NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

วิธีการวิเคราะห์บทบาทของกลยุทธ์ด้วย 5Ps : Mintzberg’s 5Ps of Strategy

สวัสดีครับ วันนี้เราได้มีโอกาสไปเสนอแนะความเห็นให้กับนักศึกษาปริญญาโทระดับ CEO ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และมีนักศึกษาท่านหนึ่งเป็นแฟนคลับในการอ่านบทความของเราที่ได้เขียนไป และเขาได้เข้ามาสอบถามในบางประเด็น เราก็รู้สึกดีครับบทความที่ได้นำเสนอมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านบ้าง เล็กๆ น้อยๆ
เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าการใช้เครื่องมือ การวิเคราะห์กลยุทธ์ด้วย 5Ps นี้ใช้สำหรับให้นักวิเคราะห์และทีมงานที่เป็นผู้บริหารของกิจการได้ทำการพัฒนากลยุทธ์ของกิจการ และตรวจสอบกลยุทธ์ของกิจการว่ามาถูกทางหรือไม่?
เจ้าของกิจการหรือผู้บริหารระดับสูงส่วนมากมักจะโยนเกี่ยวกับกระบวนการคิดด้านกลยุทธ์ขององค์กร ให้กับทีมงานนักวิเคราะห์ที่ได้คัดสรรมาจากแผนกต่างๆ เป็นอย่างดีเป็นผู้คิดและนำเสนอแนวทางของกิจการในลักษณะการระดมสมองอย่างหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและทำให้เกิดแนวคิดความคิดที่มาจากประสบการณ์และความสามารถของทีมงานนักวิเคราะห์เหล่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยก็ คือ ความชะล่าใจขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการวางแผนด้านกลยุทธ์ จนมีชัยเหนือคู่แข่งในตลาด หรือมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดแล้วประสบความสำเร็จ
ทีมงานนักวิเคราะห์ ก็แตกสลายถูกผลักดันให้ไปเป็นผู้บริหารระดับสูงทำให้ขาดการปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าของตนเอง หรือสร้างทีมงานใหม่ที่เป็นรุ่นหลังๆ ที่ยังไม่เข้าใจที่มารากเหง้าของกลยุทธ์ที่องค์กรใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เกิดการไม่มีการคิดกลยุทธ์ใหม่ๆ หยุดการพัฒนาด้านกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการตรวจสอบปฎิกิริยาของคู่แข่งขัน ไม่สร้างวัฒนธรรมด้านการพัฒนานวัตกรรมในองค์กรให้กับพนักงานรุ่นหลังๆ ทำให้จุดแข็งหรือกลยุทธ์ที่ใช้เวลาในการดำเนินการ ใช้เงินอย่างมหาศาลเริ่มสั่นคลอน โดยไม่รู้ตัว
ซึ่งมีนักคิดที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการท่านหนึ่งชื่อ Henery Mintzberg ได้พยามหาวิธีที่จะตรวจสอบความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ที่เราได้สร้างขึ้นนั้น ยังคงมีสภาพเดิมหรือยังคงใช้งานได้ทันสมัย ต่อสู้กับปัญหาและการแข่งในปัจจุบันได้เหมือนเดิมหรือไม่? ซึ่งเขาได้พัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า “การวิเคราะห์กลยุทธ์ด้วย 5Ps” โดยที่แต่ละตัวมีคำจำกัดความที่แตกต่างกัน ดังนี้

เกี่ยวกับ 5Ps
คุณ Mintzberg ได้คิดค้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์กลยุทธ์ 5Ps มาตั้งแต่ปี 1987 ซึ่ง 5Ps ประกอบด้วย
1. การวางแผน (Plan)
2. การแปรขบวน (Ploy)
3. รูปแบบหรือวิธีการ (Pattern)
4. ตำแหน่ง (Position)
5. ด้านมุมมอง (Perspective)

เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ P แต่ละตัวกัน คุณสามารถพัฒนากลยุทธ์ทางธุรกิจที่แข็งแกร่งที่จะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรของคุณและความสามารถของทีมนักวิเคราะห์ที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี
1. กลยุทธ์ของ “แผน”
การวางแผนเป็นสิ่งที่ผู้จัดการทีมงานหลายคนมีความสุขกับการวางแผน (แต่ยังไม่ได้ลงมือทำเพราะอยู่ในขั้นของแผน) และอาจจะเป็นธรรมชาติของการทำงานขององค์กรในอนาคต ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีการระดมความคิดเกี่ยวกับแผนขององค์กร ให้มีความชัดเจน ปฏิบัติได้จริง ไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายที่มากจนเกินไป ไม่ใช้เวลาในการดำเนินการนานกว่าจะรู้ผลลัพธ์ สามารถใช้ทรัพยากรภายในองค์กรทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องพึ่งพาทรัพยากรจากบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานพันธมิตร เป็นต้น
การคิดแผนการที่ดี เป็นเสมือนแผนที่ในการเดินทางขององค์กร ที่คุณจะต้องวาดอย่างระมัดระวัง และใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถอย่างแท้จริง มีความเข้าใจธุรกิจที่องค์กรกำลังดำเนินการอยู่ เพื่อกำหนดให้แผนเป็นแนวทางของกลยุทธ์ขั้นต่อไป
ดังนั้นการที่เราจะวิเคราะห์ “แผนกลยุทธ์ขององค์กร” ยังคงใช้งานได้อยู่หรือไม่ เราจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้มาตรวจสอบร่วม อาทิ PEST Analysis, SWOT Analysis และการ Brainstorming การระดมสมองของนักวิเคราะห์ รวมทั้งเครื่องมือ USP Analysis เกี่ยวกับโอกาสขององค์กร ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่? หรือว่าเปลี่ยนสถานะไปแล้ว? (ในทางที่ไม่ดี)

2. กลยุทธ์ของ “การแปรขบวน (Ploy)”
เป็นการศึกษาว่า อะไรคือ บทบาทที่แข็งแกร่งของคู่แข่งในสายตาของลูกค้า และภาพโดยรวมของตลาด ด้วยการวางแผนทำลาย ห้ามปราม กีดกัน หรืออื่นๆ ในสิ่งที่จะทำให้การแปรขบวนของคู่แข่งได้รับความสับสนหรือเสียหาย ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์องค์กร
ส่วนตัวแล้วผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพราะ มีความเสี่ยงที่สูงมาก ถ้าในกรณีเรานำเรื่องเล็กๆ ที่เป็นจุดอ่อนของคู่แข่งมาเล่นในด้านกลยุทธ์ “จะกลายเป็นการสาดโคลนทันที” และถ้าสิ่งที่เรานำมาเล่นเป็นจุดโจมตีคู่แข่ง เท่ากับเปิดสงครามกับคู่แข่งรายนี้ทันที ถ้ากำลังรบด้านทรัพยากร และความแข็งแกร่งด้านตราสินค้าของเรายังไม่ดีพอ หรือไม่ใช้ผู้นำตลาด “รับรองได้เลยครับโดนตีกลับแน่นอน แล้วไม่รู้ว่าเราจะโดนหนักกว่าโจมตีเขาหรือไม่”
เทคนิคเหล่านี้ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก เครื่องมือ Futures Wheel, Impact Analysis และ Scenario Analysis จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจในการตั้งสมมุติฐานของสถานการณ์ได้อย่างดีและเหมาะสม หรือคุณอาจจะอ่าน “ทฤษฎีเกม” ประกอบด้วยจะดีอย่างมากเพราะจะทำให้คุณมีความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เพิ่มขึ้น
ตัวอย่าง ร้านแฟรนไชน์ที่จำหน่ายของชำรายหนึ่ง ถูกคุกคามจากคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน ด้วยการไปกว้านซื้อที่ดินบริเวณจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ ร้านแฟรนไชน์ที่จำหน่ายของชำรายนี้ เข้าไปเปิดกิจการแข่งกันพื้นที่ของตนเองได้ (วิธีนี้ร้านค้าปลีกรายใหญ่ เช่น เทสโก้ และ 7/11 กำลังต่อสู้กันอยู่ครับ) หรือ บริษัท โทรคมนาคมรายใหญ่อาจจะใช้สิทธิพิเศษส่วนตัวและอิทธิพลซื้อสิทธิบัตรสำคัญๆ ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ทำให้คู่แข่งไม่สามารถเข้าไปเปิดตัวของผลิตภัณฑ์แข่งในตลาดนี้ได้ (ในประเทศไทยนิยมใช้วิธีนี้กันมากครับ)

3. กลยุทธ์ของ “รูปแบบหรือวิธีการ (Pattern)”
แผนกลยุทธ์ และ รูปแบบวิธีการ จำเป็นที่จะต้องมีความสอดคล้องกันกับวัฒนธรรมองค์กร และความสามารถของทีมงานในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ให้ได้ตามแผน และสามารถปฏิบัติงานจนบรรลุผลสำเร็จ
ตัวอย่าง ลองจินตนาการว่าผู้จัดการของฝ่ายงานหนึ่งในองค์กร กำลังจะตัดสินใจที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้จัดการรายนี้จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ ด้วยการดูที่ทรัพยากรของฝ่ายตน เช่น ความสามารถของพนักงาน ทรัพยากรที่มี งบประมาณที่สามารถทำได้จริง ความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย (จำเป็นที่จะต้องมีการแบ่งแยกคุณภาพของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรอง เพื่อจัดแบ่งงบประมาณให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก เพราะอย่าลืมว่า “งบประมาณมีจำกัด”)
หลังจากนั้นค่อยทำการกำหนดรูปแบบความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม เลือกการตอบสนองลูกค้าที่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง สามารถใช้ความสามารถของทีมงานในแผนกได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานอื่นๆ ทดลองวิธีการกับลูกค้ากลุ่มที่ยอมรับบริการของแผนกอยู่แล้วว่ามีความพอใจเพิ่มขึ้นหรือไม่? ขยายแนวความคิดไปยังกลุ่มลูกค้าหลักๆ นำมาปรับปรุงกระบวนการอีกครั้ง แล้วค่อยนำเสนอต่อกลุ่มลูกค้ารอง และลูกค้าที่เหลือทั้งหมด เป็นต้น
การนำแนวคิดของ 5Ps มาใช้ในรูปแบบนี้จะทำให้มีความเข้าใจรูปแบบการทำงานของทีมงาน และวัฒนธรรมด้านการพัฒนากลยุทธ์ขององค์กรของคุณ ขอให้คุณถามตัวเองว่า รูปแบบเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีนัยสำคัญของกลยุทธ์ของคุณแล้วหรือยัง และคิดถึงผลกระทบของรูปแบบเหล่านี้ว่ามีการวางแผนเชิงกลยุทธ์ให้กระจายไปทั่วทั้งองค์กรหรือยัง?
เครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์กลยุทธ์นี้ คือ USP Analysis และ Core Competence Analysis และ VRIO Analysis จะช่วยให้คุณมีความเข้าใจและสามารถสำรวจแหล่งข้อมูล รวมทั้งสิ่งที่คุณควรมุ่งเน้นเกี่ยวกับกลยุทธ์

4. กลยุทธ์ของ “ตำแหน่ง (Position)”
“ตำแหน่ง” เป็นวิธีการในการกำหนดกลยุทธ์อีกทางหนึ่ง และนั้นคือ คุณจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวของคุณเองเกี่ยวกับตำแหน่งทางการตลาด ในวิธีนี้กลยุทธ์จะช่วยให้คุณสำรวจความพอดีระหว่างองค์กรและสภาพแวดล้อมของคุณ และมันจะช่วยให้คุณมีการพัฒนาและเกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน
ตัวอย่าง กลยุทธ์ของคุณอาจรวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขัน หรือ เลือกเพื่อระบุตำแหน่งทางการตลาดของคุณเองท่ามกลางความหลากหลายของคู่แข่ง ในขณะที่มองหาวิธีการเพื่อให้แตกต่างของคู่แข่ง
เมื่อคุณคิดเกี่ยวกับตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของคุณ จะทำให้คุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมในองค์กรของคุณ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก การทำเช่นนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้การวิเคราะห์ PEST Analysis , Porter’s Diamond , Porter’s Five Force ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมด้านตำแหน่งทางการตลาดโดยรวมขององค์กร เครื่องมือเหล่านี้จะแสดงให้เห็นว่าองค์กรของคุณอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่ง หรือ อยู่ในตำแหน่งที่มีปัญหา

5. กลยุทธ์ของ “ด้านมุมมอง (Perspective)”
ทางเลือกที่จะทำให้องค์กรของคุณมีกลยุทธ์ที่มีการขับเคลื่อนแบบทั้งองค์กร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบนวัตกรรม เพราะเพียงรูปแบบของพฤติกรรมที่สามารถเกิดเป็นกลยุทธ์และมีรูปร่างขององค์กรจำเป็นจะต้องมาจากทุกฝ่ายงาน
ตัวอย่าง องค์กรที่สนับสนุนให้มีการพัฒนาด้านการบริหารความเสี่ยงภายในองค์กร หรือการคิดสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรมจากพนักงานในองค์กร อาจจะมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะมาในอนาคตอันใกล้ เพื่อเป็นแรงผลักดันหลักที่อยู่เบื้องหลังของกลยุทธ์ให้มีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า
ในทางตรงกันข้ามองค์กรที่มีการมุ่งเน้นการประมวลผลความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่อาจจะปฎิบัติได้ตามกลยุทธ์ของการให้บริการเหล่านี้ให้กับองค์กร จากการจัดจ้างที่ปรึกษาภายนอก หรือการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกในการกำหนดกลยุทธ์เป็นหลัก
ในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรสามารถทำได้ผ่านทาง เว็บไซต์ขององค์กรที่มีการแยกหน้าย่อยออกมาจากหน้าหลักและสามารถเข้าถึงได้เฉพาะพนักงานในองค์กร “Social Network ภายในองค์กร” Kennedy’s Culture Model, Congruence Model

แนวทางการใช้ 5Ps
คุณจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจในเครื่องมือต่างๆ กับทีมงานนักวิเคราะห์ และยอมรับความคิดที่หลากหลาย แต่สุดท้ายจะต้องสรุปเป็นแนวความคิดเดียวในลักษณะการระดมสมอง เพื่อให้ประสบความสำเร็จ
1. เมื่อคุณรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนากลยุทธ์ และเป็นวิธีการเพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้รับการพิจารณาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องอย่างถ่องแท้แล้ว
2. เมื่อคุณได้ระดมความคิดจากนักวิเคราะห์และได้มีการเริ่มต้นกระบวนการเพื่อทำการทดสอบแนวความคิดของกระบวนการนั้นๆ เพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ และสามารถปฎิบัติได้จริง
3. ในขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการตรวจสอบกลยุทธ์ของคุณว่าได้รับการพัฒนาและเผยแพร่ไปทั่วองค์กร และมีความสอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้เกิดการปฎิบัติอย่างแพร่หลายทั่วทั้งองค์กร

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกๆ ท่านได้นำแนวคิดเหล่านี้ไปศึกษาเพิ่มเติมและนำไปทดลองใช้เพื่อให้เกิดความชำนาญและประสบความสำเร็จต่อไป

ขอให้ทุกๆ ท่านโชคดีครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี
ผู้เรียบเรียง
http://www.interfinn.com

ตุลาคม 9, 2011 - Posted by | New Management

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: