NEW MANAGEMENT FORUM

Central Knowledge Society

125 ปีของโค้ก : จากแอตแลนต้าถึง Facebook (น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบเราสู้ไหม?)

สวัสดีครับ ทุกๆ ท่าน วันนี้ผมดื่มโค้กตอนบ่ายเพราะาอากาศร้อนพอสมควร ก็เลยค้นข้อมูลเกี่ยวกับโค้กมาเขียนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกัน วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโค้ก เริ่มต้นอย่างไร และมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างแล้วในระยะ 125 ปีที่ผ่านมาแบรนด์ Coca-Cola ที่เรารู้จักกันดี

ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ Coca-Cola ให้ฟังผมอยากเสนอว่าท่านลองพิจารณามุมมอง และแง่คิดต่างๆ เกี่ยวกับ Coca-Cola ว่าจะนำมาปรับใช้กับน้ำสมุนไพรไทย หรือน้ำผลไม้ไทยให้เจริญสู่สากลได้อย่างไร ถ้าท่านผู้อ่านมีความเห็นดีๆ กรุณา เสนอความเห็นเข้ามาได้น่ะครับ ผมอยากอ่านความเห็นพวกคุณ และเผยแพร่ให้ทุกคนได้วิพากษ์วิจารณ์เผื่อว่าสักวันหนึ่ง “น้ำผลไม้ไทย” จะดังน้องๆ โค้ก บ้างนะครับ เรามานั่งอ่านด้วยกันเลยครับ

ประวัติศาสตร์ของ โค้ก เริ่มต้นจากเภสัชกรชื่อ John Pemberton ด้วยความชาญฉลาดในการโฆษณา และ คำขวัญ (slogans) ที่จำง่ายติดหู และการใช้กลยุทธ์การสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ โค้ก มีชื่อเสียงมากจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

1886 -1892 : จุดเริ่มต้นที่แอตแลนต้า

โค้กผลิตขึ้นในปี 1886 โดยเภสัชกรที่ชื่อ John Pemberton อยู่เมือง แอตแลนต้า เป็นผู้คิดค้นสูตรการผลิตโค้กคนแรกโดยการนำของเหลวสีน้ำตาลไหม้มาใส่กลิ่นหอมน่ารับประทานและขายผ่าน Jacob’s Pharmacy และได้มีการนำไปผสมกับน้ำและนำไปอัดแก๊สเพื่อให้กลายเป็นน้ำอัดลม และขายมันในราคา 5เซ็นต์ ต่อแก้ว  ผู้บันทึกบัญชีของ Pemberton (Pemberton’s bookkeeper) ชื่อ Frank Robinson ได้ช่วยตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ว่า “Coca-Cola” ซึ่งเขาได้เขียนคำที่จะใช้เป็นสคริปต์ในการโฆษณาที่โดดเด่นของเขา ซึ่งยังใช้รูปแบบของตัวหนังสือมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้ง โลโก้  “Coca-Cola” ที่ออกมาในครั้งแรกและใช้จนถึงปัจจุบัน

ในปีแรก, Pemberton ขาย Coca-Cola ได้เพียง 9 แก้ว ต่อวัน 

มุมมองผู้เขียน : การที่เจ้าของกิจการตั้งชื่อสินค้าขึ้นมาและนำมาออกจำหน่ายในตลาด และปรากฎว่าสินค้าจำหน่ายได้ช้า  หรือยอดขายไม่ก้าวหน้า เลยเปลี่ยน ชื่อสินค้าเพราะ “เรียกยาก” สะกดยาก ชื่อไม่สื่อถึงผลิตภัณฑ์  ซึ่งเป็นหลักทฤษฎีที่ถูกบางส่วนและบางสถานการณ์ แต่ถ้าเราตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ด้วยความมั่นใจ เหมือนตั้งชื่อลูกของเรา  ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาให้ดี คิดให้เยอะ วิเคราะห์ให้มาก เพื่อจะได้เป็น “มงคลนาม” ของสินค้าเราต่อไป ซึ่งการตั้งชื่อสินค้ามันมีทฤษฎีของการตั้งชื่อกันเลยนะครับ  ดังนั้นผมพยามจะบอกว่า “อย่างเปลี่ยนชื่อสินค้าบ่อย” เพราะจะทำให้ผู้บริโภคจำไม่ได้ หรือตั้งชื่อสินค้าใกล้เคียงกับสินค้าที่เขาติดตลาดอยู่แล้ว “อย่าทำ” เพราะสินค้าจะไม่มีวันโต ยกเว้นคุณดวงดีจริงๆ

ในปี 1893 – 1904 : ออกนอก แอตแลนต้า

บุคคลสำคัญที่ทำให้ Coca-Cola มีชีวิตคือบุคคลท่านนี้  Asa Candler ซึ่งเกิดมาเป็นพนักงานขายโดยธรรมชาติ โดยการนำสิ่งประดิษฐ์นี้เข้าสู่ธุรกิจการตลาดในหลายช่องทางด้านการตลาด เขาคือ  “the brand’s first chief marketing officer”  คุณ Candler รู้ว่าจะต้องมีคนที่กระหายน้ำอยู่ตามสถานที่ต่างๆ แน่นอน ดังนั้นเขาได้พยามคิดค้นวิธีที่ยอดเยี่ยมและเป็นนวัตกรรมในการที่จะแนะนำเครื่องดื่ม Coca-Cola ให้พวกเขาเหล่านั้น ด้วยการสร้างความตื่นเต้น และทำการส่งเสริมการขายด้วยการให้คูปองฟรี สำหรับรสชาติแรกของ Coca-Cola ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างมากมายเท่าที่จะทำได้ในสมัยนั้น เพื่อให้ทุกคนเห็น โลโก้ของ Coca-Cola การจัดโปรโมชั่นในเชิงรุก  ในปี 1895 คุณ Candler ได้สร้างโรงงานน้ำตาลในชิคาโก้ , ดัลลัส และ ลอส แองเจอรีส

 ในปี 1894  นักธุรกิจจาก มิสซิสซิบปี้ ชื่อ Joseph  Biedenharn เป็นบุคคลแรกที่นำ  Coca-Cola ไปใส่ไว้ในขวด และเขาได้ส่งสินค้าตัวอย่างที่เป็นนวัตกรรมของเขาไปให้ คุณ Candler จำนวน 12 ขวด แต่คุณ Candler กลับไม่ค่อยสนใจนวัตกรรมใหม่นี้เท่าไหร่นักและเป็นการตอบโต้กันอย่างธรรมดามาก อย่างไรก็ตาม ในปี 1899 ได้มี 2 นักกฎหมาย Chattanooga lawyers, Benjamin Thomas and Joseph Whitehead เสนอการจดสิทธิบัตรลิขสิทธิ์ในสินค้าสำหรับการขายน้ำดื่ม Coca-Cola พร้อมขวด ในราคา $1

มุมมองผู้เขียน : ผมมองว่าการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีการวางขายในตลาดและต้องการให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ทดลองใช้สินค้านั้นๆ ที่ผมได้พบเห็นบ่อยๆ มักจะเป็นการจัด Event นำเด็กวัยรุ่นมาเต้นและเดินไปตามที่ต่างๆ จัดขบวนรถวิ่งไปตามท้องถนน และ จ้างคนมาชูป้ายตามสี่แยกที่สำคัญๆ หรือนำเสนอสินค้าด้วยน้อง Pretty ที่แต่งตัวกันเห็นแล้วหวาดเสียวแทน  ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันง่ายและไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไร เพราะถ้าเรามองย้อนกลับไปดูวิธีคิดของ คุณ  Candler จะพบว่าการจัดการส่งเสริมการขายมันจะต้องมาจากหัวใจของนักการตลาดและนักขายที่ดี ไม่ใช่การเลียนแบบ “me too” ฉันก็ทำด้วยเหมือนกัน เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันได้รับข่าวสารในแต่ละวันเยอะมากจนจำไม่ได้ว่าโฆษณาที่เห็นครั้งสุดท้ายคืออะไร  ป้ายที่เห็นน้องเขาโฆษณานั้นคืออะไร เป็นต้น  ดังนั้น จำเป็นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่น่ะครับให้ม้นเป็นนวัตกรรมหน่อย จะดีมากครับ

ในปี 1905 – 1918 : การรักษาแบรนด์

บริษัท Coca-Cola ไม่ค่อยจะยินดีเท่าไรกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนเครื่องดื่มที่เลียนแบบ และใช้ประโยชน์จากความสำเร็จของการโฆษณาสินค้าของ Coca-Cola  ดังนั้น บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นโฆษณาความถูกต้องของสินค้า Coca-Cola และแนะนำให้ลูกค้าเลือกเฉพาะสินค้าของจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ตัดสินใจที่จะสร้างรูปแบบของทรงขวดที่โดดเด่นเพื่อให้มั่นใจว่า ลูกค้าทุกรายได้รับ Coca-Cola ของแท้ทุกขวด และผุ้ที่ชนะใจบริษัทฯ เกี่ยวกับการออกแบบขวด คือ The Root Glass Company of Terre Haute, Indiana, won a contest to design a bottle และได้รับการยอมรับในรูปร่างของมันในสีดำ (เติมน้ำโค้กเข้าไปแล้ว) และเมื่อระบบความปลอดภัยเมื่อมันตกแตก ในปี 1916 พวกเขาได้เริ่มจัดตั้งโรงงานผลิตขวดที่ชนะการประกวดแบบมีลายเส้นขึ้นที่ข้างขวด

ในปี 1919 – 1940 : ปีของ Woodruff 

บางทีไม่มีใครรู้ว่าผลกระทบของ บริษัท Coca-Cola ได้มากว่า Robert  Woodruff จากปี 1923 ประมาณ 4 ปีต่อมาหลังจากที่คุณพ่อของเขา คุณ Ernest ได้ซื้อกิจการ Coca-Cola จาก คุณ Asa  Candler ซึ่งครอบครัว Woodruff ต้องใช้เวลามากกว่า 60 ปี ในการนำพาบริษัทให้เป็นผู้นำเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่รสซ่า ยี่ห้อ Coca-Cola ที่ขยายตัวออกไปเกินกว่าตราสินค้าภายในสหรัฐอเมริกา  เขาเป็นนักการตลาดที่มีฝีมือดีมากและมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ในปี 1928 เขาได้ทำการเชื่อมโยงแบรนด์สินค้า Coca-Cola กับโอลิมปิก และสมาคมต่างๆ และยังคงสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างความเป็นแบรนด์

ในปี 1931 : บริษัทฯ ได้โฆษณาสินค้าในแม็กาซีน นี้เป็นครั้งแรกของ Coca-Cola ที่โฆษณารูปภาพสินค้าผ่าน ซานตาคลอส “Santa Claus” บุคคลผู้สร้างสรรค์งานศิลป์ คือ   Haddon Sunblom การโฆษณาสามารถสื่อสารให้กลุ่มผู้บริโภคทราบว่านี้คือ Coca-Cola โดยที่ไม่ต้องพูดมันออกมา แต่การที่ คุณลุงซานตาคลอส ยื่น Coca-Cola ให้มีความหมายแทนคำพูดทั้งหมดได้ครับ

มุมมองผู้เขียน : ผมมองว่าการที่เราผลิตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมา และต้องการให้ผู้บริโภครู้จักตัวสินค้าของเราให้รวดเร็ว จดจำได้ง่ายด้วยการจัดทำโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ  ออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกสินค้าให้ดูน่าจับต้อง มีมูลค่ามีราคา เหมาะสมกับฐานะของลูกค้าในแต่ละระดับชั้น ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามทฤษฎีการตลาด  แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่ามันหายไป คือ การสร้างเครือข่ายของผู้ใช้สินค้าที่คุณได้วางจำหน่าย เพราะอย่าลืมว่าสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน กำลังจะเป็นสื่อโฆษณาหลักของทุกผลิตภัณฑ์ในอนาคตแล้วครับ และเป็นการขายสินค้าได้ทั่วโลก โดยมีผู้ใช้สินค้าของคุณเป็นผู้โฆษณาให้ แทนงบโฆษณาที่จ่ายกันเป็นวินาทีที่สูงมาก  ถ้าคุณลองเปลี่ยนวิธีคิดโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์จะใช้งบประมาณที่ต่ำกว่า ออกได้มากครั้งกว่าสื่อสารกับกลุ่มคนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ แบบวงกว้างก็ได้ ผมอยากให้พิจารณาจุดนี้ด้วยครับ

ในปี 1941 1959 : สงครามและมรดก

ในปี 1941 สหรัฐอเมริกา ได้ทำสงครามโลกครั้งที่ 2  บริษัทฯ และ Coca-Cola ผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนในฐานะผู้ให้บริการระดับชาติ  คุณ Woodruff สั่งว่า “ให้ทุกในเครื่องแบบได้รับขวด Coca-Cola สำหรับ 5c. ที่ไหนก็ตามที่พวกเขาสามารถหยิบได้ ขอให้นำบริการนี้มาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ (ความเห็นผู้เขียน : สุดยอดครับ ไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้) 

ในยุคปี 50 บริษัทฯ ได้เปิดตัวตราสินค้า Coca-Cola เป็นครั้งแรกในกรุงลอนดอน ณ London’s Piccadilly Circus; และโรงละครสัตว์แห่งนี้ยังคงโฆษณา Coca-Cola จนถึงทุกวันนี้

ในปี 1956, Coca-Cola ได้เปิดตัวโฆษณาทีวี ครั้งแรกในสหราชอาณาจักร (UK) เกี่ยวกับ “ความสดชื่นที่แตกต่าง

มุมมองผู้เขียน :  การที่ประเทศเกิดสภาวะสงคราม หรือเกิดการแตกแยกเช่นทุกวันนี้ ผู้เสนอให้ผู้ประกอบการของ ประเทศไทย พิจารณาให้การสนับสนุนประเทศในด้านใด ด้านหนึ่งบ้างก็ดีนะครับ เพราะการที่ผู้บริโภคจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าของคุณ ก็เป็นบุญคุณกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายแล้ว และการที่คุณช่วยนำกำไรที่คุณมีกันมากมาย ย้อนกลับมาให้ประเทศในด้านต่างๆที่เป็นรูปธรรม จะทำด้วยวิธีการรวมกันคิดเป็นแคมเปญใหญ่ เลยเพื่อให้มันดัง และกระจายได้ทั่วถึงทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในประเทศไทย อย่างนี้ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะครับ  หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในต่างจังหวัด ทั้งสี่จังหวัดภาคใต้  จังหวัดที่อยู่ติดชายแดนที่มีการทะเลาะกันอยู่ ในขณะนี้จะเป็นพระคุณอย่างสูง และจะช่วยสร้าง Brand ของคุณให้เป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่คนมีเงินแค่ 10 ล้านคนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น

ในปี 1960 – 1981 : ผมต้องการสอนให้โลกร้องเพลง (และดื่มโค้ก) ในยุค 60 เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับ Coca-Cola ซึ่งสามารถขยายปริมาณการผลิตและเพิ่มรสชาติของน้ำดื่ม เช่น ไปร์ท และ แท๊บ  (Sprite และ Tab)  อย่างไรก็ตาม การโฆษณาของโค้ก ที่มั่นใจในความสำเร็จของ Brand มาก  เพราะตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของ Coca-Cola อยู่ในระดับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ในปี 1971  “เป็นรุปกลุ่มคนหนุ่ม-สาว จับมือกันเป็นสายพานบนยอดเขาของอิตาลี เพื่อสื่อโฆษณา “ฉันอยากจะสอนโลกให้ร้องเพลง”

ในปี 1982 -1989 : บทเรียนโค้กใหม่ล้มเหลว

ในยุคปี 80 คือ เวลาของความผิดปกติของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการคิดสิ่งใหม่ในตลาดและเป็นที่ยอมรับอย่างง่ายดาย ทุกคนต้องการสิ่งแปลกๆ ใหม่ ไม่เหมือเพื่อนบ้าน  ดังนั้นในยุคนี้ บริษัท ได้ทำการผลิตสินค้าชนิดใหม่ที่เรียกว่า “Diet Coke” เป็นการขยายวงศ์ของญาติตระกูล Coca-Cola ที่มีเครื่องการจดทะเบียนตราสินค้า และภายในเวลา 2 ปี เครื่องดื่ม Diet Coke ได้กลายเป็นเครื่องดื่มแคลลอรี่ต่ำ ขายดีที่สุดในโลก และเป็นที่ยอมรับอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามในปี 1985 บริษัฯ ได้ทำในสิ่งที่ผิดพลาดใหญ่หลวงที่สุดด้วยการ “เปลี่ยนสูตรผลิตน้ำโค้กที่ผลิตมา 99 ปี เป็นครั้งแรก” 

ในขณะที่นักวิจัยด้านการตลาดมีการสำรวจและพบว่า ผู้บริโภคยอมรับ “รสชาติใหม่ของ New Coke” เฉพาะเวลาที่เป็นสินค้าตัวอย่างให้ทดลองชิมเท่านั้น และผู้บริโภคจะเกลียดมันทันที ถ้านำ New Coke มาวางบนชั้นขายน้ำดื่มแทน Coke รสชาติเดิม ดังนั้น ความเดือดร้อนจึงส่งมาถึงบริษัทฯ ให้ทำการเปลี่ยนสินค้าใหม่ทันทีเป็น “Coca-Cola Classic

มุมมองผู้เขียน : การที่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าอะไรขึ้นมาสักอย่าง และต้องการเพิ่มยอดขายสินค้า กรุณาอย่าเปลี่ยนสูตรของสินค้าเดิมที่ขายได้อยู่แล้ว (Original Products) อย่างไปแก้ไขสูตรการผลิตเด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีการขยายผลิตภัณฑ์เป็นรสชาติต่างๆ เช่น กรณีของ โออิชิ ที่ทำการแตกแยก รสชาติ ออกเป็นหลายแบบ ตามที่ทำการวิจัยและออกแบบมาก่อนหน้านี้

ในปี 1990 – 1999 : The Fruit effect

ในปี 1991 หนึ่งในนักการตลาดที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Coca-Cola  คือ Charles Fruit ได้เข้าร่วมงานกับ Coca-Cola ในตำแหน่งหัวหน้าด้านการตลาดทั่วโลก ในปี 2004

คุณ Fruit, อยู่เบื้องหลังในโครงการหลายโครงการด้านการตลาดที่สำคัญๆ รวมทั้งการคิดแคมเปญ “Aways Coca-Cola” นอกจากนี้เขายังเป็นผู้กำกับและผู้ให้การสนับสนุนในการจัดรายการทีวีโชว์  “American Idol” ที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

ในปี 1993, บริษัทฯ ได้ออกแบบโฆษณา “Coca-Cola polar bear was born” รูปโฆษณาหมีขั้วโลกดื่มโค้ก  และในปี 1997 บริษัทฯ ได้ทำการฉลองยอดการจำหน่าย Coca-Cola จำนวน 1พันล้านขวดทั่วโลก

ในปี 1994  บริษัทฯ หยุดโฆษณา “Diet Coke”

ในปี 2000 เป็นต้นมา : การเดินทางไปจับมือกับสื่อสังคม

ขณะนี้ Coke ได้กลายเป็นคุณปู่ที่มีอายุ 125 ปี และ โค้ก เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แพร่หลายที่สุดในโลก และมีสินค้าขายมากว่า 1.6 พันล้านขวดในแต่ละวัน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีอะไรที่มากว่าขวดสูงโปร่งและงบประมาณโฆษณาที่มหาศาล จึงจะสามารถรักษาความสำเร็จด้านการยอมรับและการแนะนำของคนรุ่นใหม่ใน Facebook และ Twitter (Facebook and Twitter generation)

ในทศวรรษที่ผ่านมา Coca-Cola ได้พยามเพิ่มยอดการจำหน่ายด้วยการเพิ่มสินค้า Coke Zero ในจุดที่ขายดีที่สุดในร้านสะดวกซื้อ และชั้นวางสินค้าของซุปเปอร์มาร์เก็ต และมีการใช้เงินเป็นล้านปอนด์ในการโฆษณาเพื่อสร้างกระแสให้ผู้ชายมาดื่ม Coke Zero ภายใต้ภาพลักษณ์ตราสินค้า Diet Coke

ในระหว่างปี 2007 บริษัทฯ ได้ทำการผลิตนวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับรสชาติของ Coke เพื่อวางจำหน่ายในท้องตลาด เช่น Diet Coke Vanilla , Diet Coke with Lime ,  Diet Coke Cherry and Diet Coke Plus และทำการโฆษณาอย่างสุดแรง แต่ก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านกันหมดเลยครับ

ความเห็นผู้เขียน :  ผมว่าบริษัท Coca-Cola มองเห็นอะไรใน สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน ที่นับวันมันจะโตขึ้นเรื่อยๆ และต่อเนื่องไปทั่วโลกและการที่เพื่อนในกลุ่มแนะนำสินค้าใดๆ ร้านอาหารใดๆ สมาชิกจะยอมรับและกระทำตามนั้น ทำให้เกิดเป็นกระแสที่จะต้องติดตามหรือลองเพื่อพิสูจน์ และเป็นสื่อโฆษณาที่ไม่ได้หวังกำไร หรือขายผลิตภัณฑ์ใดๆ เพราะเป็นการแนะนำแบบบอกต่อมากกว่า สมาชิกจะเชื่อหรือกระทำตามหรือไม่ก็ได้ และสมาชิกมีการเข้าถึงสื่อนี้ตลอดเวลา “ใครบ้างไม่เช็ค Social Network” ในเวลางานขอให้ยกมือขึ้น รับรองว่าน้อยมากครับ 

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกๆ ท่านอ่านและขบคิดแบบเบาๆ ว่าอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์ผมขอให้คุณรับไว้พิจารณา อะไรที่ไร้สาระขอให้คุณ อภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ  แล้วเจอกันใหม่ครับ 

เอกกมล  เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://www.oknation.net/blog/ProjectManagement/

http://www.oknation.net/blog/newmanagement/

พฤษภาคม 16, 2011 - Posted by | New Management

1 ความเห็น »

  1. ผมชอบมากเลยอ่ะผมเคยอ่านเว็บไหนไม่รู้อ่ะคับ ที่เค้าบอกว่ากว่าจะมาเป็น Coca-Cola มันเป็นน้ำดำมาก่อนแล้วไม่เป็นที่นิยมนัก กว่าจะเป็นที่นิยมเค้าบอกว่าใช้เวลาหลายปีมาก (ประมาณนั้น)

    ความเห็น โดย ป้ายโฆษณา | มิถุนายน 24, 2011 | ตอบกลับ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: