NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

ห่วงโซ่คุณค่า : Value Chain ภาค 1


สวัสดี ครับ

วันนี้เราอยากจะคุยกับทุกคนเกี่ยวกับเรื่อง Value Chain เพราะหลายคนยังทำหน้า “งง” เวลาถูกถามว่า คุณค่าของท่าน ที่มีต่อบริษัทคืออะไร? หรือฝ่ายงานของท่านสร้างมูลค่าให้กับบริษัทอย่างไร? เป็นต้น บางคนบอกว่าเป็นคำถามที่ไม่สุภาพ เหมือนดูถูกฝ่ายงาน แต่อยากให้คิดในเชิงบวกว่า เราสร้างประโยชน์ให้องค์กร สมกับมูลค่าที่ องค์กรจ่ายให้เราหรือไม่? เราว่า เป็นคำตอบที่ทุกคนมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว!

การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่า Value Chain มีการนำแนวคิดนี้มาใช้ในการเปรียบเทียบมูลค่าของบริษัทต่างๆ ในการลงทุนในหุ้นของแต่ละบริษัท และสร้างมูลค่าผู้ถือหุ้นจะเป็นประโยชน์ในการแยกระบบธุรกิจเป็นชุดของกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเรียกว่า ” ห่วงโซ่คุณค่า” ในปี 1985 หนังสือ “Competitive Advantage” ของ Michael Proter ได้นำเสนอรูปแบบทั่วไปของห่วงโซ่คุณค่าที่ประกอบด้วยลำดับของกิจกรรม พบว่า ในการดำเนินงานในเรื่องปกติของหลายบริษัทมีการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่น่าสนใจ ซึ่ง Michael Proter ระบุกิจกรรมหลักและการสนับสนุนดังกล่าวในแผนภาพต่อไปนี้ :

http://www.provenmodels.com/files/2825c320f5910a4647fd289cdcf5a780/value_chain_analysis.gif

เป้าหมายของกิจกรรมเหล่านี้จะนำเสนอคุณค้าให้กับลูกค้าในระดับที่เกินมูลค่าต้นทุนของกิจกรรม จึงทำให้อัตรากำไรของกิจกรรมห่วงโซ่คุณค่าหลัก คือ :

    • Inbound Logistics : การรับสินค้าวัตถุดิบเข้าคลังสินค้า และการกระจายของพวกเขาเพื่อการผลิตตามที่พวกเขาวางระบบไว้แล้ว
    • Operations : การดำเนินงานกระบวนการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและการบริการ
    • Outbound Logistics : คลังสินค้าและการกระจายสินค้าสำเร็จรูป
    • Marketing & Sales : การจำแนกกลุ่มลูกค้าออกมาให้ชัดเจนและทำความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตนให้ถ่องแท้ และสร้างยอดขายให้เจริญเติบโต
    • Services : การบริการที่สนับสนุนลูกค้า ภายหลังจากที่ได้มีการจำหน่ายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าไปแล้ว

สำหรับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ

การนำแนวคิดด้าน Value Chain มาใช้กับการให้บริการของรัฐวิสาหกิจไทย จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงนิยามบางอย่างให้แตกต่างจากเดิม  เพียงแต่เรายังคงยึดหลักการวิธีคิดแบบเดิมไว้เท่านั้น

รัฐวิสาหกิจที่ให้บริการแบบไม่หวังผลกำไร :

 Input ที่เป็นวัตถุดิบของหน่วยงานท่าน คือ ภาระกิจ พันธกิจ ที่หน่วยงานของท่านจะต้องทำให้สำเร็จตาม พรบ. ของตน

Operation  คือ การดำเนินงานตามระเบียบหรือประกาศที่รัฐบาลได้จ้างให้หน่วยงานของท่านให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป หรือ กลุ่มประชาชนเฉพาะกลุ่ม กลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่างๆ ซึ่งท่านจะได้เงินทุนการจ้างจากงบประมาณของรัฐที่จ่ายผ่าน สำนักงบประมาณ และ ครม. เป็นผู้ประเมินผลการดำเนินงานของท่านในแต่ละปี รวมทั้ง รัฐได้ตั้งหน่วยงานของรัฐ ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบคุณภาพการทำงานของรัฐวิสาหกิจ อาทิ สคร. ทริส กพร. สตง. ปปช. เป็นต้น

ดังนั้นการคิดแบบห่วงโซ่คุณค่าก็คือ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของท่านจะต้องมีการเก็บสถิติ บันทึกการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการแบ่งแยกหัวบัญชีให้ชัดเจนว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่?  มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่? มีสุขภาพดีขึ้นหรือไม่ ? ครอบครัวมีปัญหาน้อยลง? และจะต้องมีการกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานท่านด้วยว่าทำได้ดีขึ้นหรือ แย่ลง?   นอกจากนี้จะต้องมีการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในโครงการของท่านด้วยว่าชอบ หรือ ไม่ชอบ?  ในแง่ของด้านบัญชีและการเงิน หน่วยงานของรัฐก็จะออกมาตรการให้ท่านทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของเงินที่ท่านจ่ายออกไปในการบริหารจัดการโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลได้จ้างให้รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ดำเนินการแทนรัฐ (ข้อนี้ยากหน่อย เพราะท่านจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจในระบบบัญชีต้นทุนเป็นอย่างดี และบัญชีบริหาร (Managirial Account) เอาไว้ว่างๆ จะเล่าให้ฟังเพราะเรื่องนี้ยากกกกกกกกกกกกกกกกก มั๊กๆๆๆๆๆ ครับ

Outbound : ผลผลิต (Output) ของผลิตภัณฑ์ หรือ บริการที่โครงการของท่านนำเสนอให้กับผู้ใช้สินค้าหรือบริการของหน่วยงานท่าน การวิเคราะห์ด้านผลผลิต ก็จะมีการประเมินความคุ้มค่า และมูลค่าของเงินที่ลงทุน เปรียบเทียบกับผู้ใช้บริการต่อหน่วย ทำให้เข้าสู่กฎทางการเงิน (Cost per unit : ABC Costing) ครับ

Marketing & Sale : การให้บริการของโครงการท่านจะต้องมีการทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ด้วยว่าหน่วยงานของท่านให้บริการอยู่ และจะต้องมีปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นด้วยประสบการณ์การให้บริการที่ยาวนของหน่วยงานท่าน ความเชี่ยวชาญของผู้บริหารแบบมืออาชีพ และมีการเข้าถึงกลุ่มผู้รับบริการอย่างถึงตัวกันเลยครับ (ห้ามทำแบบ : เปิดให้บริการแล้วไม่ใช้บริการก็ช่วยไม่ได้ ทุกคนเขารู้กันหมดทำไมคุณไม่รู่้ละว่าให้บริการฟรี  คุณอยู่นอกเขตการให้บริการ จงต้องลำบากต่อไป ฯลฯ)  

Services : การให้บริการในส่วนนี้จะต้องคิดว่า “ผลลัพธ์ : Outcome” ครับ เพราะเมื่อลูกค้าได้ใช้บริการของเราไปแล้วชอบไหม  ประทับใจเรื่องอะไร อยากให้ปรับปรุงเรื่องอะไร ขาดตกบกพร่องเรื่องใดบ้าง พยามทำเรื่องของบประมาณให้ตรงกับส่วนที่เป็น Outcome และพยามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ได้เพราะงบประมาณมีจำนวนจำกัดน้อยลงทุกปี และรัฐวิสาหกิจรอวันที่จะรวมกัน หรือ ปิดกิจการครับ

เราก็เลยอธิบายวิธีคิดแบบเปรียบเทียบกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจให้ซะยืดยาวเลย หวังว่าทุกๆ คน คงจะไม่เบื่อนะครับ เพราะเราอยากให้มีผู้อ่านได้ประโยชน์ทุกกลุ่มครับ

กิจกรรมหลักของโครงการที่ให้บริการจะได้รับการสนับสนุนจาก :

    • โครงสร้างพื้นฐานของบริษัท / หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ : โครงสร้างองค์กรจะถูกควบคุมโดยวัฒนธรรมของ บริษัทฯ หรือ ผู้บริหารของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ (ที่กลัวลูกน้องจะไม่รักตน)
    • การจัดการทรัพยากมนุษย์ : การสรรหาพนักงานที่มีความเป็นมืออาชีพ ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาอย่างสูง ให้สามารถทัดเทียมเอกชน
    • พัฒนากิจกรรมเทคโนโลยีให้ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม : การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการองค์กร ให้มีความคล่องตัว ปรับตัวได้รวดเร็ว และวัดประสิทธิภาพได้
    • การจัดซื้อจัดจ้าง : การจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หรือ ทำให้พิการไปเลยก็ได้ครับ

อัตรากำไรของบริษัทหรือผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการปฎิบัติกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกยินดีที่จะจ่ายสำหรับสินค้าเกินกว่าค่าใช้จ่ายของกิจกรรมในห่วงโซ่มูลค่า มันอยู่ในกิจกรรมเหล่านี้ว่า บริษัทมีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าที่เหนือกว่า เปรียบเทียบในการแข่งขันอาจจะทำได้โดย renovate วิธีการปฎิบัติงานหรือปรับกระบวนการผลิตใหม่ ฯลฯ

รูปแบบห่วงโซ่คุณค่าเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่มีประโยชน์สำหรับการกำหนดสมรรถนะหลักของ บริษัทและกิจกรรมในการที่จะสามารถไล่ตามได้เปรียบเทียบทางการแข่งขัน ดังต่อไปนี้ :

    • ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ : เพราะลูกค้าผู้ใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ ต้องการสิ่งที่พวกเขาจ่ายไปมากกว่าความต้องการของพวกเขาเสมอ เพราะการที่คุณตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้เป็นแค่การตอบสนอง need ของร่างกาย หรือความจำเป็น แต่ยังไม่ได้ตอบสนองความต้องการด้านความรู้สึกด้านจิตใจเท่าไร? การที่จะตอบสนองด้านจิตใจได้จะต้องให้ในสิ่งที่เกินความคาดหวังของลูกค้า และทำอย่างต่อเนื่อง (เหนื่อยนะครับ เฮ้อ)
    • ความแตกต่าง : คุณจะต้องมีการให้บริการหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าสูง และมีความแตกต่างจากคู่แข่ง หรือการให้บริการทั่วไปที่ลูกค้าสามารถหาจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินหาบริการหรือผลิตภัณฑ์ของคุณเลย เพราะถ้าคุณไม่แตกต่างก็ คือ คุณเลือก Mass Products ที่ราคาถูก สนอง Need อย่างเดียวเท่านั้น

วันนี้เราขอจบเพียงเท่านี้ก่อนน่ะครับ จะได้ไม่ทำให้คุณเครียดกับการอ่านจนเกินไป และอยากให้แวะเวียนเข้ามาอ่านกันบ่อยๆ 555 เราจะเขียนตอนที่ 2 และ 3 ให้อ่านกันเรื่อยครับ

ขอให้ทุกๆ ท่านโชคดี

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

www.interfinn.com

Advertisements

มีนาคม 17, 2012 - Posted by | Cost Benefit Analysis

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: