NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า : Value Chain Analysis

สวัสดี ครับ

วันนี้อยากจะเขียนเรื่องการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Analysis) เป็นเรื่องที่ค้างคาใจเรามานานมากแล้ว อยากจะเขียนให้ดีกว่านี้แต่ด้วยภาระงาน และข้อมูลที่จะนำมาเขียนมีข้อจำกัดพอสมควร ก็เลยลองค้นหาใน Google พบว่ามีเว็บไซต์หนึ่งเขาเขียนได้ดีก็เลยอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นการแปลจากต้นฉบับและมาใส่ความรู้ของเราเข้าไปในบทความนี้ด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้งานมากที่สุด

ข้อมูลทั้งหมด แปลและคัดลอกจาก :  Ovidijus Jurevicius

 http://www.strategicmanagementinsight.com/tools/value-chain-analysis.html

นิยาม

การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า (VCA) เป็นกระบวนการที่ องค์กร  บริษัท ทำการระบุกิจกรรมหลักและการสนับสนุนที่เพิ่มมูลค่าใหักับผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์กิจกรรมต่างๆ ของกระบวนการผลิต และกระบวนการจัดส่ง เพื่อลดต้นทุน หรือ สร้างความแตกต่าง

ห่วงโซ่คุณค่า แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมภายในองค์กร หรือ บริษัท ที่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจนถึงกระบวนการผลิต Output

การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าคืออะไร?

 VCA เป็นเครื่องมือกลยุทธ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์กิจกรรมภายใน บริษัท โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อการพัฒนาคุณค่า และเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุด และสามารถรถต้นทุนการผลิต หรือ ค่าใช้จ่ายของบริษัทได้แบบมีนัยสำคัญ หรือ มีความได้เปรียบในด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

การที่บริษัท จะทำอย่างนั้นได้ จำเป็นจะต้องมองเข้าไปภายในกิจกรรมหลักของบริษัท ทุกกระบวนการเพื่อหาจุดเสียเปรียบ และ จุดที่เป็นอุปสรรคในการทำงานทั้งหมด ให้เจอก่อน หลังจากนั้น บริษัทก็พยามหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเปรียบเทียบศักยภาพและประสิทธิภาพกับคู่แข่งเป็นระยะ เพื่อหาจุดบกพร่องต่างๆ และทำการแก้ไขไปเรื่อยๆ จนบริษัท มั่นใจแล้วว่า สามารถมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งในเรื่องใด เรื่องหนึ่งอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ตอนต้น เช่น ถ้าการแข่งขันเน้นกันที่ค่าใช้จ่ายในการผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ก็จะต้องทำการปรับเปลี่ยนวิธีการจนสามารถมีต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งโดยที่ศักยภาพในการแข่งขันไม่ลดลง เพื่อให้เกิดส่วนต่างของกำไรมากขึ้น

Michael Porter ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ รูปแบบห่วงโซ่คุณค่า ” Value Chain Model” ในปี 1985 ซึ่งระบบ ห่วงโซ่คุณค่าเป็นรูปแบบการบริหารงานในทุกกิจกรรมภายในบริษัท ที่ดำเนินการเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและบริการ Value Chain เกิดขึ้นจาก กิจกรรมหลัก ที่เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนสุดท้าย โดยได้รับการสนับสนุนจาก กิจกรรมสนับสนุน ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าในทางอ้อม ตัวอย่างของ Value Chain Model ด้านล่างนี้

value chain model

ที่มา : http://www.strategicmanagementinsight.com/tools/value-chain-analysis.html

ถึงแม้ว่ากิจกรรมหลักจะเป็นตัวเพิ่มมูลค่าโดยตรงไปยังกระบวนการผลิต แต่ส่วนที่ให้ความสำคัญน้อยลงไป ก็เป็นกิจกรรมการสนับสนุน  ในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับการแข่งขันส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงเทคโนโลยี หรือ นวัตกรรมในรูปแบบธุรกิจหรือกระบวนการ  ดังนั้นกิจกรรมการสนับสนุนดังกล่าวจะเป็นเรื่องของ “ระบบข้อมูล”  “R & D”  หรือ “การบริหารจัดการทั่วไป” มักจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการเปรียบกับคู่แข่งอย่างสม่ำเสมอ  ในขณะที่กิจกรรมหลัก จะมีการวิเคราะห์ในแง่ของ “ความได้เปรียบด้านค่าใช้จ่าย” ที่สามารถระบุได้อย่างง่ายดายสำหรับแต่ละกิจกรรมและมีการจัดการอย่างถูกต้อง

Value Chain ของ บริษัทใดๆ ก็ตามเป็นส่วนหนึ่งของ Value Chain ระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือ กิจกรรมอื่นๆ ของบริษัท เพื่อรับรองเมื่อเทียบกับ Value Chain อุตสาหกรรมให้มากขึ้น  ซึ่งด้านล่างนี้จะแสดงให้เห็นถึงห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมและมีความสัมพันธ์กับ Value Chain ของบริษัท

value chain industrial

ที่มา : http://www.strategicmanagementinsight.com/tools/value-chain-analysis.html

วิธีดำเนินการวิเคราะห์ 

การวิเคาะห์สามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 วิธี ซึ่งขึ้ออยู่กับประเภทของสิ่งที่มีความสามารถในการแข่งขันของบริษัทที่ต้องการสร้าง (ความได้เปรียบของการแข่งขันด้านค่าใช้จ่าย) ตารางด้านล่างนี้จะแสดงขั้นตอนการที่จะทำให้บรรลุผลสำเร็จ ความได้เปรียบในการแข่งขันโดยใช้ Value Chain Model

ตารางเปรียบเทียบ value chain

 เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย

 การวิเคราะห์เพื่อหาความแตกต่างด้วยการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของ บริษัท มี 5 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 : ระบุ กิจกรรมหลัก และกิจกรรมสนับสนุนของ บริษัท ทั้งหมด  (ในรูปแบบที่ได้รับวัตถุดิบ  กระบวนการจัดเก็บวัสดุต่างๆ เพื่อการตลาด  กระบวนการขายทั้งหมด  การให้บริการหลังการขาย)  การดำเนินการในการผลิตสินค้าหรือบริการที่จะต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจน และแยกออกจากกันให้ชัดเจนนี้  จะต้องใช้ความรู้ ความชำนาญ มากเพียงพอ ในการบริหารจัดการของบริษัท  เพราะกิจกรรมห่วงโซ่คุณค่าจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ภายในกิจกรรมของบริษัทเองเท่านั้น  ผู้จัดการที่มีหน้าที่ระบุกิจกรรมของห่วงโซ่คุณค่าจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจในงานที่ทำ และกระบวนการทำงานของห่วงโซ่คุณค่าอย่างดี เพื่อค้นหาวิธีการที่จะทำงานเพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าเพื่อให้เกิดความแตกต่าง

ขั้นตอนที่ 2 : กำหนดความสำคัญของแต่ละกิจกรรมในด้านค่าใช้จ่ายทั้งหมดของผลิตภัณฑ์  ค่าใช้จ่ายรวมในการผลิตสินค้าหรือบริการจะต้องถูกย่อยและกระจายไปอยู่ในแต่ละกิจกรรม  ตามกิจกรรมของกระบวนการผลิต และ จำหน่ายในทุกขั้นตอน และมีการจดบันทึกรายการค่าใช้จ่าย พร้อมหาทางพัฒนากระบวนการทำงานต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในแต่ละขั้นตอน และทำการกำหนดค่า Benchmarked ของทุกกระบวนการผลิต และทำประเมินผลของค่าใช้จ่ายเทียบกับของคู่แข่ง (ถ้าสามารถหาได้) หรือใช้การประมาณการจากราคาขายเป็นตัวกำหนด และจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขทันที ถ้าค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้

ขั้นตอนที่ 3 : ระบุโปรแกรมควบคุมค่าใช้จ่ายสำหรับแต่ละกิจกรรม โดยเฉพาะการทำความเข้าใจในสิ่งที่เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดค่าใช้จ่าย ผู้จัดการจำเป็นจะต้องเข้าไปศึกษา พัฒนา ปรับปรุง ให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น ลดลงจนอยู่ในระดับมาตรฐาน การให้แรงจูงใจในการทำงานเพื่อลดข้อผิดพลาดในการทำงานที่สำคัญ หรือมีความสลับซับซ้อนสูง  ฯลฯ  กิจกรรมที่มีความแตกต่างกันจะมีการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนที่ 4 : ระบุการเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรม  เป็นการลดค่าใช้จ่ายในกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งอาจจะนำไปสู่การลดลงของค่าใช้จ่ายในกิจกรรมอื่นๆ ตามมา เช่น

  • กระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์จำเป็นจะต้องมีความละเอียดสูง เพื่อนำไปสู่กระบวนการผลิต ที่ผิดพลาดน้อยลง และลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง และส่งเสริมด้านการตลาด (ในขั้นตอนนี้ หลายท่านอาจจะแย้งว่า ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง จะลดค่าใช้จ่ายในการผลิต หรือ ลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง หรือ ส่งเสริมด้านการตลาด)
  • ถูกต้องเพียงบางส่วน ขอให้คุณกลับไปค้นคว้าเกี่ยวกับเทคนิคการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ใน Google หรือ ไปค้นคว้าตำราที่ TCDC เกี่ยวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์  เพราะการตอบแบบนี้ “การตอบแบบกำปั้นทุบดิน” หรือ เอาหัวพุ่งชนประตูบ้าน เพราะลืมกุญแจ

ขั้นตอนที่ 5 : ระบุโอกาสสำหรับการลดค่าใช้จ่าย เมือ บริษัทรู้ว่ากิจกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุง  หรือ ค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หรือการจ้างงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในบางช่วงเวลา  การย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่่มีความได้เปรียบเรื่องภาษีส่งออก หรือ นำเข้า  และใช้กระบวนการอัตโนมัติมากขึ้น

ข้อได้เปรียบที่แตกต่างกัน

Value Chain Analysis จะทำให้การวิเคราะห์ความแตกต่างกันของ บริษัท มีความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์ความแตกต่างด้านค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิต  เพราะนี้ คือ แหล่งที่มาของความได้เปรียบในความแตกต่างของการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าคู่แข่ง และเป็นการเพิ่มคุณสมบัติที่มากขึ้นและทำให้เกิดความพึงพอใจที่แตกต่างกันของผู้รับบริการ

ขั้นตอนที่ 1 : ระบุลูกค้า “กิจกรรมที่สร้างมูลค่า” หลังจากที่คุณทำการวิเคราะห์ Value Chain Analysis ในทุกกระบวนการผลิต และขั้นตอนการจัดส่ง การให้บริการ  การส่งเสริมการขาย การบริการหลังการขายแล้ว ผู้จัดการจะต้องทราบได้ว่า กระบวนการใดที่สร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับบริษัท

ซึงในขั้นตอนนี้ คุณจำเป็นจะต้องเลือกว่าจะเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าของคู่แข่ง  มีคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ด้านภาพลักษณ์ การใช้งาน และการตลาดที่ตรงใจลูกค้า  หรืออายุการใช้งานที่ยาวนานของผลิตภัณฑ์ พร้อมบริการหลังการขายขั้นเทพ  ฯลฯ

ขั้นตอนที่ 2 : ประเมินกลยุทธ์ที่แตกต่างกันสำหรับการปรับปรุงมูลค่าของลูกค้า ผู้จัดการสามารถใช้กลยุทธ์ ดังต่อไปนี้ เพื่อเพิ่มความแตกต่างของสินค้าและมูลค่าของลูกค้า

  • เพิ่มคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น
  • การมุ่งเน้นการให้บริการแก่ลูกค้า และการบริการหลังการขาย
  • การปรับแต่งให้ตรงใจลูกค้าเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
  • การมีผลิตภัณฑ์ที่ดี และราคาเหมาะสมกับทุกชนชั้น

ขั้นตอนที่ 3 :  ระบุความแตกต่างของการพัฒนาอย่างยั่งยืนทีดีที่สุด โดยปกติแล้วความแตกต่างที่เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้า และกิจกรรมการตลาดที่สุดยอด จะทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อให้เกิดความไดเปรียบในการแข่งขันระยะยาวแบบยั่งยืน

 

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกๆ ท่านพิจารณาข้อมูล Value Chain Analysis นี้ให้ถ่องแท้ และชัดเจน และนำไปศึกษาต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรต่อไปในอนาคต

 

ขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขสมหวัง

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

https://eiamsri.wordpress.com 

 

ตุลาคม 5, 2013 - Posted by | New Management |

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: