NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

การกำหนดและบริหารจัดการ Value Driver ขององค์กร : Part 1

สวัสดี ครับ

เราขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับ Value Driver เพราะหลายคนสอบถามมาและอยากทำความเข้าใจว่าเป็นอย่างไร มีหลักการคิดแบบไหน เราก็ขอนำเสนอบทความนี้ในส่วนแรก ขึ้นมาก่อนนะครับ ส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ 1 และจะพยามนำส่วนที่ 2 ขึ้นไปบน Blog ให้ทุกๆ ท่านได้อ่านกันครับ

 

การกำหนดและบริหารจัดการ Value Driver ขององค์กร

บทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของความสัมพันธ์ระหว่างผลการดำเนินงานและมูลค่าเพิ่มขององค์กร เราขอนำเสนอแนวทางเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการสร้าง Value Driver ที่เชื่อมต่อกับ Value Creation ขององค์กร

จากรูปภาพ Chart ด้านบน เราพอจะอธิบายได้บางอย่างว่า การที่จะเกิด Value Creation ขององค์กรใดๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนก่อน ซึ่งการลงทุนที่กล่าวถึงนี้เป็นการลงทุนที่ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับองค์กร หรือโครงการต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานนั้นๆ

ดังนั้นการเพิ่ม Value Creation สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

ประเภทที่ 1 : Value Creation ที่มีผลกระทบด้านบวกกับองค์กร

การที่องค์กรได้รับผลบวกจากการสร้าง Value Creation นั้นมาจาการที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำระบบ Value Creation นี้ไปดำเนินการต่างในส่วนงานย่อยๆ ของตนแล้วประสบผลสำเร็จ จึงมีผลกระทบด้านบวกสะท้อนกลับมาที่องค์กรโดยตรง  ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ Value Creation ขององค์กร จะมีหลายด้านด้วยกัน อาทิ

องค์กรประเภทไม่หวังผลกำไร : องค์กรประเภทนี้ Value Creation จะมาจากภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร เช่น การที่องค์กรของรัฐ ออกไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมในปี 54 ด้วยการสร้างเรือแจก  การนำอาหารไปส่งตามบ้านเรือนที่ประสบภัย  การนำน้ำ EM มาช่วยบำบัดน้ำเสีย และมีการแสดงตราสัญญาลักษณ์ขององค์กรอย่างชัดเจน  มีการทำอย่างต่อเนื่อง และเป็นการดำเนินการแบบชาญฉลาด  “ไม่ใช่การทำงานแบบเอาหน้า” หรือเป็นการทำงานแบบ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เพื่อให้นักข่าวถ่ายภาพ อย่างนี้ไม่ถือว่าเป็น Value Creation แต่เป็นการสร้างภาพมากกว่า

การสร้าง Value Creation สำหรับองค์กรไม่หวังผลกำไร จำเป็นที่จะต้องมีการคิดอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของโครงการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว และมีการทำมาอย่างต่อเนื่อง  มีการต่อยอดด้านความคิด และมีการขอความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาปรับปรุงเพิ่มเติมส่วนที่ขาดตกบกพร่อง  และเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในโครงการลักษณะเดียวกัน ดังนี้

การอ่านค่าของตารางในช่องนี้จะเป็นการอ่านค่าเฉลี่ยของโครงการที่องค์กรทำ เปรียบเทียบกับความสำเร็จที่องค์กรไปจ้าง Out-source จัดทำโครงการลักษณะคล้ายกันๆ และมีตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ หรือในบางกรณี

องค์กรจำเป็นจะต้องจ้าง Out-source ทำทั้งหมดเพราะเป็นงานที่ใหญ่และจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษเฉพาะด้าน ดังนั้นการวัดความคุ้มค่าด้าน Value Creation จะเปลี่ยนแปลงไป

ตารางนี้แสดงว่า ผลการดำเนินงานของโครงการที่จ้าง Out-source ทำในระยะเวลาที่ผ่านมาเปรียบผลการดำเนินงานด้านความคุ้มค่าของโครงการในระยะ 2 ปี มีการจ้าง Out-source 3 ราย เราจะต้องนำผลลัพธ์ที่ดีที่สุดของ Out-source บริษัท B เป็นมาตรฐานในการกำหนดตัวชี้วัด และระบุลงไปใน TOR หรือตัวชี้วัดในการตรวจรับงานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องโครงการในลักษณะนี้

แต่ถ้าโครงการใดเพิ่งทำเป็นครั้งแรกจะต้องมีการกำหนดค่าตัวชี้วัดที่เป็นมาตรฐานและมีการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวชี้วัดให้สูงขึ้นทุกโครงการ  โดยที่ตัวชี้วัดทั้งหมดจะต้องสะท้อน Out-come ออกมาให้ได้ว่าเป็นอย่างไร โดยที่มี Productivity เพิ่มขึ้น และ Cost of capital ลดลง ซึ่งมันอาจจะสวนทางกับความเป็นจริงในบางครั้ง  แต่เราก็ต้องกำหนดมาตรฐานและหาทางเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้ ด้วยการเปลี่ยนวิธีการคิด  รูปแบบการดำเนินงาน  ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น  ให้ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกให้คำแนะนำระหว่างดำเนินโครงการ ฯลฯ

Value Driver Matrix คืออะไร

Value Driver Matrix เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดกลยุทธ์ต่างๆ ขององค์กรที่ได้กำหนดมา สามารถสร้าง Value Driver ให้กับองค์กรมากน้อยแค่ไหน และมีประสิทธิภาพดีเพียงใด และตัวที่จะใช้ในการวัดค่าด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กร ก็คือ Key Performance Indicator : KPI ขององค์กร และ KPI ของโครงการที่ดำเนินการทั้งหมด หรือโครงการหลักๆ ที่มีผลกระทบต่อองค์กรโดยตรงถึงผลสำเร็จของโครงการ เป็นต้น

ส่วนของวิธีการที่จะได้มาซึ่งค่าที่จะแสดงบนตาราง Value Driver Matrix นี้มีความสลับซับซ้อนพอสมควรและจำเป็นที่จะต้องมีการเก็บค่าตัวแปรที่พอสมควรและทำอย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี ขึ้นไป ครับ

อะไรคือ Value Driver Analysis?

Value Driver Analysis มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการวางแผนด้านกลยุทธ์ขององค์กร เพราะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การบริหารจัดการภายในองค์กรเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นระบบ ด้วยการกำหนดจุดระดับวิกฤติของกลยุทธ์ อาทิ growth driver เป็นสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กร ทีมผู้บริหารจำเป็นจะต้องพุ่งเป้าการบริหารไปที่ กลยุทธ์ที่จะทำให้มีการเจริญเติบโต (growth strategies) ในระยะสั้น Value Driver จะเป็นเครื่องมือในการยืนยันกลยุทธ์ว่า “ผลลัพธ์จากการดำเนินงานขององค์กร”

ขั้นตอนระบุความคุ้มค่าของ Value Driver 3 ขั้นตอน

  1. พัฒนา Value Driver “Map” ของธุรกิจคุณ
  2. ทดสอบความอ่อนไหวของ Value Driver (Test for Value Driver Sensitivities)
  3. ทดสอบความสามารถในการควบคุม (Test for Controllability)

ขั้นที่ 1 : การสร้าง Value Driver “Map” สำหรับธุรกิจของคุณ

คุณจะต้องพิจารณาเส้นทางของ Value Driver line โดยที่คุณจะต้องกำหนดคณะอนุกรรมการที่จะมารับผิดชอบงานชิ้นนี้ โดยการระบุขอบเขตที่ชัดเจน ด้วยการกำหนดค่าตัวชี้วัดประสิทธิภาพของงานแต่ละจุด/ขั้นตอน ในหน่วยที่เล็กมากจนสามารถกำหนดเป็นค่าต่อหน่วยชี้วัดได้ตามลำดับขั้น อาทิ sales growth, operating profit  xx% สูง  x% ปานกลาง x% ต่ำ เป็นต้น

ตัวอย่าง Value Driver Map สำหรับธุรกิจด้านการตลาดน้ำมัน

สุดท้ายนี้ เราต้องขอโทษด้วยที่ยังพิมพ์เนื้อหาของบทความนี้ไม่เสร็จ แต่ก็อยากจะนำขึ้นไปให้ทุกคนได้อ่านก่อนบางส่วน เพราะเรื่องนี้ กำลังเป็นที่สนใจและอยากทราบกันอยู่ในขณะนี้

ขอให้ทุกท่านๆ โชคดี ครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.interfinn.com

https://eiamsri.wordpress.com

พฤษภาคม 23, 2012 - Posted by | Cost Benefit Analysis

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: