NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

การวิเคราะห์แบบ : Bowman’s Strategy Clock

สวัสดี ครับ วันนี้เราอยากจะคุยกันเรื่อง Bowman’s Strategy Clock ซึ่งหลายท่านคงอาจจะงง กับชื่อนี้ และหลายท่านเคยได้ยินเขาพูดถึงแต่ไม่เข้าใจว่าเป็นอย่างไร?  หลายท่านฟังอาจารย์เล่าให้ฟังแต่ยัง “งง” เหมือนเดิม วันนี้เราจะมาอ่านพร้อมกันครับ ว่าเขาวิเคราะห์กันอย่างไร

ในตลาดที่เปิดส่วนมาก, สินค้าและบริการที่มีมากที่สุดจะสามารถหาซื้อได้จากบริษัททั่วๆ ไปในตลาด และลูกค้ามีทางเลือกมากมาย ดังนั้นเป็นหน้าที่ของบริษัทที่จะต้องหาหนทางที่ได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีกว่าคู่แข่ง  ดังนั้นวิธีการที่จะเป็นผู้นำตลาดในระดับสูงของกลุ่มบริษัท  บริษัทจะต้องพิจารณาว่าสามารถหาวิธีการที่จะกำหนดความได้เปรียบของการแข่งขันเหนือผู้อื่นได้หรือไม่? และจะต้องขึ้นอยู่กับสินค้าที่มีเพียงจำนวนจำกัด และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ซ้ำกันกับใคร และมีวิธีการให้บริการที่แตกต่างและในรูปแบบของการขายด้วย  ดังนั้นเราสรุปได้ดังนี้ว่า สินค้าที่มีการผลิตหรือบริการอย่างจำกัด  และมีความแตกต่างไม่ซ้ำใคร  มีวิธีการจัดจำหน่ายที่แตกต่าง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ บริษัทนั้นจึงจะมีความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด

นี่เป็นคำถามคลาสิกที่ได้รับการถามถึงระดับมืออาชีพด้านธุรกิจ ในปี 1980s ซึ่ง คุณไมเคิลพอร์เตอร์ เผยแพร่ในหนังสือของเขา “กลยุทธ์การแข่งขัน : เทคนิคในการวิเคราะห์อุตสาหกรรมและคู่แข่ง” ซึ่งเขาลดวิธีการวิเคราะห์การแข่งขันลงไปเป็น 3 กลยุทธ์สุดคลาสสิก :

  • ความเป็นผู้นำต้นทุน (Cost leadership)
  • ความแตกต่างของสินค้า (Product differentiation)
  • การแบ่งส่วนตลาด (Market segmentation)  

สิ่งเหล่านี้เป็น กลยุทธ์ทั่วไป ที่แบ่งออกเป็น 3 วิธีที่องค์กรสามารถตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าและได้รับราคาจำหน่ายที่ดีขึ้น หรือ มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะคุณพอร์เตอร์ ยังคงยืนยันว่า บริษัท สามารถแข่งขันทั้งในราคา (ต้นทุน) ในการรับรู้คุณค่า (ความแตกต่าง) หรือโดยการมุ่งเน้นลูกค้าเฉพาะเจาะจงมาก (การแบ่งส่วนตลาด)

การขายในราคาที่ต่ำกว่าหรือการเสนอขายมูลค่าการรับรู้มากขึ้น กลายเป็นวิธีที่นิยมมากในการคิดของความได้เปรียบในการแข่งขัน สำหรับนักธุรกิจจำนวนมาก อย่างไรก็ตามกลยุทธ์นี้ค่อนข้างกว้างเกินไป และคุณจำเป็นต้องคิดถึงเกี่ยวกับมูลค่าที่แตกต่างกันไปของผลิตภัณฑ์หรือบริการ และการรวมกันของราคาที่แตกต่างกันในรายละเอียดด้วย

มองย้อนกลับไปที่กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างของคุณพอร์เตอร์ ในปี 1996s; คุณCliff Bowman และคุณDavid Faulkner ได้พัฒนา Bowman’s Strategy Clock ซึ่งรูปแบบของกลยุทธ์นี้ได้ขยายแนวคิดของคุณพอร์เตอร์ที่กำหนดกลยุทธ์คลาสิกไว้ 3 กลยุทธ์ โดยแยกออกเป็น 8 กลยุทธ์ เพื่อใช้อธิบายเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและการรวมของการรับรู้มูลค่าจากการผสมหลายบริษัท รวมทั้งการระบุโอกาสในการประสบความสำเร็จสำหรับแต่ละกลยุทธ์

รูปที่ 1 : ข้างล่างนี้แสดงถึงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันของ Bowman’s 8 ด้าน ที่จะมีการระบุโดยระดับที่แตกต่างของราคาและมูลค่า

 

ตำแหน่งที่ 1 : ราคาต่ำ/มูลค่าต่ำ

บริษัทที่มีความมั่นคงมักจะไม่เลือกตลาดที่มีการแข่งขันประเภทนี้ เพราะนี้คือ “การต่อรองราคาแบบติดดิน” และไม่มีบริษัทมากนัก  ที่ชอบอยู่ในตำแหน่งตลาดที่มีการแข่งขันแบบนี้ แต่เป็นเพราะพวกเขาถูกบังคับให้แข่งขันในตลาดนี้เพราะผลิตภัณฑ์ของตนไม่มีความแตกต่าง วิธีเดียวที่จะทำให้หลุดจากวงจรตรงนี้ คือ การขายผลิตภัณฑ์หรือบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยต้นทุนและปริมาณที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าและต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ เพราะถ้าคุณไม่ทำ! จะไม่ได้รับชัยชนะจากการแข่งขันในตลาดหรือได้รับความจงรักภักดีของลูกค้าใดๆ แต่คุณอาจจะอยู่ได้เรื่อยๆ ได้นานตราบเท่าที่คุณยังมีเงินลงทุนในธุรกิจเรื่อยๆ แต่ถ้าวันใดพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลีสมัยใหม่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีสามารถทดแทนผลิตภัณฑ์ของคุณได้ ในราคาที่ใกล้เคียงกันคุณจะต้องหายไปจากตลาดทันทีจากการขาดทุน

ตำแหน่งที่ 2 : ราคาต่ำ 

บริษัทที่อยู่ในตลาดการแข่งขันระดับนี้จะเป็นผู้นำด้านราคาที่ต่ำ และบริษัทที่เป็นผู้นำตลาดจะทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์ต่ำลงเรื่อยๆ ถ้ามีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาแข่งขันเพิ่มในตลาด  และเมื่อคู่แข่งรายนั้นถอยออกไปแล้ว บริษัทผู้นำตลาดก็จะปรับราคาผลิตภัณฑ์ให้มาอยู่จุดเดิม  ซึ่งบริษัทลักษณะนี้จะมีกำไรที่ต่ำมาก และมียอดขายที่สูงมาก และนี้เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญหรับบริษัทในตลาดนี้ การแข่งขันในตลาดลักษณะนี้จะมีการแข่งขันด้านสงครามราคาตลอดเวลา และราคาในตลาดมีความไม่แน่นอนสูงมากและมีระยะสั้นๆ  เช่น Walmart เป็นตัวอย่างด้านการเสนอราคาที่ต่ำแก่ผู้บริโภค และชวนให้ซัพพลายเออร์ทั้งหลายเข้าสู่เวทีการค้าที่ราคาต่ำๆ ด้วยคำมั่นสัญญาที่ปริมาณสั่งซื้อที่สูงมาก

ตำแหน่งที่ 3 : ไฮบริด (ราคาปานกลาง/ความแตกต่างในระดับราคาปานกลาง)

บริษัทที่เป็นลักษณะลูกผสมมีความน่าสนใจ พวกเขานำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ต้นทุนต่ำ แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าการรับรู้ที่สูงกว่าคู่แข่งอื่นๆ ที่ใช้แค่กลยุทธ์ค่าใช้จ่ายต่ำอย่างเดียว  แต่การที่จะคงอยู่ในตลาดลักษณะนี้ได้จำเป็นที่จะต้องมีปริมาณที่สูงมาก และบริษัทเหล่านี้สร้างชื่อเสียงของการเสนอราคาที่เป็นธรรม (ยุติธรรม) สำหรับคุณภาพของสินค้า เช่น บริษัทที่ดำเนินกลยุทธ์แบบนี้จะมีในห้างสรรพสินค้าที่มีส่วนลด (Discount Store) ที่เมืองไทยไม่มี  โดยให้เน้นที่คุณภาพและความคุ้มค่าใน ผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจในราคาที่เหมาะสม การรวมกันแบบนี้จะสร้างความจงรักภักดีของลูกค้า

ความเห็นผู้เขียน : เราคิดว่าเมืองไทยเหมาะที่จะทำการค้าลักษณะนี้เป็นอย่างมากเลยครับ เราแปลกใจอยู่อย่างหนึ่งที่ว่า ทำไมผู้ประกอบการธุรกิจอาหารสำเร็จรูปในเมืองไทย?  (1) ไม่จับมือกันให้เป็นสมาคมและร่วมกันซื้อสินค้าที่เป็นวัตถุดิบร่วมกันและกักตุนเป็นสต๊อกร่วมกัน เพื่อต่อรองราคาต้นทุนวัตถุดิบ  (2) ไม่ทำการขนส่งที่เป็นแบบโลจิสติกส์ให้มีจุดกระจายสินค้าร่วมกันแบบ Pool Warehouse ที่มีการเก็บสินค้าสำเร็จรูปร่วมกัน และกระจายสินค้าด้วยระบบโลจิสติกส์แบบ Share สัดส่วนการส่งเพราะจะมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคล้ายกัน หรือ ทับกันอยู่แล้ว (3) ไม่มีการสร้างแบรนด์สินค้าแบบ Global Brand เพราะประเทศไทยเป็นผู้นำด้านการผลิตอาหารสำเร็จรูปของภูมิภาคเอเชีย  ถ้าเราสามารถรวมศูนย์ได้ในลักษณะนี้จะดีมาก (4) ไม่มีการออกแบบการบรรจุหีบห่อ (Packaging) การดีไซน์ของประเทศไทยไม่เหมาะกับการจำหน่ายระดับอินเตอร์ เลย แต่เรามีคนเก่งๆ เยอะมากที่จะมาช่วยด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และสวยงาม เช่น อาหารประเภทขนมของประเทศญี่ปุ่น น่าซื้อทุกอย่าง (เพราะการบรรจุภัณฑ์สวยงาม) ข้างในมีแป้ง ถั๋วแดง และน้ำตาล ไม่น่าจะแพงขนาดนั้น แต่ก็ต้องซื้อฝากเพื่อน ครอบครัว ทุกครั้ง ที่มีโอกาส

เราไม่ได้คาดหวังอะไรเกินกว่านี้เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลาและความเชื่อใจของผู้ประกอบการทุกฝ่ายในการสร้างเครือข่ายแห่งความเชื่อมั่น และลดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุด ด้วยคุณภาพที่เหมาะสมกับราคา (เราไม่ได้บอกว่าให้ขายราคาถูกๆ แต่บอกว่าให้ขายความเหมาะสมของคุณภาพตามราคาที่ประชาชนทั่วไปซื้อได้ครับ)

ตำแหน่งที่ 4 : ความแตกต่าง 

บริษัทที่สร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์หรือบริการให้กับลูกค้าให้มีมูลค่าการรับรู้ที่สูง การที่จะทำเช่นนี้ได้บริษัทจำเป็นที่จะต้องเพิ่มราคาของผลิตภัณฑ์และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทในระดับที่เหมาะสม หรือใช้กลยุทธ์การกำหนดราคาให้ต่ำกว่าคู่แข่งด้วยคุณภาพที่ใกล้เคียงกันและแสวงหาส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น  การสร้างตราสินค้าเป็นสิ่งที่สำคัญกับกลยุทธ์สร้างความแตกต่างกัน เนื่องจากจะช่วยสนับสนุนด้านการแบ่งแยกคุณภาพและราคาของผลิตภัณฑ์แต่ละ Brand ได้เป็นอย่างดี เช่น Nike เป็นที่รู้จักสำหรับความพึงพอใจด้านคุณภาพและราคาระดับพรีเมี่ยม  Reebok เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่ง แต่มีระดับราคาพรีเมี่ยมที่ต่ำกว่า Nike


ตำแหน่งที่ 5 : มุ่งเน้นที่ความแตกต่าง 

คุณมีนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ : เพื่อสร้างมูลค่าการรับรู้ที่สูงและมีราคาจำหน่ายในตลาดที่สูง  ซึ่งผู้บริโภคจะซื้อผลิตภัณฑ์ในหมวดหมู่เหล่านี้ขึ้นอยู่กับมูลค่าการรับรู้เพียงอย่างเดียว ถึงแม้จะมีสินค้าอื่นที่มีคุณภาพแบบเดียวกันหรือดีกว่า แต่ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะยังคงจงรักภักดีกับผลิตภัณฑ์ที่สร้่างความรู้ด้านความรู้สึกและจิตใจเป็นหลัก เช่น Gucci, Armani, Rolls Royce เป็นต้น  หรือการที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายพิจารณาแล้วว่ารถยนต์ Rolls Royce Silver Shadow มีราคาแพงกว่ารถยนต์รุ่นประหยัดของ Ford ประมาณ 25 เท่า ก็ยังเป็นสิ่งที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา ดังนั้นสิ่งที่บริษัทเหล่านี้คาดหวังจะเป็น กำไรขั้นต้นที่สูง และมีเจาะจงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยมเท่านั้น เพื่อความอยู่รอดของบริษัท


ตำแหน่งที่ 6 :  การเพิ่มราคา/สินค้าคุณภาพมาตรฐาน

บางครั้ง บริษัทจะใช้การเสี่ยงโชคด้วยการเพิ่มราคาในผลิตภัณฑ์หรือบริการของพวกเขาโดยไม่ต้องเพิ่มสิ่งใดๆ ด้านคุณภาพ เพียงแต่เพิ่มการส่งเสริมการขาย การเน้นที่ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้ดูดีของผู้บริโภคระดับกลางถึงบน  ดังนั้นบริษัทเหล่านี้จะสนุกสนานกับกำไรที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องทำการเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการ  ซึ่งกลยุทธ์นี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้นๆ แต่มันจะต้องใช้เวลาในระยะยาวเพื่อปรับภาพลักษณ์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยม ซึ่งถ้าเจ้าของบริษัทไม่มีการกำหนดกลยุทธ์ที่ดี ก็จะถูกค้นพบในตลาดการแข่งขันว่าราคาที่เสนอขายไม่ยุติธรรมกับผู้บริโภค 


ตำแหน่งที่ 7 : ราคาสูง/ความคุ้มค่าต่ำ

การที่บริษัทจะนำกลยุทธ์แบบนี้มาใช้ได้ก็เมื่อมีการกำหนดราคาผูกขาดผลิตภัณฑ์หรือบริการ ที่มีเพียงบริษัทเดียวที่สามารถผลิตได้ หรือให้บริการได้    ในฐานะที่เป็นผู้ผูกขาดธุรกิจในตลาด ทำให้คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มมูลค่าเพราะหากลูกค้าต้องการสิ่งที่คุณให้พวกเขาและลูกค้ายินดีจ่ายด้วยราคาที่กำหนด  แต่การผูกขาดด้านการตลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในระยะสั้นๆ เพราะคู่แข่งที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับคุณจะกระโดดเข้ามาใจตลาดแห่งนี้ด้วย และมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคุณด้วยการกำหนดราคาที่ต่ำกว่า หรือมีกลยุทธ์การส่งเสริมการขายที่สร้างการรับรู้จากลูกค้าได้มากกว่า เป็นต้น 


ตำแหน่งที่ 8 : มูลค่าต่ำ/ราคามาตรฐาน 

บริษัทที่มุ่งประเภทของกลยุทธ์ลักษณะนี้จะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด    เพราะคุณผลิตสินค้าที่มีมูลค่าต่ำเพียงวิธีเดียวที่คุณจะขายผลิตภัณฑ์ได้คือ การกำหนดราคาเดียวทุกอย่าง เช่น สินค้าจากประเทศจีน 20 บาททุกชิ้น เป็นต้น  เพราะคุณไม่สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตแบบใช้แล้วทิ้งมากำหนดราคาเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานที่สามารถใช้ได้หลายๆ ครั้งตามอายุขัยของผลิตภัณฑ์ได้เลย  การทำเช่นนี้จะทำให้ตราสินค้าของคุณเสียหาย ความน่าเชื่อถือของคุณในธุรกิจหมดไป และกลุ่มผู้บริโภคที่เคยใช้สินค้าของคุณจะบอกต่อในสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับแบรนด์ของคุณ  และถ้าคุณมีผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ ที่เป็นลักษณะ Family Brand มันจะทำให้เสียหายทั้งหมดเลยครับ 

ประเด็นพิจารณา : 

ตำแหน่งที่ 6 -7 -8 ไม่ได้เป็นตำแหน่งของกลยุทธ์ที่จะนำมาพิจารณาเป็นศักยภาพการแข่งขันในตลาดอย่างแท้จริง  เมื่อใดก็ตามที่ราคาสูงกว่ามูลค่าการรับรู้ นั้นแสดงว่าคุณกำลังปีนขึ้นภูเขาด้วยมือเปล่า ไม่รู้ว่าจะล่วงสู่พื้นเมื่อไร  และเมื่อใดที่คู่แข่งของคุณทราบกลยุทธ์นี้พวกเขาจะกระโดดมาในตลาดของคุณและทำการตัดราคาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดทันที ทำให้คุณจะต้องลดราคาลงมาสู่ความเป็นจริงที่มีราคาเหมาะสมกับคุณภาพ

เมื่อพิจารณาถึง กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา คำถามที่คุณควรจะถามตนเอง? 

 

  • คุณเป็นผู้นำด้านราคาหรือไม่? 
  • คุณสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำด้านต้นทุน และคุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายของคุณ และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี? 
  • คุณสามารถที่จะใช้ประโยชน์ทั้งหมดของของข้อดี จากการได้เปรียบด้านต้นทุนของคุณไปได้ในระยะยาว? 
  • คุณสามารถสร้างความสมดุลด้านราคาจำหน่ายต่ำ และมูลค่าสินค้าหรือบริการที่ต่ำ ได้หรือไม่? 
  • เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของคุณที่ถูกจำกัด ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง กับกลุ่มผู้บริโภคในตลาดที่เล็ก? และกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้สามารถให้การสนับสนุนธุรกิจของคุณ ด้วยการซื้อในปริมาณที่สูงมากเพียงพอกับกำไรขั้นต้นที่คุณต้องการได้หรือไม่? 

   

ถ้าคุณตั้งใจจะ แข่งขันในการรับรู้คุณค่า  คำถามที่คุณควรจะถามตนเอง?

 

  • คุณมีการระบุตลาดเป้าหมายเป็นอย่างดี? 
  • คุณเข้าใจคุณค่าที่ต้องการของกลุ่มตลาดเป้าหมายของคุณอย่างแท้จริง? 
  • คุณตระหนักถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งของคุณหรือไม่? 
  • ความแตกต่างของพื้นที่ที่คุณสามารถใช้ประโยชน์จากคนอื่นๆ ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้? 
  • คุณมีวิธีการของความแตกต่างอื่นๆ ถึงแม้ว่าคุณจะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันของคุณในพื้นที่ที่คุณจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือบริการ? 

ในขณะที่คุณกำลังวิเคราะห์วิธีการที่คุณต้องการระบุตำแหน่งของตัวเองในตลาด และสมรรถนะขององค์กรคุณ  ถ้าคุณต้องการที่จะเลือกกลยุทธ์ความแตกต่างที่เน้นการตลาดและ “การออกแบบ” ของคุณค่าสินค้า  สิ่งที่คุณจะต้องเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของคุณชัดเจนและสร้างความแตกต่าง “ด้านคุณค่าและการออกแบบ” ที่ไม่ซ้ำใคร และยากแก่การลอกเลียนแบบ และทีมงานของคุณมีศักยภาพและความสามารถที่เพียงพอ รวมทั้งมีการประเมินผลกระทบด้านสภาพแวดล้อมจากปัจจัยภายนอกอย่างรอบด้านแล้ว

สิ่งสำคัญ : 

กลยุทธ์ของ Bowman’s Strategy Clock เป็นรูปแบบที่มีประโยชน์มาก เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจวิธีการที่บริษัท สามารถแข่งขันในตลาดโดยการดูที่ความแตกต่างของราคาและมูลค่าการรับรู้  คุณสามารถเริ่มต้นเพื่อใช้เลือกตำแหน่งของการแข่งขัน  ที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถทำได้ภายใต้ศักยภาพขององค์กรคุณ  นี้เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพของการมองหาวิธีที่จะสร้างและรักษาตำแหน่งในการแข่งขันในเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนตลาด  โดยความเข้าใจเหล่านี้ด้วยรูปนาฬิกา 8 ตำแหน่งในเชิงกลยุทธ์ขั้นพื้นฐาน  คุณสามารถวิเคราะห์และประเมินกลยุทธ์ในปัจจุบันของคุณและตรวจสอบว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ควรมีการปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงตำแหน่งในการแข่งขันโดยรวมของคุณเมื่อใด เป็นต้น

สุดท้ายนี้เราเชื่อว่าคุณคงจะทราบว่าธุรกิจขององค์กรคุณอยู่จุดไหนของนาฬิกา และคุณจะต้องตัดสินใจวางแผนกลยุทธ์ของคุณว่าจะคงอยู่สภาพเดิมหรือเปลี่ยนแปลงการวางแผนกลยุทธ์ใหม่  ในกรณีที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านการตลาดของคุณใหม่ ขอให้คุณสละเวลาอันมีค่าค้นหาข้อมูลต่างๆ ของเครื่องมือด้านการวางแผนกลยุทธ์ เช่น SWOT Analysis, PEST Analysis, และอื่นๆ อีกมาก ก่อนที่คุณจะทำการเปลี่ยนใดๆ  ซึ่งเราได้เขียนคำอธิบายไว้บางส่วนเพื่อให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจในครั้งนี้

ขอใหทุกๆ ท่านโชคดีครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

https://eiamsri.wordpress.com

http://www.interfinn.com

มิถุนายน 16, 2011 - Posted by | New Management |

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: