรือไม่? ” ข้อมูลเหล่านี้เราเรียกว่าการวิเคราะห์พฤติกรรม และบุคลิกของผู้ขอสินเชื่อ เราเรียกว่าระบบ 5C จะอธิบายต่อไปครับ

ตอบ : เจ้าหน้าสินเชื่อขอเอกสารปริมาณมากเพื่อไปวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของผู้ขอกู้ ในกรณีเป็นผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจนิติบุคคล เจ้าหน้าที่สินเชื่อจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับ ข้อมูลงบการเงินของบริษัทนิติบุคคล ดังนี้

> งบการเงินประกอบด้วย

  1. งบดุล  เป็นรายงานแสดงถึงฐานะของธุรกิจ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้  ผู้ขอสินเชื่อส่วนใหญ่สงสัยว่า มีขาดทุนสะสมขอกู้สินเชื่อได้ไหม “ขอสินเชื่อได้ครับ” แต่งบการเงินในปีที่ขอสินเชื่อจะต้องมีกำไร พอสมควรเพียงพอที่จะสามารถชำระหนี้ได้ในระยะเวลาที่ขอสินสินเชื่อ หรือมีรายได้ที่คงที่ น่าเชื่อถือได้อย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจหลักจริงไม่ได้มีรายได้มาจากการขายทรัพย์สินในธุรกิจบางประเภท เช่น ที่ดิน เครื่องจักร หรือ รายได้จากบริษัทในเครือปริมาณที่สูงมากๆ แบบผิดสังเกต อย่างนี้จะมีปัญหามากในการพิจารณาสินเชื่อ
  2. งบกำไรขาดทุน เป็นการแสดงถึงผลกำไร โดยจะแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ข้อระมัดระวัง เกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน

   – รายได้หลักของธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีความต่อเนื่อง และมีหลักฐานความต้องการจากลูกค้าที่น่าเชื่อถือ และสินค้าที่ผลิต/จำหน่าย หรือธุรกิจบริการ ควรจะมาจากลูกค้าประจำ และลูกค้าทั่วไป ในสัดส่วนที่น่าเชื่อถือและสอดคล้องกับตัวเลขในรายได้รวม

    –  เทคโนโลยีการผลิต กำลังการผลิต ควรจะมีข้อมูลหลักฐานที่ดี น่าเชื่อถือ และอธิบายได้อย่างชัดเจน มีแผนการซ่อมบำรุง และการเพิ่มกำลังการผลิตที่ชัดเจนในอนาคต ให้สอดคล้องกับปริมาณรายได้ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

    –  ค่าใช้จ่ายในการขาย  จะเป็นตัวเลขจากกระบวนการผลิต กำลังการผลิต วัตถุดิบ ควรจะมีตัวเลขไม่มากเกินไป หรือสามารถอธิบายด้วยหลักฐานในกระบวนการผลิตได้อย่างชัดเจน

    –  ค่าใช้จ่ายในการบริหาร  จะเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเงินเดือน/ค่าคอมมิชชั่นพนักงานเป็นหลัก และค่าใช้จ่ายเงินเดือนของผู้บริหารทั้งหมด  “ข้อระมัดระวัง : อย่านำรายได้ไปใช้ส่วนตัวและมาบันทึกในค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพื่อนำเงินสดออกจากบริษัทแบบผิดวัตถุประสงค์ เตือนไว้ล่วงหน้าเลย อย่าทำ

     –  งบกระแสเงินสด ก็มีความสำคัญอยู่เหมือนกันเป็นเครื่องมือง่าย ที่จะใช้บอกนิสัยการบริหารจัดการ และลักษณะรายได้ของบริษัทนิิติบุคคลได้อย่างดี  “ข้อระมัดระวัง : เจ้าหน้าที่สินเชื่อที่มีประสบการณ์พอสมควร สามารถอ่านลักษณะการบริหารธุรกิจ การจัดการด้านการเงิน นิสัยของผู้บริหารได้จากงบกระแสเงินสดได้เลยครับ ถ้าเจ้าของกิจการพูดไม่ตรงกับงบการเงิน เราก็จะมีการพิจารณาที่เข้มข้นมากขึ้น หรือขอเอกสารเยอะมากขึ้นน่ะครับ

> การวิเคราะห์ทางการเงิน อาศัยข้อมูลจากงบการเงินข้างต้น ประกอบด้วย

  1. งบการเงินเปรียบเทียบ เป็นการเปรียบเทียบรายการสำคัญๆ ในงบการเงินของแต่ละปีว่ามีแนวโน้มหรืออัตราการเพิ่มขึ้นอย่างไร เช่น การเปรียบเทียบกำไรสุทธิ ยอดขาย และทรัพย์สิน หรือส่วนของเจ้าของแต่ละปีว่ามีอัตราการเติบโตมากขึ้นน้อยเพึยงใด
  2. การวิเคราะห์งบการเงินในแนวดิ่ง  เป็นการเปรียบเทียบรายการต่าง ๆ  ในงบการเงินเป็นร้อยละต่อรายการหลัก เช่น หากวิเคราะห์งบกำไรขาดทุน ก็อาจเปรียบเทียบขนาดของรายการต่าง ๆ  เป็นร้อยละต่อยอดขาย  โดยปกติมักเปรียบเทียบเพื่อให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของต้นทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนคงที่ เช่น เครื่องจักร หรือต้นทุนผันแปร เช่น วัตถุดิบต่าง ๆ ของแต่ละปีว่าเป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด  เมื่อคิดเป็นร้อยละต่อยอดขาย แต่หากวิเคราะห์งบดุลก็อาจะเปรียบเทียบขนาดของรายการต่างๆ  เป็นร้อยละต่อสินทรัพย์รวม เช่น เพื่อให้ทราบว่ามีสินทรัพย์หมุนเวียน เช่น สินค้าคงคลัง หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน อาคาร เป็นสัดส่วนมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
  3. การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เป็นการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรายการต่างๆ ในงบการเงิน ซึ่งมีรายละเอียดและรูปบบของอัตราส่วนทางการเงินที่หลากหลาย โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 กลุ่ม โดยในที่นี้จะยกตัวอย่างกลุ่มละ 1 อัตราส่วน ดังนี้

3.1 อัตราส่วนสภาพคล้องภายในกิจการ เช่น สัดส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน ใช้สำหรับวิเคราะห์ถึงภาระผูกพันจากหนี้สินระยะสั้นที่ต้องชำระว่าถูกครอบคลุมด้วยสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นงินสดได้ง่าย มากน้อยเพียงใด

3.2 อัตราส่วนวัดผลการดำเนินงาน เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์รวม สำหรับวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

3.3 อัตราส่วนวัดผลการดำเนินงาน เช่น อัตราส่วนกำไรต่อสินทรัพย์รวม สำหรับวิเคราะห์ถึงความสามารถในการทำกำไรว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่นั้นสามารถก่อให้เกิดอัตราผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

3.4 อัตราส่วนต่อหุ้น เช่น อัตราส่วนราคาตลาดของหุ้นสามัญต่อราคาหุ้นตามบัญชี เพื่อสะท้อนถึงมูลค่าของหุ้นสามัญในสายตานักลงทุน ซึ่งเกิดจากความคาดการณ์เกี่ยวกับฐานะการดำเนินงานของกิจการในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  :  http://www.fpo.go.th/S-I/Source/ECO/ECO27.htm

 

3. การวิเคราะห์สินเชื่อ 5 C  ได้แก่ Character , Capacity,  Capital,  Collateral, Condition

3.1 ความเต็มใจชำระหนี้ และอุปนิสัย (Character)

เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ สำหรับการพิจารณาการให้สินเชื่อ เพราะถ้าลูกค้า/ลูกหนี้ ขาดความซื่อสัตย์ ความจริงใจแล้ว ก็ย่อมมีโอกาสเกิดหนี้สูญแก่ทางธนาคารมาก ปกติแล้วถ้าเป็นลูกหนี้รายใหม่ธนาคารจะพิจารณาชื่อเสียง ฐานะการศึกษา อุปนิสัยครอบครัว ความซื่อสัตย์ การที่จะทราบอุปนิสัยที่แท้จริงของผู้กู้ได้โดยความสำคัญอย่างใกล้ชิด  ซึ่งความซื่อสัตย์เป็นหลักสำคัญของอุปนิสัย

 

3.2 ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity)

ความสามารถในการชำระหนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพิจารณาให้สินเชื่อ ลูกหนี้ที่แม้อยากจะชำระหนี้สักเพียงใด  หากปราศจากซึ่งความสามารถในการชำระหนี้แล้ว ย่อมไม่เกิดการชำระหนี้  ดังนั้นการให้กู้ยืม และการให้เครดิตคของธนาคาตจะต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้เป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

3.2.1  ความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา การประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของบุคคลธรรมดา พิจารณาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

รายได้ประจำ หมายถึง เงินเดือน รายได้อื่นๆ ความสามารถในการชำระหนี้ในระยะเวลาที่ต่อเนื่องขึ้นอยู่กับเงินเดือน และรายได้ที่ได้รับอย่างสมำเสมอ และความสามารถนำรายได้นั้นมาใช้ส่วนหนึ่งเพื่อการชำระหนี้

ความสามารถในการหารายได้จะชี้ให้เห็นถึงความแน่นอนของรายได้อันนำมาสู่การชำระหนี้ในอนาคต พิจารณาได้จากลักษณะของงานที่ทำ พื้นความรู้ความสามารถในการทำงาน สุขภาพ ความมั่นคงในการทำงาน และความก้าวหน้าในการทำงาน

หนี้สินที่มีอยู่ หมายถึง ภาระผูกผูนที่มีอยู่เดิม

รูปแบบของการใช้จ่าย หมายถึง ภาวะที่ผู้มีรายได้จะต้องรับผิดชอบก่อนที่จะเหลือรายได้เพื่อการชำระหนี้ พิจารณาได้จากฐานะการสมรถ ขนาดของครอบครัว และระดัการครองชีพ เมื่อทราบรายได้ ความแน่นอนของรายได้ หนี้สินเดิม และรูปแบบของการใช้จ่ายแล้ว ส่วนที่เหลือจะเป็นเครื่องคุ้มครองรายจ่ายชำระหนี้แก่ธนาคาร

3.2.2 ความสามรถในการชำระหนี้ของธุรกิจ พิจารณาได้จาก อัตราส่วนทางการเงิน ดังนี้

– อัตราสภาพคล่อง (Liquidity Ratio)

– อัตราส่วนหนี้สิน และความคุ้มครองรายจ่ายประจำ (Dept and Coverage Ratio)

– อัตราส่วนความสามรถในการหากำไร (Profitability Ratio)

– อัตราส่วนความเจริญเติบโต และอื่นๆ (Growth and Other)

 

3.3 ทุนที่จะนำมาลง (Capital)

ทุน หมายถึง สิ่งของทรัพย์สินเงินทองที่ผู้ประกอบการนำมาลงทุนไวัในธุรกิจ ธุรกิจอาจดำเนินการได้โดยไม่มีการกู้ยืม ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย เป็นผลให้กำไรของกิจการน้อยตามไปด้วย
ดังนั้นผู้ประกอบการจึงทำการกู้ยืมตามกำลังความสามารถของตน  แต่ขณะเดียวกันถ้ามีการใช้เงินกู้ยืมสูง (Leverage) ธุรกิจอาจประสบปัญห เนื่องจากกำไรที่ธุรกิจได้รับส่วนใหญ่จะต้องนำไปชำระคืนเงินกู้แก่ธนาคาร และถ้ากำไรของธุรกิจนั้นน้อยธุรกิจนั้นอาจขาดทุน

ปกติแล้วเงินทุน เท่ากับ มูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดของกิจการหักด้วยหนี้สินทั้งหมด ถ้ากิจการใดมีหนี้สินมากกว่าเงินทุนที่ลงได้  หมายความว่า เจ้าหนี้มีอัตราเสี่ยงสูงเพราะเจ้าหนี้ได้ลงทุนมากกกว่าเจ้าของกิจการ  ดังนั้นเงินทุนของผู้ขอกู้จึงเปรียบเสมือนเกราะให้ความปลอดภัย (Margin of safety) กับธนาคาร  ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารจะยอมให้กิจการกู้ที่อัตราส่วนของหนี้ต่อเงินทุนไม่เกิน 3 เท่า

 

3.4 หลักประกัน (Collateral)

โดยปกติก่อนที่ธนาคารจะอนุมัติเงินให้กับลูกค้า ธนาคารมักจะให้ลูกค้าผู้ขอกู้เงินวางหลักทรัพย์เป็นประกันไว้กับธนาคาร  ทั้งนี้เพื่อชดเชยกับจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเจนในด้านความเสี่ยง เช่น ความสามารถของผู้กู้ที่ยังไม่ได้พิสูจน์หรือเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อหนี้สูญที่อาจเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามหลักประกันไม่อาจที่จะมาชดเชยกับจุดอ่อนทางด้านความซื่อสัตย์เพราะถ้าหากผู้ขอกู้ขาดความซื่อสัตย์แล้วย่อมหมายถึงความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก

โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเข้าใจว่าการกู้เงินจากธนาคารต้องมีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้างมาค้ำประกันแต่ความจริงแล้วยังมีสิ่งอื่นๆ ที่ใช่ค้ำประกันได้ดังนี้

3.4.1 การใช้บุคคลค้ำประกัน (Personal Guarantee) บุคคลที่ค้ำประกันต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงฐานะดีหรือคนที่ธนาคารรู้จัก หรือคนที่ธนาคารยอมรับให้เครดิต

3.4.2 การใช้เงินฝากประจําค้ำประกัน (Fixed deposit) โดยการมอบอํานาจให้กับธนาคารมีสิทธิ์หักเงินฝากประจําชําระหนี้การขอให้กู้ในลักษณะนี้มักเสียดอกเบี้ยในอัตราตากว่าอัตราปกติโดยธนาคารมักจะใช้วิธีบวกอัตราดอกเบี้ยเหนืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจําในขณะนั้ขึ้นอีกร้อยละ 3-4 จุดประสงค์ในการขอกู้โดยใช้เงินฝากค้ำประกันนี้ผู้ขอกู้มักจะมาขอกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นในรูปของการเบิกเงินเกินบัญชี

3.4.3 การกู้โดยการโอนสิทธิการเช่า ในบางกรณีผู้กู้ไม่มีหลักทรัพย์ของตนเอง แต่ได้ทําสัญญาเช่าสถานที่เพื่อเป็นที่ประกอบการเป็นสัญญาระยะยาวธนาคารก็อาจนับเป็นหลักทรัพย์ได้

3.4.4 การให้กู้โดยมีสินค้าเป็นหลักประกัน (Stock Financing) โดยธนาคารจะพิจารณาเลือกเอาสินค้าที่มีคุณภาพแบบเดียวกัน (Homogeneous) เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ และควบคุมผู้ขอก็จะต้องทําประกันภัยสินค้าที่จํานําไว้กับธนาคาร ตลอดจนสลักหลังกรมธรรมมอบให้กับธนาคารเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เมื่อเกิดความเสียหาย

 

3.5 ภาวการณ์ (Condition)

เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อการบริโภคสินค้าวิธีการจําหน่าย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลในการควบคุม ยกเลิกการส่งเสริมการเพิ่มภาษีเพิ่มกฎข้อบังคับ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบถึงความสามารถในการชําระหนี้ของลูกค้า

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  : http://e-book.ram.edu/e-book/e/EC320/EC320-7.pdf

 

4. กรณีศึกษาการวิเคราะห์เครดิต

จากสมัยก่อนถึงปัจจุบัน มีความขัดแย้งของนักธุรกิจและนายธนาคารเกี่ยวกับการให้คะแนนของเครดิต ความไม่พอใจในส่วนของเจ้าของธุรกิจเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์เครดิตของเจ้าหน้าที่สินเชื่อ อาจจะถูกประเมินโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัว หรือประสบการณ์ในอดีตที่เข้าใจในธุรกิจเพียงบางประเภทที่เกิดมานานแล้ว ขณะที่ธุรกิจเกิดใหม่ที่มีความแตกต่างจากธุรกิจเดิมกลับไม่ได้รับการพิจารณาให้สินเชื่อ ถึงแม้จะเป็นธุรกิจที่ดีมีอนาคตก็ตาม  ซึ่งเจ้าหน้าที่สินเชื่ออาจมีเหตุผลส่วนตัวในการกำหนดจำนวนความเสี่ยงที่เขาพร้อมที่จะรับได้ อาจรวมถึงประสบการณ์ที่ไม่ดีกับภาคธุรกิจดังกล่าวหรือการประเมินความต้องการทางธุรกิจของตนเอง  หลายครั้งที่ีมีบรรทัดฐานหรือข้อบังคับภายในที่บังคับให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อปฎิบัติตามนโยบายสินเชื่อของธนาคารที่มีข้อจำกัด มากขึ้น

จุดสำคัญที่สุดที่จะตระหนักคือ ธนาคารอยู่ในธุรกิจรายได้จากดอกเบี้ย ดังนั้นการควบคุมความเสี่ยงและการยับยั้งข้อผิดพลาดต่างๆ เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการพิจารณาสินเชื่อ ทำให้จำเป็นจะต้องมีการพิจารณาผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้มีความหลากหลายสำหรับลูกค้าที่มีความคาดหวังต่างกัน  ขั้นตอนที่ธนาคารดำเนินการเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตนจากการผิดนัดทั้งหมดต่อการประเมินสินเชื่อที่น่าเชื่อถือได้

กรณีตัวอย่าง ลูกค้าสินเชื่อ 

  1. ลูกค้าคือใคร ? คุณสมชาย  รักไทย  เป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญวิศวกรด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีชื่อเสียง และได้ลาออกมาเปิดบริษัทผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทย
  2. ประวัติบริษัทที่ขอสินเชื่อเป็นอย่างไร ? ก็จะพิจารณาประวัติการก่อตั้ง  รายชื่อผู้ถือหุ้น
    ทุนจดทะเบียน  รายการงบการเงินย้อนหลัง 3 – 5 ปี การพยากรณ์ด้านการเงินล่วงหน้า 5 ปี
  3. วัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ ? สิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งที่ลูกหนี้สินเชื่อจะต้องเล่าด้วยความสัตย์จริง และมีวินัยทางการเงิน รวมทั้งต้องสอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจ และเป้าหมายทางการเงินที่ได้พยากรณ์ล่วงหน้า 5 ปี
  4. ความสามารถในการชำระหนี้ ? เจ้าหน้าที่สินเชื่อทำการประเมินจากงบการเงิน แหล่งรายได้ และค่าใช้จ่ายของผู้กู้สินเชื่อ รวมทั้งอาจจะให้มีผู้กู้ร่วมเพิ่มเติม ด้วยในบางกรณี
  5. หลักประกัน ? สินเชื่อแบบมีหลักประกัน เป็นไปตามชื่อกันเลย คือ เราจะต้องมีหลักประกันไปให้ธนาคาร เพื่อใช้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อร่วมกับฐานะทางการเงิน ประวัติการชำระเงิน และภาระหนี้สินของเรา

การตอบคำถามเหล่านี้ช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อ เข้าใจความเสี่ยงในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายนี้  ซึ่งคำถามเหล่านี้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับลูกค้าและช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อเข้าใจลึกไปถึงธุรกิจของลูกค้าสินเชื่อเกี่ยวกับความเสี่ยงของธุรกิจ

 

5. นักวิเคราะห์สินเชื่อ – การได้รับข้อมูลเชิงปริมาณของลูกค้า

นอกเหนือจากคำถามข้างต้นนักวิเคราะห์สินเชื่อยังต้องการที่จะได้รับข้อมูลเชิงปริมาณที่เฉพาะเจาะจงไปยังลูกค้าสินเชื่อ :

–  ประวัติผู้กู้ – ประวัติ โดยสังเขปของบริษัทฯ ลักษณะการประกอบธุรกิจ โครงกสร้างผู้ถือหุ้น สัดส่วนการถือหุ้น แหล่งที่มาของเงินทุนของผู้ก่อตั้งธุรกิจ แผนการเติบโตของธุรกิจ รายชื่อลูกค้า  รายชื่อซัพพลายเออร์ รายชื่อคู่แข่งทางธุรกิจ กระบวนการผลิต การวางแผนการตลาด ช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งหมดจะต้องมีเอกสารหลักฐานที่น่าเชื่อถือ

–  ข้อมูลตลาด   มีการศึกษาถึงแนวโน้มอุตสาหกรรม  ขนาดตลาดส่วนแบ่งการตลาด  การประเมินการแข่งขันข้อดีในการแข่งขันการตลาด  การประชาสัมพันธ์และแนวโน้มในอนาคตที่เกี่ยวข้อง  เพื่อศึกษาถึงความคาดหวังแบบองค์รวมของการเคลื่อนไหวและความต้องการในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้ลูกค้าสินเชื่อจะต้องดำเนินการจัดเตรียมและข้อมูลจะต้องมีความน่าเชื่อถือด้วยครับ

–  ข้อมูลทางการเงิน  งบการเงิน (กรณีที่ดีที่สุด / กรณีที่คาดว่าจะ / กรณีที่เลวร้ายที่สุด) การคืนภาษีการประเมินค่าของ บริษัท และการประเมินทรัพย์สินรายการในปัจจุบันเอกสารอ้างอิงเครดิตและเอกสารทั้งหมดที่คล้ายคลึงกันซึ่งสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกด้านการเงินของ บริษัท ได้ กลั่นกรองในรายละเอียดมาก

–  ตารางเวลาและการจัดแสดงนิทรรศการ  เอกสารสำคัญบางอย่าง เช่น ข้อตกลงกับผู้ขายและลูกค้า นโยบายการประกันภัย, สัญญาเช่า, ภาพของสินค้าหรือเว็บไซต์ที่ควรจะถูกผนวกเป็นข้อเสนอการจัดแสดงนิทรรศการเงินกู้เป็นบทพิสูจน์ของรายละเอียด เช่น การตัดสินโดยตัวชี้วัดดังกล่าวข้างต้น

ต้องเข้าใจก่อนว่านักวิเคราะห์เครดิตเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ช่วยสนับสนุนการขอสินเชื่อของลูกค้าสินเชื่อ ด้วยการจัดเตรียมข้อมูลลูกค้าสินเชื่อให้กับ คณะกรรมการสินเชื่อของธนาคารพิจารณา ผ่านกระบวนการภายในของธนาคาร  พร้อมรายละเอียดลูกค้าสินเชื่อและเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อในครั้งนี้

 

6. การวิเคราะห์เครดิต – การพิจารณาตัดสิน

หลังจากการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดตอนนี้ นักวิเคราะห์ต้องให้ “คำพิจารณาอนุมัติ หรือ ไม่อนุมัติ”  ที่แท้จริงเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ ของข้อเสนอ ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะกรรมการอนุมัติ

  • สินเชื่อ –  หลังจากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเริ่มเข้าใจความต้องการของลูกค้าสินเชื่อ  หนึ่งในหลายประเภทของเงินให้สินเชื่อสามารถปรับแต่ง  เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าสินเชื่อ จำนวนเงินที่ครบกำหนดของเงินกู้การใช้เงินที่คาดว่าจะได้รับสามารถกำหนดได้ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุตสาหกรรมและความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัท หรือ ฐานะของบุคคลธรรมดาพิจารณาจากสัดส่วนรายได้หลักและภาระการกู้ในปัจจุบัน

 

  • บริษัท – ส่วนแบ่งการตลาดของ บริษัท ผลิตภัณฑ์และบริการที่นำเสนอคู่ค้ารายใหญ่ลูกค้าและคู่แข่งควรได้รับการวิเคราะห์เพื่อยืนยันการพึ่งพาปัจจัยดังกล่าวว่า บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการได้อย่างดีตามแผนทางการเงินหลังจากได้เงินสินเชื่อมาแล้ว และต้องทำตามที่สัญญาไว้กับธนาคารพาณิชย์ได้  เพราะธนาคารเชื่อใจคุณเลยให้เงินสินเชื่อ  ดังนั้นคุณจะต้องรักษาคำมั่นสัญญาด้วยและทำตามแผนที่ได้วางไว้อย่างรัดกุม และแก้ไขปัญหาแบบรายวันไปเรื่อยๆ

 

  • ประวัติเครดิต – อดีตเป็นตัวแปรที่สำคัญในการคาดการณ์ในอนาคต  ดังนั้นการรักษาให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาดั้งเดิมนี้บัญชีเครดิตของลูกค้าสินเชื่อที่ผ่านมาควรได้รับการวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความผิดปกติหรือค่าตั้งต้นที่ระบุในแผนการเงินและการตลาด นอกจากนี้ยังช่วยให้นักวิเคราะห์สินเชื่อตัดสินประเภทลูกค้าที่เราติดต่อด้วยโดยการตรวจสอบจำนวนครั้งที่ทำการชำระเงินล่าช้าหรือถูกลงโทษเนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด

 

  • การวิเคราะห์ตลาด – การวิเคราะห์ตลาดที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าสินเชื่อ  มีความสำคัญสูงสุดเนื่องจากช่วยในการระบุและประเมินการพึ่งพา บริษัท ในด้านปัจจัยภายนอก โครงสร้างตลาดขนาดและความต้องการของลูกค้าที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์กังวลเสมอว่า ลูกค้าสินเชื่อของตนจะทำได้ตามที่เขียนแผนการตลาดและการเงินได้หรือไม่

 

7. อัตราส่วนการวิเคราะห์เครดิต

การเงินของ บริษัท ประกอบด้วยภาพที่แท้จริงของสิ่งที่ธุรกิจกำลังจะผ่านและการประเมินเชิงปริมาณนี้มีการวิเคราะห์ในเชิง Significant Analysis พิจารณาอัตราส่วนต่างๆ และตราสารทางการเงินที่จะมาถึงภาพที่แท้จริงของบริษัท

  1. อัตราส่วนสภาพคล่อง – การวิเคราะห์อัตราส่วนที่มีความสามารถของ บริษัท ในการชำระคืนเจ้าหนี้  ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อัตราส่วนเหล่านี้จะใช้ในการพิจารณาความประสบความสำเร็จในความจุกระแสเงินสดของบริษัท
  2. อัตราส่วนความสามารถในการล้มละลาย (Solvent Ratio) – ใช้อัตราส่วนเหล่านี้เพื่อประเมินความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ อัตราส่วนดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงจำนวนหนี้สินที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ในระยะยาวของบริษัท
  3. อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร – อัตราส่วนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ บริษัท ที่จะได้รับผลกำไรที่น่าพอใจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความสามารถในการทำตามแผนการเงินที่พยากรณ์ล่วงหน้า
  4. อัตราส่วนประสิทธิภาพ – อัตราส่วนเหล่านี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสามารถในการบริหารจัดการ  เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนที่เกี่ยวข้องและการควบคุมที่มีต่อค่าใช้จ่าย
  5. กระแสเงินสดและการวิเคราะห์กระแสเงินสดที่คาดการณ์ไว้ – งบกระแสเงินสดเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับนักวิเคราะห์สินเชื่อเนื่องจากช่วยให้สามารถวัดลักษณะของรายได้และผลกำไรได้อย่างแท้จริง นี้จะช่วยให้เขาได้ภาพที่แท้จริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเงินเข้าและออกจากธุรกิจ
  6. การวิเคราะห์ SWOT – นี่คือการวิเคราะห์อัตนัยซึ่งทำขึ้นเพื่อจัดแนวความคาดหวังและความเป็นจริงในปัจจุบันตามภาวะตลาด

 

7. บทเรียนจากการศึกษากรณีการวิเคราะห์เครดิต

การวิเคราะห์สินเชื่อ เป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อนการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งเป็นการพิจารณาข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของธุรกิจของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อช่วยให้สถาบันบันการเงิน (ผู้ให้สินเชื่อ) ประมาณการถึงความสามารถที่จะจ่ายชำระหนี้คืนของผู้ขอสินเชื่อเพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และปัญหาหนี้สูญที่จะตามมา ทั้งนี้ในปัจจุบันการวิเคราะห์สินเชื่อนั้นจะใช้หลักนโยบาย 6C’s อันประกอบด้วย คุณลักษณะ (Character) ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity) เงินทุน (Capital) หลักประกัน (Collateral) ภาวะแวดล้อม (Condition) และประเทศ (Country) นอกจากนี้ การวิเคราะห์สินเชื่อยังถือได้ว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จากภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา  ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์สินเชื่อ ตลอดจนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวและเกิดขยายตัวของเศรษฐกิจในการดำเนินการจัดการสินเชื่อของสถาบันการเงินก็คงไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และการยอมรับเพื่อตัดหนี้สูญ อีกทั้งจากข้อมูล แนวโน้มในความต้องการสินเชื่อของธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ รวมถึงปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบต่อระบบสินเชื่อทั้งในด้านของผู้ให้และผู้ขอสินเชื่อ เช่นภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นของสถาบันการเงินด้วยกันเอง และปัญหาต่างๆอันที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ของสินเชื่อ จนทำให้เกิดความผิดพลาดของการวิเคราะห์และพิจารณาให้สินเชื่อและเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นสถาบันการเงินจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดและรอบคอบมาก เพื่อเพิ่มความมีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และพิจารณาให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน

 

ขอขอบพระคุณแหล่งที่มาข้อมูล  : https://tci-thaijo.org/index.php/rmuj/article/view/57859

 

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณที่ยังอยู่ให้กำลังใจกันมาตลอด และจะทำการเขียนบทความไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพิมพ์ไม่ไหว ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุข สวัสดีปีใหม่ไทย ขอให้ทุกๆ ท่านพบแต่สิ่งดีๆ ตลอดปีใหม่เถิด สาธุ

 

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://interfinn.com 

https://www.facebook.com/interfinn.course/

 

เมษายน 16, 2018 Posted by | Credit Risk Analysis | | ใส่ความเห็น

การสร้างแผนการตลาดที่ดีได้ใน 8 ขั้นตอน (ก่อนการเขียนแผนธุรกิจ)


สวัสดี ครับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน

ผมขออภัยอย่างสูงที่หายหน้าไปนานไม่ได้มาเขียนบทความทางวิชาการให้ทุกๆ ท่านได้พิจารณา วันนี้เป็นวันพระและผมรู้สึกอยากเขียนงานเลยขอนำเสนอดังนี้

เมื่อคุณรู้แล้วว่าอยากจะทำธุรกิจ และเริ่มต้นอยากจะเขียนแผนธุรกิจเพื่อเสนอธนาคารพาณิชย์เพื่อขอกู้เงิน หรือ หาพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมลงทุน หรือเป็นแนวทางสำหรับดำเนินธุรกิจในอนาคต ฯลฯ  ซึ่งผมได้อธิบายหลักเกณฑ์ก่อนการเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจ และการวางแผนธุรกิจไปแล้วเพื่อค้นหาตัวตนให้เจอว่าคุณอยากทำอะไร ?

ดังนั้นการวางแผนการตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญมากของแผนธุรกิจ เพราะการวางแผนการตลาดที่ดี และสามารถนำไปปฎิบัติได้จริง จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าธุรกิจของคุณอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่า 50%  ถ้ามันสำคัญขนาดนั้นลองมาพิจารณาขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการว่ามีอะไรบ้างกัน ครับ

ขั้นตอนที่ 1 : การกำหนดเป้าหมายของกิจกรรม 

คุณจะต้องรู้ก่อนว่าการทำธุรกิจประเภทนี้ จะต้องมีกิจกรรมทางการตลาดอะไรบ้าง ให้คุณคิดกิจกรรมที่จะต้องทำออกมาให้มากที่สุดก่อนโดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่าจะต้องทำกิจกรรมขั้นตอนใดก่อน ขั้นตอนใดหลัง  และไม่ต้องสนใจด้วยว่าจะใช้เงินเท่าใด?  ใช้เวลาดำเนินการนานแค่ไหน?  เช่น

  1. เข้าใจเป้าหมายทางการตลาดของคุณ ว่าต้องการอะไร?
    – ต้องการได้ลูกค้าปริมาณมากขึ้น
    – ต้องการขายสินค้าได้มากขึ้น
    – ต้องการแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจากคู่แข่ง
    – ต้องการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก
  2. วางเป้าหมายที่สามารวัดผลได้
    – คุณจำเป็นจะต้องใชหลักของ S-M-A-R-T ดังนี้
    – Specific  คือ ว่าคุณจะต้องทำการวิเคราะห์ก่อนว่าเป้าหมายที่ต้องการจริงๆ แบบเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่ชอบอย่างนี้ และก็อีกอย่างด้วย และแถมอีกอย่างน่ะ สุดท้ายตัดใจไม่ขาดว่าชอบอะไรแน่ๆ (อย่างนี้ไม่ได้) ต้องมีเป้าหมายชัดเจนเรื่องเดียว
    – Measurable คือ สามารถนำเป้าหมายจาก Specific นำมาวัดผลด้วยการกำหนดหน่วยนับ หน่วยวัดที่ชัดเจน พร้อมกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไปเลย
    – Attainable คือ สิ่งที่คุณกำลังทำ และสิ่งที่คุณกำลังฝันอยู่ตอนนี้ จะต้องวัดผลลัพธ์ สามารถทำได้จริงภายใต้เงื่อนไขของงบประมาณ  ระยะเวลา และความสามารถที่คุณมีอยู่ตอนนี้ (ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และสามารถดำเนินการได้จริง)
    – Relevant คือ การกำหนดเป้าหมายทางการตลาดทั้งหมด จะต้องมีความสอดคล้องกัน มีการวิเคราะห์ การดำเนินการก่อนและหลังที่ชัดเจน  เมื่อคุณนำเป้าหมายทั้งหมดที่คิดได้มาพิจารณว่า สิ่งใดทำได้ สิ่งใดทำไม่ได้ แต่ต้องมาพร้อมกับ หน่วยนับ หน่วยวัดความสำเร็จ ที่ชัดเจน
    – Time based คือ เมื่อคุณเลือกเป้าหมายทางการตลาดแล้ว กำหนดเงื่อนไขของเวลาไว้เลย เป้าหมายใด? จะเสร็จเมื่อไหร่?
  3. วิเคราะห์ลักษณะของกลุ่มเป้าหมายของคุณ เมื่อคุณกำหนดเป้าหมายเสร็จจากข้อ 2 เรียบร้อยแล้ว ก็มาทำข้อ 3 ว่าเป้าหมายทางการตลาดนี้ จะเกี่ยวข้องกับลูกค้ากลุ่มไหนบ้าง จะต้องมีรายละเอียด ดังนี้
    – อายุ                แยกช่วงเวลาของอายุให้ชัด 15-18 ปี 19-22 ปี
    – อาชีพ             อาชีพรับจ้างทั่วไป  ข้าราชการ  ครู  นักธุรกิจ
    – เพศ                ชาย  หญิง  ชาย+ชาย  หญิง+หญิง  เพศที่ 3
    – รายได้            ระดับได้น้อย  ต่ำกว่า 10,000 – 15,000 บาท
    – การศึกษา      อาชีวะ  พาณิชย์  ปวช. ปวส. ปริญญาตรี ฯลฯ
    – แหล่งที่ตั้ง     ใกล้โรงเรียน  ใกล้ศูนย์ธุรกิจ  ใกล้แหล่งชุมชน
  4. นำเป้าหมายที่คุณกำหนดมาวิเคราะห์หาคู่แข่งที่อยู่ในตลาด  ขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องทำการบ้านหนักมาก เพราะคุณจะต้องทำการสำรวจจริงๆ วิเคราะห์จริงๆ ไม่ใช่อ่านแค่บทความใน Google และ Youtube ก็บอกได้แล้วว่าคู่แข่งเป็นใครจบ ผิดพลาดอย่างมาก เพราะการวิเคราะห์คู่แข่งจำเป็นจะต้องทำการวิเคราะห์คู่แข่งในระยะพื้นที่การให้บริการทางการตลาด ที่คุณและทีมงานสามารถดำเนินการได้จริง ไม่ใช่ข้อมูลคู่แข่งทั้งกรุงเทพ  ทั้งจังหวัด เช่น พื้นที่ให้บริการของคุณแค่ 30 กิโลเมตร โดยรอบสถานที่ตั้งของคุณ ดังนั้นคู่แข่งของคุณแค่ระยะพื้นที่ 30 กิโลเมตร รอบตัวคุณเท่านั้น

 

ขั้นตอนที่ 2 : การกำหนดงบประมาณด้านการตลาดของคุณ  

สามารถทำได้หลายวิธี แต่จะขอเล่าเท่าที่จะพอทำได้ไม่ยากนัก ดังนี้

  1. กำหนดเป็นร้อยละจากยอดขาย  คือ คุณจะต้องมีการกำหนเป้าหมายของยอดขายไว้แล้วแบบ Conservative  และทำได้จริงๆ หลังจากนั้นค่อยแบ่งเงินบางส่วนจากรายได้ ด้วยการคิดเป็น % จากยอดขายที่คาดว่าจะทำได้จริงๆ มาเป็นงบประมาณด้านการตลาด
  2. กำหนดตามความสามารถของผู้ถือหุ้นทางธุรกิจ  คือ การคุยกันในกลุ่มผู้ถือหุ้นทางธุรกิจ จะตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการตลาดเพื่อสนับสนุนการเพิ่มยอดขายสักเท่าใด ด้วยการพิจารณาจากเงินทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นหลักไม่ได้พิจารณาจากยอดขาย
  3. กำหนดตามคู่แข่งขัน  คือ การกำหนดงบประมาณตามคู่แข่ง วิธีนี้ไม่ค่อยชอบเลย เพราะคู่แข่งอยู่ในตลาดมานานก่อนคุณ เข้ารู้จักลูกค้า รู้จักช่องทางการจัดจำหน่ายแล้ว อันตรายมากครับ
  4. กำหนดตามปริมาณงานของกิจกรรมที่จะต้องทำ  คือ  คุณได้ออกแบบกิจกรรมทั้งหมดที่จะต้องทำสำหรับการส่งเสริมการขายของคุณให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดล่วงหน้า ต่อมาคุณก็จะต้องกำหนดระยะเวลา และความถี่ ในการแต่ละกิจกรรม  และก็งบประมาณที่จะต้องใช้ในแต่ละกิจกรรม สุดท้ายอย่าลืม ตัวชี้วัดความสำเร็จแต่ละกิจกรรมเลยน่ะครับ

 

ขั้นตอนที่ 3 : การระบุตลาดเป้าหมายของคุณ

การแบ่งสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณและการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์  ซึ่งการแบ่งสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Market Segmentation) เป็นวิธีการแบ่งตลาดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ ให้มีส่วนที่ย่อยที่สุด เพื่อความสะดวกในการออกแบบกิจกรรมทางการตลาดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณในแต่ละกลุ่มย่อยๆ สามารถกำหนดได้ ดังนี้

  1. การแบ่งส่วนทางการตลาดตามหลักภูมิศาสตร์  คือ การแบ่งตลาดของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายตามพื้นที่ เช่น จังหวัด อำเภอ สภาพอากาศ ความหนาแน่นของประชากร
  2. การแบ่งส่วนตามลักษณะประชากรศาสตร์ เช่น
    – อายุ  วัยรุ่น วัยเริ่มทำงาน  วัยทำงานแต่ยังไม่มีครอบครัว  วัยทำงานแต่มีครอบครัวแล้ว ฯลฯ
    – เพศ  (มีความหลากหลายมากตอนนี้) เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ดี
    – การศึกษา (ส่วนนี้ก็จะต้องพิจารณาดีๆ บางครั้งการศึกษาอาจจะไม่มีผลต่อผลิตภัณฑ์ หรือ บริการที่คุณเสนอก็ได้
    – รายได้  ส่วนนี้มีความจำเป็นสูงมากที่จะชี้นำธุรกิจว่า ทำได้ถูกต้องสำเร็จ หรือ ผิดพลาด เพราะรายได้กลุ่มลูกค้า มีผลต่อราคาขาย และต้นทุนขายของคุณอย่างมาก
    – อาชีพ  ก็มีส่วนสำคัญรองๆ ลงมาจากปริมาณของรายได้
  3. การแบ่งส่วนการตลาดตามหลักจิตวิทยา โดยถือหลักเกณฑ์ด้านชนชั้นทางสังคม รูปแบบการดำรงชีวิต และบุคลิกภาพ ดังนี้
    – ชนชั้นทางสังคม จะนิยมแบ่งตามระดับชั้นของการศึกษา  อาชีพ  รายได้ ค่านิยมในการใช้สินค้า (กลุ่มผู้มีการศึกษาสูง และรายได้สูงมาก ก็จะมีกลุ่ม และสังคมเเฉพาะกลุ่มที่ชัดเจน)
    – ค่านิยมและรูปแบบการดำรงชีวิต  แบ่งตามพฤติกรรมของกลุ่มอาจจะมีความต้องการที่เฉพาะๆ มากๆ ไม่เหมือนผู้บริโภคทั่วไป
    – บุคลิกภาพ  เป็นการแบ่งตามลักษณะด้านจิตวิทยาของกลุ่มบุคคลที่มีความชอบเหมือนๆ กัน แต่มีความต้องการที่แตกต่างไปจากกลุ่มคนส่วนใหญ่ หรือ เป็นบุคคลิกของกลุ่มคนส่วนใหญ่ในสังคมที่ชอบอะไร เหมือนๆ กัน
  4. การแบ่งส่วนการตลาดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายตามพฤติกรรม
    – โอกาสในการซื้อสินค้าหรือบริการ เช่น การจองที่พักท่องเที่ยวในวันหยุดต่อเนื่อง หรือ วันสิ้นปี และวันขึ้นปีใหม่ หรือ สภาพอากาศ ร้อน  หนาว
    – กลุ่มคนรักสุขภาพ  การซื้อสินค้าหรือบริการจะเน้นเรื่องสุขภาพเป็นขั้นตอนแรกๆ
    – ความภักดีในตราสินค้า  ความเชื่อมั่น ซื่อสัตย์ ในตราสินค้าที่ตนชอบ และใช้ประจำๆ

การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์

  • ขั้นตอนในการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Step in positioning strategy)
  1. การระบุถึงข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน
    – การสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ (Products Differentiation)
  2. การสร้างความแตกต่างด้านบริการ (Services Differentiation)
  3. การสร้างความแตกต่างด้านบุคลากร (Personnel Differentiation)
  4. การสร้างความแตกต่างด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Channel Differentiation)
  5. การสร้างความแตกต่างด้านภาพลักษณ์ (Image Differentiation)
  • การเลือกกลยุทธ์การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์โดยรวม
  1. การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตามคุณสมบัติหรือลักษณะของผลิตภัณฑ์
  2. การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตามคู่แข่งขัน
  3. การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตามสัญลักษณ์ด้านวัฒนธรรม
  4. การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตามผลประโยชน์และคุณค่า
  5. การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตามราคาและคุณภาพ

 

ขั้นตอนที่ 4 : สรุปยุทธวิธีการสื่อสารของคุณ

การสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำเป็นจะต้องมีการสื่อสารในลักษณะการเล่าเรื่อง ที่น่าประทับใจ ทำให้ลูกค้าจดจำเรื่องเล่าของสินค้าได้ มีความรู้สึกผูกพัน  มีความรู้สึกเป็นเจ้าของแบรนด์  มีความเข้าใจในคุณค่า และรู้สึกมีส่วนร่วม  ดังนั้นการกำหนดเครืองมือ หรือกลยุทธ์ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในปัจจุบันนี้มีความสำคัญสูงมาก ด้วยการสื่อสารผ่าน Social Media เป็นเครื่องมือสื่อสารแบบ 2 ทางที่ทรงพลังมากกว่าการสื่อสารผ่าน TV , วิทยุ , นิตยสาร มากมายนัก  รวมทั้งในปัจจุบัน มีระบบ Analytics ที่ใช้วัดพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างเม่นยำ ทำให้สามารถพยากรณ์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ล่วงหน้าว่าชอบสินค้าอะไรและกำลังจะซื้อสินค้าอะไร เป็นต้น

 

ขั้นตอนที่ 5 : การพัฒนายุทธวิธีในแบบของคุณ

การที่จะทำในขั้นตอนนี้ได้ คุณมีความจำเป็นอย่างมากๆ ที่จะต้องมีเครื่องมือ Analytics และสามารถเข้าใจวิธีการวิเคราะห์ เข้าใจรูปแบบการทำงาน และสามารถนำมาออกแบบขั้นตอนการตลาดให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ ในสไตล์ของคุณเอง เพราะจำเป็นจะต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา หรือ ผสมกันหลายๆ กลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากๆ

 

ขั้นตอนที่ 6 : การรวมกลยุทธ์การทำงานร่วมกันของทีมงานคุณ

คุณ/ผู้สนับสนุนทางธุรกิจที่เป็นรายใหญ่/ทีมงานของคุณ มีการกำหนดเป้าหมายเดียวกันมีการทำการตลาดเชิงกลยุทธ์ที่ตอบสนองซึ่งกันและกัน มีความสอดคล้องกัน เพื่อเป็นการสร้างแรงกระเพื่อม และดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพิ่มการมองเห็นแบรนด์ของคุณมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมที่ตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่่มีความหลากหลาย  ทำให้เกิดความแปลกใหม่ และสนุกสนานในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม

 

ขั้นตอนที่ 7 : การกำหนดกลยุทธ์การโปรโมตแบบนาทีสุดท้าย ในการเข้ามามีส่วนร่วมในผลิตภัณฑ์ของคุณ

กลยุทธ์การตลาดแบบนี้มีความนิยมอย่างมาก ในการโฆษณาทางทีวี และ Social Media ด้วยการกำหนดเวลาให้กลุ่มลูกค้าคล้อยตามผลิตภัณฑ์ โดยมีพิธีกรคอยพูดกระตุ้นกลุ่มลูกค้าตลอดเวลา ให้เห็นประโยชน์และลักษณะพิเศษของผลิตภัณฑ์  ต่อมาก็แจ้งว่าสินค้ามีจำนวนจำกัด  ถ้าสั่งซื้อในอีก 5 นาที นี้จะได้ส่วนลด 70% จากราคาปกติ และมีของแถมอีก xx รายการ ซึ่งถ้าไปซื้อนอกเวลาโปรโมชั่นจะไม่ได้รับของแถม และราคาก็จะสูงกว่านี้

ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเกิดแรงกระตุ้นอยากได้สินค้านั้น ทำให้เกิดการตัดสินใจสั่งซื้อโดยการโทรศัพท์ ภายใน 3 นาที ก่อนรายการปิดโปรโมชั่น  ซึ่งคนไทย กำลังโดนเทคนิคนี้อย่างหนัก ตัดสินใจโดยไม่มีเหตุผลมารองรับภายใน 3 นาที

 

ขั้นตอนที่ 8 : การกำหนดเมตริกการประเมินประสิทธิภาพของการตลาดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

การกำหนแผนการตลาดของคุณจะต้องมีการกำหนดประสิทธิภาพที่คาดว่าจะได้เมื่อทำการวางแผนการตลาดเรียบร้อย เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ร่วมกิจกรรม หรือ โพส์ตข้อความในสื่อออนไลน์  (ในขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องมีการเล่าอย่างละเอียดอีกครั้งในอนาคต)

 

สรุปการวางแผนการตลาดสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย 

  • คิดเป้าหมายที่ชัดเจนเน้นๆ ที่สามารถปฎิบัติได้จริง
  • กำหนดประเภทกิจกรรมต่างๆ ที่จะตอบสนองให้เป้าหมายทางการตลาดสำเร็จ
  • กำหนดงบประมาณที่จะต้องใช้ และตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนแยกรายกิจกรรม
  • กำหนดคู่แข่งที่จำเป็นจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในแต่ละกิจกรรม
  • กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ละกิจกรรม
  • ให้ทีมงานและคุณปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่างๆ ได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

 

สุดท้ายนี้หวังเป็นอย่างสูงว่าบทความนี้ จะมีคุณค่าเพียงพอกับท่านผู้อ่านที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการออกแบบแผนการตลาดเบื้องต้น

 

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

www.interfinn.com 

eiamsri.wordpress.com 

กรกฎาคม 23, 2017 Posted by | Writing Business Plan | | ใส่ความเห็น

ขั้นตอนก่อนการเขียนแผนธุรกิจ


สวัสดี ครับ

            วันนี้เราว่างๆ เลยก็อยากจะเขียนข้อมูลเกี่ยวขั้นตอนการเขียนแผนธุรกิจจริงๆ ใช้งานได้จริงๆ ก่อนที่จะทำธุรกิจจริงๆ ก่อนอื่นใด ต้องบอกทุกๆ คนที่สนใจอ่านบทความนี้ก่อนว่า ถ้าคุณมีไอเดีย มีความฝันอยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริม หรือ เป็นรายได้หลัก ของชีวิตในอนาคต เราอยากจะบอกว่า ให้ลองเขียนแผนธุรกิจจริงๆ ขึ้นมาสักฉบับที่พยามนำข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในความคิดของคุณ ประสบการณ์ของคุณออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อให้คนอื่นๆ อ่านและวิจารณ์ว่าอ่านแล้วคิดว่าอย่างไร เช่น

“ไม่เห็นด้วย” แล้วยังด่าเราซ้ำๆๆ ดูถูกเราว่าชาตินี้ทำไม่สำเร็จ ให้อดทนฟัง ข้อท้วงติงของเขาก่อน เช่น

  • คำวิจารณ์ : ประสบการณ์คุณยังไม่มี ความรู้คุณยังไม่มี หรือมีน้อย  จะไปสำเร็จได้อย่างไร?

คำตอบ ขอให้ขอบคุณสิ่งที่เขาเตือน เพราะคุณจะต้องหาคำตอบด้วยตัวคุณเองก่อน เพราะคำวิจารณ์เปรียบเสมือนกระจกส่งคุณตอนนี้ แต่ไม่ใช่เป็นการบอกว่าอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบและเริ่มทำการศึกษาอย่างจริงจัง อย่างหนัก จนมั่นใจ

  • คำวิจารณ์ : จะเอาเงินมาจากไหนมาลงทุนทำ ใช้เงินเยอะมาก ครอบครัวก็ลำบากอยู่แล้ว

คำตอบ แสดงว่าความฝันของคุณใช้เงินเยอะมากเกินไป หลักการลงทุนในธุรกิจใหม่ จะต้องแบ่งเงินจากครอบครัวแค่ 30% ของรายได้ทั้งหมด อีก 70% จะต้องให้ครอบครัวไว้ใช้จ่าย  ดังนั้นจะต้องวางแผนธุรกิจจากเงินที่มีอยู่เพียง 30% เท่านั้น

  • คำวิจารณ์ : จะไปขายใคร? สิ่งที่คุณคิดได้ คนอื่นๆ เขาเจ๊งมาเยอะแล้ว ไม่สำเร็จหลอก

คำตอบ แสดงว่าความคิดเรื่องธุรกิจของคุณเป็นสิ่งที่คนอื่่นๆ เขาทำมาแล้ว จะต้องศึกษาให้ละเอียดว่าคนส่วนใหญ่ที่เขาทำแล้วขาดทุน เจ๊ง เพราะสาเหตุใด ต้องศึกษาหาคำตอบให้ได้ เพราะเราไม่ต้องเดินตามคนที่เจ๊งแล้วทั้งหมด ต้องหาความต่างของธุรกิจให้ได้ 

  • คำวิจารณ์ :  ไม่มีเครื่องมือที่จะต้องใช้ประกอบอาชีพ และไม่มีลูกน้องมาช่วยงาน จะทำได้อย่างไร?

คำตอบ  การทำธุรกิจเริ่มต้น จำเป็นจะต้องทำด้วยตนเองให้รู้จริงแล้วค่อยทำการจ้างลูกน้อง  อย่างที่คนจีนโบราณพูดว่า “จะต้องทำการค้า และรู้จักธุรกิจของตนเปรียบเสมือนรู้จักมือของตนเองว่าทำงานอย่างไร” จะต้องรู้ทุกอย่าง แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เองทุกอย่างด้วยตนเอง เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าของตนเองอย่างดี เห็นหน้าลูกค้าก็รู้ว่าชอบอะไร? เพราะเป็นลูกค้าประจำ  เป็นต้น   

 

แล้วนำมาจดไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานนี้คือสิ่งแรกที่คุณจะต้องหาคำตอบให้ได้ด้วยความสัตย์จริง หาคำตอบแบบจริงๆ ไม่ใช่การประชดทำการศึกษาปัญหาทุกข้อที่เขาวิจารณ์อย่างจริงจังว่าจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร ก่อนที่จะทำการตอบโต้ด้วยวาจาที่รุนแรงกลับไปทันที แบบไม่มีสติ มาควบคุมคำตอบของคุณ 

จากคำวิจารณ์ข้างต้น ทำให้คุณจะต้องมีการวางแผนเรื่องการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อให้ตัวคุณเอง และผู้ที่สนับสนุนความคิดของคุณหรือผู้ที่สนใจธุรกิจคุณเช่น ญาติ  เพื่อนๆ หรือ นักลงทุน เข้าใจความคิดของคุณ  เพราะการจัดทำแผนธุรกิจเป็นเพียงเครื่องมือระดมทุน ในความเป็นจริงแผนธุรกิจเป็นมากกว่าเป็นเครื่องมือสำหรับการทำความเข้าใจว่าธุรกิจของคุณ  เพราะคุณสามารถใช้แผนธุรกิจเป็นการตรวจสอบความคืบหน้าการถือตนเองผู้รับผิดชอบและควบคุมชะตากรรมของธุรกิจ และเป็นเครื่องมือในการสรรหาผู้ร่วมลงทุนในอนาคต

เพราะแผนธุรกิจส่วนมาก จะมาจากความคิด + ประสบการณ์ที่ผ่านมา + ความฝันของคุณเพียงคนเดียว ซึ่งคนอื่นๆ อาจจะไม่เข้าใจความคิดของคุณ ถึงเข้าใจก็ไม่เข้าใจในรายละเอียด  ถึงเข้าใจในรายละเอียดของธุรกิจ ก็ไม่สามารถจินตนาการต่อไปได้ว่าลักษณะของรายได้ และค่าใช้จ่ายของแผนธุรกิจที่ทำนั้นได้

ดังนั้น เรามาเริ่มต้นวิเคราะห์ด้านวิชาการ กันดีกว่า เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการแผนธุรกิจของคุณให้ประสบความสำเร็จ

“แผนธุรกิจ” หมายถึง การอธิบายลักษณะธุรกิจของคุณที่กำลังจะทำ หรือทำอยู่แล้วเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในแผนธุรกิจที่คุณเขียนนี้จะต้องมีการอธิบายแผนการทำงานที่เป็นขั้นตอนทุกขั้นตอนที่ชัดเจน พร้อมทั้งอธิบายวิธีการซึ่งมาของรายได้ และรายละเอียดของรายจ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดในอนาคต

การเขียนแผนธุรกิจควรใช้ถ้อยคำที่ง่ายแก่การเข้าใจ มีความเรียบง่ายด้านความคิด และมีเหตุผลกำกับการทำงานทุกขั้นตอนเพื่อยืนยันว่าสามารถทำงานได้จริง ไม่ใช่ฝันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ประโยคแรกไม่ได้  อาทิ

  • อย่าใช้ประโยคที่มีความซับซ้อนใช้คำศัพท์ทางเทคนิค ต้องอยู่ในอุตสาหกรรม หรือวิชาชีพนี้เท่านั้นถึงจะเข้าใจว่าเขียนอะไร หรือทำธุรกิจอะไร?
  • หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์ย่อย เช่น ก.ท.ร. “กูเท่านั้นที่รู้” ไม่ได้น่ะครับให้ใช้คำเต็ม พร้อมคำอธิบายในคำศัพท์ที่ซับซ้อน หรือ ยกตัวอย่างประกอบด้วยจะดีมาก
  •  มีการแบ่งเรื่องต่างๆ ที่ต้องการเขียนออกเป็นตอนๆ และมี จุด bullet แยกเป็นหัวข้อย่อยๆ เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจ ของผู้อ่าน
  • ความยาวของแผนธุรกิจส่วนใหญ่ไม่เกิน 20-30 หน้า และอาจจะมีภาคผนวกอีกไม่เกิน 10 หน้า
  • ควรมีรูปภาพประกอบเกี่ยวกับสินค้า หรือ บริการ ที่คุณกำลังจะทำ หรือทำอยู่แล้ว
  • ภาพถ่ายของสถานที่ตั้งของร้านค้า หรือ บริษัทสำนักงานที่จะทำ พร้อมแผนที่เส้นทางการเดินทาง

          การใช้แผนภูมิทางธุรกิจ

การใช้แผนภูมิทางธุรกิจอธิบายลักษณะธุรกิจที่ได้ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน หรือ อนาคต โดยการใช้ตารางสรุปและแผนภูมิทางธุรกิจที่เรียบง่ายโดยการเน้นตัวเลขเป็นหลัก ดังนี้

  • ใช้แผนภูมิแท่งในการอธิบายเกี่ยวกับ ประเภทของรายได้จากการขาย  อัตรากำไรขั้นต้น  กำไรสุทธิ  รายการค่าใช้จ่าย
  • การเลือกใช้กราฟ 2 มิติจะช่วยให้ง่ายขึ้นในการอ่าน ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเห็นตัวเลขได้ชัดเจน
  • ใช้แผนภูมิวงกลมสำหรับส่วนแบ่งการตลาดและกลุ่มการตลาด
  • การแสดงเหตุการณ์หรือลำดับขั้นตอนการทำงานทีละขั้นตอนด้วยแผนภูมิ Gantt เพื่อแสดงเฉพาะงานที่สำคญและเหตุการณ์สำคัญเพราะรายละเอียดมากเกินไปทำให้แผนภูมิ Gantt ยากแก่การอ่าน
  • การทำแผนภูมิทั้งหมดจะต้องมีตัวเลขเป็นแหล่งที่มาไม่ชัดเจนสมบูรณ์ในตาราง สรุปให้แน่ใจว่าคุณระบุภาคผนวกประกอบด้วยตัวเลขรายละเอียด

แนวทางการเขียนแผนธุรกิจ

            แผนธุรกิจเป็นคำอธิบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรของธุรกิจในอนาคตของคุณ ดังนั้นคุณจำเป็นจะต้องมีการเขียนคำอธิบายสิ่งที่คุณคิด และสิ่งที่คุณวางแผนคาดว่าจะทำ  การเขียนแผนธุรกิจ สามารถช่วยดำเนินการกำหนดรูปแบบของงานที่จะต้องทำที่บ่งบอกถึงเป้าหมายทางธุรกิจ  และแนวทางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ใช้เป็นแนวทางเดินสำหรับเจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจตามที่ได้มีการวางแผนไว้ กำหนดโครงสร้างองค์กรของธุรกิจของคุณว่าใครทำหน้าที่อะไร มีค่าใช้จ่ายอย่างไร มีจำนวนกี่คน  วางแผนการใช้เงินลงทุนในกิจการที่คุณกำลังจะทำ (ที่สำคัญจะต้องทำจากเล็กไปใหญ่….ห้ามทำอะไรที่ใหญ่เกินตัว)  เราลองมาลำดับขั้นตอนการจัดทำแผนธุรกิจ คือ:-

  • สิ่งแรกที่จะต้องพิจารณา : แนววัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
  • สิ่งที่สองที่จะต้องพิจารณา : แนวเป้าหมายทางธุรกิจ
  • สิ่งที่สามที่จะต้องพิจารณา : แนวคิดการลงทุน
  • สิ่งที่สี่ที่จะต้องพิจารณา : แนวคิดการตลาด
  • สิ่งที่ห้าที่จะต้องพิจารณา : แนวคิดการวิเคราะห์การแข่งขัน
  • สิ่งที่หกที่จะต้องพิจารณา : แนวคิดการดำเนินงานและการจัดการ
  • สิ่งที่เจ็ดที่จะต้องพิจารณา : แนวคิดด้านการเงิน

แต่ไม่ต้องตกใจ!!!!  เรายังไม่เล่าให้คุณฟังตอนนี้หลอกสำหรับ เจ็ดขั้นตอนที่จะต้องพิจารณาเหล่านี้ เราจะค่อยๆ เล่าให้ฟังทีละขั้นจากง่ายที่สุดก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ โปรดติดตามอ่านไปเรื่อยๆ นะครับ

การจัดทำแผนธุรกิจทั้งหมดจะต้องมีการวางแผนการปรับปรุงและตรวจสอบขั้นตอนต่างๆ ทั้ง 7 ขั้นตอน ดังนี

  • วัตถุประสงค์ทางธุรกิจ จะต้องมีความชัดเจนว่าคุณเข้าใจมันจริงๆ ว่าคุณต้องการอะไร ผลสำเร็จของงานที่คุณจะทำคืออะไร? หลายคนมักจะบอกว่า ง่ายมาก “รวยๆ ขึ้นกว่าเดิมมาก”  ถ้าคุณคิดได้แค่นี้น่ะ ไม่ต้องเขียนแผนธุรกิจหลอก เอาเงินไปฝากธนาคาร หรือ ซื้อหุ้นกองทุนฯ และเพิ่มปริมาณการฝากเงินไว้กับธนาคารทุกๆ 10% จากยอดเงินฝากครั้งสุดท้าย ก็พอไม่ต้องเขียนแผน แล้วจะรวยเอง จบข่าว
  • เป้าหมายทางธุรกิจ (Target 0f Business) การกำหนดเป้าหมายทางธุรกิจจะต้องมีความชัดเจน เช่น ต้องการมียอดขาย………… ล้านบาท,  ต้องการขยายสาขา 2 สาขาใน 3 ปีข้างหน้า,  ต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า…….ในเขตภาคเหนือตอนบนทั้งหมด  ขั้นตอนนี้จำเป็นจะต้องระบุหน่วยนับหน่วยวัด และระยะเวลาที่ชัดเจนว่าจะสำเร็จเมื่อใด  เป็นต้น
  • การลงทุน ในขั้นตอนนี้จำเป็นมีการกำหนดงบประมาณการลงทุนที่ชัดเจนว่าใช้เงินเท่าใด  และชี้แจงอย่างละเอียดว่า แต่ละบาทจะเอาไปทำอะไร? มีความจำเป็นที่จะต้องจ่ายตอนนี้เลยหรือไม่ ?  และเมื่อปัญหาหลักงบประมาณไม่พอ จะต้องลดขนาดของความฝันลง หรือ ขนาดธุรกิจลง อย่าได้ไปกู้เงินมาทำธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นเด็ดขาด เพราะการกู้เงินมาทำธุรกิจ แสดงว่าคุณกำลังจะจับเสือมือเปล่า บอกได้เลย 99.99% ตายหมดเป็นเหยื่อของเสือ 
  • การตลาด   ในขั้นตอนการตลาดเป็นขั้นตอนที่จะต้องมีการศึกษา สำรวจ ตรวจสอบ และติดตามอย่างต่อเนื่อง ว่าสิ่งที่คุณคิดกับโลกแห่งความเป็นจริง มันสอดคล้องกันหรือไม่  หรือขัดแย้งกันแล้วจากสิ่งที่คุณคิด เพราะสิ่งที่คุณคิดด้านการตลาดมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา หรือตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  คำถาม ? คุณมั่นใจน่ะว่าทำได้จริงตามที่ลูกค้าต้องการ?
  • การวิเคราะห์การแข่งขัน    การวิเคราะห์การแข่งขันเป็นเรื่องของการวิเคราะห์คู่แข่งที่อยู่ในตลาดเดียวกับคุณ เราเสนอว่าไม่ต้องเปรียบเทียบคู่แข่งทั้งประเทศไทย หรือ ทั้งกรุงเทพฯ เพราะมันใหญ่เกินไปทำให้ภาพของคู่แข่งเบลอๆ ไม่ชัดเจน  ขอให้เลือกคู่แข่งที่มีสไตล์ รูปแบบ สินค้า การให้บริการ และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเหมือนหรือใกล้เคียงกัน อย่าไปเทียบกับคู่แข่งที่เป็นรายใหญ่ๆ มากทำให้คุณสู้ไม่ได้เพราะไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้ามีตลาดซ้ำกันมากๆ ก็บอกได้เลย ให้เปลี่ยนธุรกิจทันทีคุณกำลังสู้กับคนที่เป็นเจ้าตลาดไม่ได้ คุณเป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในเมืองนี้ ตลาดนี้ คุณสู้เจ้าถิ่นรายใหญ่ไม่ได้
  • การดำเนินงานและการจัดการ  เป็นขั้นตอนการทำงานจริงที่คุณจะต้องวางแผนว่า จะผลิตอย่างไร?  จะให้บริการอย่างไร?  จะหาสินค้าหรือวัตถุดิบจากที่ไหน ? จะใช้เครื่องจักรที่ไหนผลิต?  จะประกอบหรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จะเป็นอย่างไร?  จะส่งขายผ่านใคร? หรืออย่างไร?  ฯลฯ
  • ด้านการเงิน  เป็นนำข้อมูลทั้งหมดข้างต้นมาพิจารณาว่าจะต้องเตรียมเงินไว้ใช้สำหรับตอบสนองความฝันของเราในครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แสดงว่ามีโอกาสที่จะขาดทุนจากการทดลองทำตามความฝันของเราคิดเป็น 90% ขาดทุน นี้เป็นตัวเลขที่มีนักวิจัยสำรวจแล้ว ผู้ประกอบการรายเล็กๆ รายใหม่ จะตายประมาณ 90% เพราะส่วนใหญ่นำเงินเก็บของครอบครัวมาใช้ลงทุน และผิดพลาดทำให้สภาพคล่องของครอบครัวขัดสนได้ ต้องระมัดระวังอย่างสูง  ซึ่งเราจะเล่าให้ฟังต่อไปๆ ว่าจะทำอย่างไร

พอเขียนถึงตรงนี้ก็อยากจะสรุปไว้ประมาณนี้ก่อน เราจะแวะมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ ว่าการทำธุรกิจทำไมต้องเริ่มต้นจากการเขียนแผนธุรกิจก่อนเสมอ

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขสวัสดี ในวันมาฆบูชาครับ

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

https://eiamsri.wordpress.com

 

กุมภาพันธ์ 11, 2017 Posted by | Writing Business Plan | | ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: